Skip to content →

Tag: travel

ทันวาไดอารี 2

ลงจากรถโดยสารข้ามสะพานมิตรภาพราคายี่สิบบาท (นอกเวลาทำการ) ก็มาถึงที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หรือตามภาษาท้องถิ่นก็ ສາທາລະນະລັດ ປະຊາທິປະໄຕ ປະຊາຊົນລາວ) ขั้นตอนก็ตามปกติของด่านตรวจคนเข้าเมือง กรอกเอกสาร ยื่นหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่ก็ประทับตรา และก็จ่ายค่าธรรมเนียม เนื่องจากตอนที่ไปถึงนั้นมันยังเช้ามาก ด่านแลกเงินก็เลยยังไม่เปิด พวกเราก็เลยยังไม่มีเงินกีบใช้กัน

จริงๆ ตั้งแต่ตอนลงจากรถไปทำหน้าเอ๋อๆ งงๆ แปดคนกันที่ด่านเนี่ย ท่าทางมันก็บอกยี่ห้อทัวริสต์มากๆ ที่ด่านเนี่ย มันก็มีป้ายพวกส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือต้อนรับซีเกมส์อะไรพวกนั้นอยู่ (ตอนที่เราไปซีเกมส์เพิ่งปิดไปวันก่อนหน้า) ซึ่งมันมีภาษาลาวด้วย แต่ละคนก็เข้าไปพยายามอ่านกัน ผมเองก็เริ่มชินกว่าคนอื่นหน่อยเพราะตอนที่ไปลาวใต้ก็ได้พยายามอ่านมาบ้างแล้ว ก็มีชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกับเสนอบริการรถตู้เข้าไปส่งในตัวเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งพวกเราก็โอเคกัน

ระหว่างทางที่นั่งรถตู้เข้าเวียงจันทน์ ผมก็นั่งหน้าสุดครับ (เพราะข้างล่างโดนแย่งไปหมดแล้ว) จริงๆ เรื่องโก๊ะของพวกเรามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนจะขึ้นรถแล้วครับ เรื่องของเรื่องก็คือ ทัวริสต์กลุ่มนี้ก็เดินไปทางซ้ายของรถเพื่อขึ้นตามปกติ ก่อนจะพบว่า รถไม่มีประตู! คือถนนของลาวเป็นถนนขับชิดขวาครับ ประตูรถตู้ก็อยู่ทางขวาด้วย โก๊ะกันไปทั้งกลุ่ม


สีแดงคือประเทศที่การจราจรชิดขวา ส่วนสีน้ำเงินก็ชิดซ้าย

ขึ้นรถมาผมก็คุยกับพี่คนขับครับ ก็คุยกันว่าจะไปหลวงพระบางกันอย่างไรดี ผมก็ถามราคาเช่ารถตู้จากพี่คนขับรถ ว่าปกติประมาณเท่าไหน ซึ่งราคาที่บอก จริงไม่จริงก็ไม่ทราบได้ แต่ก็แพงถึงแพงมาก ราคาเปรียบเทียบที่เรามีคือรถโดยสารประจำทาง ที่ตกประมาณคนละห้าร้อย (แน่นอนว่าเรื่องเวลาและความสบายย่อมเทียบกันไม่ได้) คุยๆ ไป พี่คนขับก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวลองดูว่ามีรถตู้ต้องวิ่งขึ้นหลวงพระบางอยู่แล้วหรือเปล่า (เช่น วิ่งลงมาแล้วต้องตีรถเปล่ากลับ หรือต้องวิ่งขึ้นไปรับคนที่หลวงพระบาง) ซึ่งถ้าไม่มี พวกเราก็จะไปกันที่สถานีขนส่ง สุดท้ายก็ได้รถตู้มาในราคาที่ “พอรับได้”

จริงๆ การคุยกับคนขับรถก็ได้รู้เรื่องดีๆ หลายอย่างครับ ทั้งตอนนั่งมาเวียงจันทน์และนั่งไปหลวงพระบาง อย่างเรื่องฟุตบอลซีเกมส์ ทีมชาติลาว พี่เขาก็บ่นให้ฟังว่า เอาแต่จะยิงประตูๆ หวังเอาเงินอัดฉีดอย่างเดียว หรืออย่างเรื่องรถยนต์ในลาว ที่ผมสงสัยว่า ทำไมมีแต่รถฮุนไดเต็มไปหมด เขาก็บอกว่า รถมันถูก มีคนเอารถมือสองจากเกาหลีเข้ามาขาย รถกระบะคันหนึ่งเล็กๆ ก็แค่สามพันดอลลาร์ ส่วนแบบรถตู้ที่เห็นกันก็สักเจ็ดแปดพันดอลลาร์ มันก็เลยนิยม เทียบกับรถอย่างโตโยต้าใหม่ๆ จากศูนย์แล้วรถเกาหลีมันถูกกว่าเยอะ วันหลังๆ จากนั้นเพื่อนผมก็เริ่มสงสัยตาม ผมก็เอาที่พี่เขาเล่ามาเนี่ยแหละไปอธิบาย (ส่วนว่าทำไมถึงมีแต่เกาหลี แล้วรถมือสองจากไทยไม่เอาเข้ามาง่ายกว่าเหรอ อันนี้ผมเดาเอาว่า เพราะเกาหลีขับพวกมาลัยซ้ายเหมือนกันครับ ถ้าเอารถจากไทยหรือญี่ปุ่นเข้ามาจะเป็นพวงมาลัยขวา)

นั่งรถไป ออกจากเวียงจันทน์สักแปดโมงกว่า ตอนบ่ายๆ ก็แวะกินอาหารกลางทาง (ผมนั่งหิวมากครับ ลุ้นว่าเมื่อไหร่เพื่อนๆ จะนึกอยากกินข้าวกัน เพราะอาหารเช้าเซเว่นตอนตีห้าเนี่ยมันไม่อยู่ท้องเอาเสียเลย) อาหารร้านชาวบ้านธรรมดา เพื่อนๆ เลือกกินเฝอกันหมด มีแต่ผมเลือกกินข้าวราดแกงเนื้อควายอยู่คนเดียว ยังคงจ่ายเงินบาทเพราะยังไม่ได้แลกเงิน แต่ได้ทอนมาเป็นกีบแล้ว

หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็สลับฉากมาแย่งที่นั่งข้างหลังคนขับกับเขาบ้าง เพื่อนอีกคนก็เลยรับบทคุยกับคนขับไป

ถึงที่หลวงพระบางก็เริ่มเย็นๆ ครับ เข้าไปที่ที่พักชื่อ วันวิสา ซึ่งคุณนายเพื่อนผมเป็นคนจองเอาไว้ และเราก็ได้พบกับปัญหาเล็กๆ อีกหนึ่งอัน

3 Comments

ทันวาไดอารี 1

แรกสุดก่อนจะออกเดินทาง ผมคิดไว้ว่าผมอยากจะบันทึกและเขียนเป็นบันทึกการเดินทางไว้ครับ แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนใจ ด้วยความที่ไม่ได้จดอะไรเลยระหว่างการเดินทาง และคิดว่าส่วนที่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต่างอะไรจากที่มีอยู่แล้วในอินเทอร์เน็ตเท่าไรนัก แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจอยากเขียนแนวบันทึกตามลำดับเวลาอีกครั้ง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ตัดสินใจกันว่าจะไปเที่ยวเมืองลาว ก็ย้อนกลับไปตั้งแต่หลายเดือนก่อน กลุ่มเพื่อนๆ ผมก็วางแผนกันว่า หลังจากที่สอบปลายภาคกันเสร็จแล้ว ก็อยากจะไปเที่ยวกัน ตอนแรกผมเองก็พยายามจะเสนอให้ไปเที่ยวตอนเหนือของลาวอย่างหลวงพระบาง เวียงจันทน์ (เนื่องด้วยยังเก็บกดจากคราวก่อนที่ไปตอนใต้ของลาว แล้วดันป่วยจนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน) แต่เหมือนที่ประชุมจะยังไม่คล้อยตาม และก็ตกลงกันขั้นต้นว่าจะไปขึ้นดอยทางเหนือของไทยกัน

แต่หลังจากนั้น ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุผลอะไร ก็มีการเปลี่ยนใจจะไปเที่ยวลาวแทน แถมยังรวบรวมคนได้ถึงสิบคน (แต่เวลาจริงเหลือเพียงแปดคนด้วยเหตุสุดวิสัยบางประการ) ซึ่งการไปเป็นกลุ่มแบบนี้ก็เป็นทั้งข้อดีและข้อด้อยในเวลาเดียวกัน ข้อดีก็คือ ตัวเลือกในการเดินทางนั้นมีมากขึ้น เนื่องจากจำนวนคนมากพอที่จะเหมารถโดยหารต่อคนแล้วไม่แพงเกินไป นอกจากนี้ก็ยังเป็นความสนุกสนานเฮฮา ส่วนข้อเสียก็เป็นเรื่องความยืดหยุ่นที่ก็ลดลงเป็นธรรมดา

ในทริปของเราครั้งนี้ เราได้วางแผน (อันที่จริงก็ไม่ใช่ผมหรอกครับ ผมแทบไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลย) ที่จะไปหลวงพระบางก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาค้างที่วังเวียงก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ส่วนเวียงจันทน์นั้นเป็นแค่ทางผ่าน รูปแบบการเดินทางของเราก็ค่อนข้างจะพื้นฐาน ก็คือการเดินทางทางบกไปข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาวที่หนองคาย เข้าไปเวียงจันทน์ ก่อนจะเดินทางทางบกขึ้นเหนือไปยังหลวงพระบาง

ว่าด้วยเรื่องวันที่จะไปกันเนี่ย ผมจำได้ว่าแรกสุดเราวางแผนจะไปกันหลังสอบเสร็จสักวันสองวัน แต่ด้วยเหตุผลที่ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ทราบ เราก็ได้เปลี่ยนมาเดินทางเย็นวันสอบเสร็จกันเลย (โหดมาก) กลุ่มได้เลือกเช่ารถตู้ไปส่งที่หน้าด่านหนองคาย

อุปสรรคเล็กๆ ของผมเริ่มต้นตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเลยทีเดียว คือพอสอบเสร็จผมก็ต้องเก็บของบางส่วนจากห้องที่ปิ่นเกล้า กลับมาบ้านแล้วจัดของ แล้วต้องเคลียร์การติดต่อบางอย่างเพราะมีแนวโน้มจะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ไปหลายวัน สุดท้ายออกจากบ้านก็กะว่าจะไปถึงจุดนัดหมายที่รถไฟฟ้าหมอชิตค่อนข้างจะพอดีๆ กับเวลานัดหมาย แต่ความซวยบางอย่างก็บังเกิดขึ้น

อันแรกสุดคือ เดิมทีผมเอารองเท้าไปสองคู่ คู่หนึ่งเป็นรองเท้ารัดส้น ซึ่งผมเลือกใส่ไปด้วย อีกคู่หนึ่งเป็นรองเท้าผ้าใบเก็บไว้ในกระเป๋า รองเท้ารัดส้นคู่นี้ก็เพิ่งไปรับมาจากที่ส่งซ่อมไว้ครับ แต่เดินไปยังไม่ถึงไหน ไอ้ที่ซ่อมไว้ก็พังอีกรอบ (ถึงตอนนี้ยังไม่ได้ไปโวยวายกับที่ร้านเลย) ยังดีที่ยังใกล้ๆ ก็เลยกลับมาเปลี่ยนรองเท้าที่บ้าน เอาผ้าใบใส่เท้า แล้วเอารองเท้าแตะอีกคู่ใส่กระเป๋า

ถึงตอนนี้ก็แทบจะสายแล้วครับ เรียกแท็กซี่ไป คนขับแท็กซี่ก็ดันพาไปทางที่ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนพาไปทางนี้ คือปกติแล้วจากบ้านผม ถ้าจะไปสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ง่ายที่สุดก็คือจากประชาชื่นเลี้ยวที่พงษ์เพชร เข้างามวงศ์วาน ไปต่อทางวิภาวดีรังสิต ก่อนจะเข้าพหลโยธินที่ห้าแยกลาดพร้าว

ปรากฏว่า นอกจากพี่แกจะหยุดเติมแก๊สโดยไม่กดหยุดมิเตอร์แล้ว พี่แกขับตรงไปทางประชาชื่นด้วยครับ ผมก็ไม่คิดว่าแกจะไปทางนั้น เพราะปกติ ก็ไม่เคยเจอใครคิดจะไปทางนั้น เลยบอกแกไม่ทัน (คิดว่าไปวิภาวดีนี่น่าจะเป็น default ของการไปหมอชิต) ซึ่งทางนั้นเนี่ย ผมไม่คิดว่ามันสั้นกว่า หรือถ้าสั้นกว่าก็คงไม่เท่าไหร่ แถมถนนยังเส้นเล็กกว่า (ก็เทียบกับถนนสิบเลนอย่างวิภาวดีดูสิ) กว่าจะไปถึงแยกประชานุกูล กว่าจะเลี้ยววนผ่านแถวสถานีขนส่งที่ก็มีรถติด แถมไฟรถยังดับอีก ผมไปถึงเวลานัดหมายช้าไปทั้งหมดสี่สิบนาที

กว่ารถตู้เราจะได้ออกเดินทาง ก็เกือบๆ สามทุ่มครับ แต่ถึงกระนั้น เราก็ไปถึงที่หมายค่อนข้างเร็ว นั่นคือถึงหนองคายประมาณตีสี่ครึ่ง แรกสุดเราจะให้เขาไปส่งที่สถานีขนส่ง เพื่อจะซื้อตั๋วเที่ยวกลับไปด้วย แต่คนแถวนั้นก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เต็มหรอก ไปรอที่ด่านเลยดีกว่า เราก็เลยไปถึงหน้าด่านที่มีเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่พึ่งราวๆ ก่อนตีห้า ในขณะที่ด่านนั้นเปิดตอนหกโมงเช้า

ระหว่างที่ต้องนั่งรอกันหนึ่งชั่วโมง กิจกรรมก็มีการพูดคุยกัน หาอาหารที่เซเว่น และการอัพเดตสถานะในเฟซบุก เรื่องฮาก็คือ มีเพื่อนคนหนึ่งเขียนไปว่า “hello Luangprabang” ด้วยเหตุผลว่า เดี๋ยวไปถึงที่นั่นก็อาจจะไม่ได้เข้า เขียนไปตอนนี้แหละดีแล้ว ก็เลยมีเพื่อนที่นั่งข้างๆ กันสามคนช่วยเข้าไปคอมเมนต์แบบทันใจว่า ยังไม่ถึงเลยเธอว์

หกโมงเช้า ด่านเปิด พวกเราแปดชีวิตก็เดินเข้าไปที่ด่าน กรอกใบออกนอกประเทศ ยื่นพาสปอร์ตที่มีอายุเหลือเกินหกเดือน เจ้าหน้าที่ก็ประทับตรา แล้วเราก็ขึ้นรถบริการข้ามสะพานไปส่งที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว

ตอนต่อไปเราจะเข้าประเทศลาวอย่างเป็นทางการ

2 Comments