Skip to content →

Tag: News

การจัดการช่องทางการรับสื่อ

ได้อ่านบล็อกของ @markpeak เรื่อง RSS is Dead ก็เลยมานั่งคิดจริงจังเกี่ยวกับปัญหาการจัดการช่องทางสารของตัวเอง ที่ตลอดช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ก็ยังรู้สึกว่าทำได้ไม่ลงตัวเท่าไรนัก

สิ่งที่คิดตอนนี้คือ สารแต่ละอย่าง และช่องทางรับแต่ละช่องทางนั้น มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว โดยมุมหลักๆ ที่คิดออกตอนนี้คือ

5 Comments

ชีวิตฟีด

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ปฏิวัติการรับข่าวสารของตัวผมเองเมื่อปีที่แล้ว คือระบบ web feed (เทคโนโลยีนี้มีมาหลายปีแล้วครับ แต่ผมเพิ่งได้ใช้มันเมื่อปีที่แล้วนี่เอง)

ผมได้ยินเรื่องของระบบ web feed นี้มาก่อนหน้าที่จะได้เริ่มใช้จริงพอสมควร แต่ก็ไม่ได้สนใจหรือรู้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งพี่อิ๊กมาบอกให้ลองใช้ Google Reader ชีวิตผมถึงได้เปลี่ยนแปลงไป

อธิบายคร่าวๆ สำหรับคนใช้อินเทอร์เน็ตที่ยังไม่รู้จัก web feed มันคือระบบที่ให้ผู้ใช้สามารถรับเนื้อหาที่มีการอัปเดตบ่อยๆ ได้อย่างง่ายดาย วิธีของมันก็คือ เว็บไซต์ที่เราสามารถรับฟีดได้ (ส่วนใหญ่บล็อกและเว็บไซต์ข่าวจะมี) จะมี feed link ซึ่งเราสามารถนำ link นี้ ไปใส่ในโปรแกรมรับข่าวของเรา เมื่อเนื้อหาในเว็บไซต์นั้นมีการอัปเดต เราก็จะสามารถรับเนื้อหาได้จากโปรแกรมของเรา

ทีนี้ ถามว่า มันสะดวกยังไง เมื่อเทียบกับการเข้าไปดูในเว็บไซต์เอง ลองสมมติว่า คุณติดตามบล็อกของเพื่อนสักสิบคน สิ่งที่คุณอาจจะต้องทำคือ คอยเข้าไปเปิดดูว่า มีเนื้อหาใหม่ๆ เข้ามาหรือยัง ในทั้งสิบเว็บไซต์ ซึ่งในการใช้ฟีด เราก็สามารถดูได้เลยว่า มีบล็อกของใครที่มีเนื้อหาใหม่ขึ้นมาแล้วบ้าง

เว็บไซต์ที่สามารถ “บอกรับ” เนื้อหาได้นั้น จะมีเขียนว่า Feed หรือ RSS (หรือ Atom) หรือ subscribe (อย่าสับสนกับบอกรับสมาชิกจริงๆ นะครับ) และส่วนใหญ่จะมีสัญลักษณ์สีส้ม เป็นรูปแผ่สัญญาณ อย่างบล็อกของผม ผมใส่สัญลักษณ์นี้ไว้ที่คอลัมน์ทางขวามือ และข้างล่างสุด จะมีเขียนว่า RSS Entries และ RSS Comments (ตามธีมปัจจุบัน วันที่ 15 มกราคม 2551) ก็คือ บอกรับเอนทรีต่างๆ ที่ผมเขียน กับบอกรับคอมเมนต์นั่นเอง

โปรแกรมที่จะใช้นั้น มีทั้งแบบ web-based ก็คือใช้บนเว็บไซต์ อย่างของผมที่ใช้คือ Google Reader ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ กับการใช้อีเมลของเราส่วนใหญ่ที่เป็น web-based ทั้ง Hotmail, Yahoo!, หรือ GMail อย่างของที่ผมใช้คือ Google Reader ก็เลือก subscribe ไปที่หน้า Reader ของเรา และก็เข้าไปดูเหมือนเราเช็คอีเมล อีกแบบหนึ่งคือแบบที่เป็น client software แบบเดียวกับที่คนใช้อีเมลผ่าน Outlook นั่นแหละครับ อันนี้ผมไม่เคยใช้ สองแบบนี้จะมีข้อดีต่างกันคือ แบบแรก จะเข้าด้วยคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ เพราะมันอยู่บนอินเทอร์เน็ต (นึกถึง Hotmail) ส่วนแบบหลัง จะสามารถอ่านข่าวที่เก็บไว้แบบออฟไลน์ในเครื่องเราได้ (นึกถึง Outlook) ทั้งสองแบบต้องต่ออินเทอร์เน็ตในการรับเนื้อหาใหม่เข้ามา (นึกถึงการใช้อีเมล)

นอกจากจะง่ายต่อการรับข่าวสารด้วยการใช้โปรแกรม (เรียกว่า aggregator หรือ reader) แล้ว มันยังทำอย่างอื่นได้อีก สังเกตว่า คอลัมน์ทางขวามือในบล็อกผม จะมีไอคอนสีส้มๆ อ้นอื่นๆ ด้วย ที่เป็น My Tiny Dice, My Shared, และ Cubic Research Blog พูดง่ายๆ คือ คุณสามารถเอาระบบ feed นี้ ไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ ให้มันแสดงเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นได้ อย่างสามอันทางขวาของผมนี้ อันแรก มาจาก Tumblr ของผม อันที่สองคือ ข่าว ที่ผมรับจาก feed ใน Google Reader แล้ว share ต่อ ส่วนอันสุดท้าย คือเนื้อหาจาก Cubic Research Blog นั่นเอง

ช่วงสองวันที่ผ่านมา ผมเพิ่งรับระเบียบ Google Reader ของผมใหม่ รวมถึงรับข่าวจากเว็บไซต์ข่าวมากขึ้นอีก จากเดิม เว็บไซต์ข่าวของผม รับมาหลักๆ คือ BBC News (ไม่นับเว็บข่าวเฉพาะทางหน่อยอย่าง Blognone, ประชาไท) อย่างที่เห็นได้ว่า ข่าวที่ผมเอามาเขียนมาจากบีบีซีเสียส่วนใหญ่ จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ ผมเคยรับข่าวเยอะกว่านั้นครับ โดยเฉพาะเว็บไซต์ข่าวไทยด้วย แต่ที่เอาออกไปก็บ่อย ก็เพราะว่า อ่านไม่ไหวครับ เว็บไซต์ข่าวจะมีเนื้อหาเข้ามาเยอะมาก วันหนึ่งเป็นร้อยหัวข้อได้ เอาง่ายๆ แค่บีบีซี ไม่ได้เข้าอินเทอร์เน็ตสักสามวัน ก็มีค้างไม่ได้อ่านสามร้อยข่าวแล้ว ซึ่งผมก็ง่ายๆ โดยการ ใช้บริการของ Mark all as read

ตอนนี้ ผมรับข่าวเข้ามาเพิ่มอีกครั้ง โดยเพิ่มเว็บไซต์ข่าวจากหลายๆ ที่ ทั้ง Reuters, CNN, International Herald Tribune, Xinhua, Al Jazeera English, Time, BusinessWeek, Financial Times เดี๋ยวไปเรื่อยๆ อาจจะค่อยๆ เอาออก อันที่ไม่ค่อยได้อ่าน

จริงๆ แล้ว ระบบเว็บฟีด ทำให้เกิดอาการ ล้นทะลัก ของข่าวสารข้อมูลเลยครับ วันๆ หนึ่งมีข่าวเข้ามาถึงจำนวนมาก ไม่นับบล็อกต่างๆ ที่บอกรับ ทั้งของเพื่อน และบล็อกเด่นๆ หลายอันในอินเทอร์เน็ต

เขียนๆ มา ก็อยากให้ใครที่ไม่เคยใช้ ลองดูบ้างครับ โดยเฉพาะเพื่อนๆ ทั้งหลาย จะได้ไม่มีข้ออ้างที่ “ขี้เกียจเข้ามาดู ว่าบล็อก (ผม) อัปหรือยัง”

2 Comments

เหี้ย

เหี้ย
ภาพถ่ายเอง จากสวนสัตว์ดุสิต

ผมเพิ่งได้อ่านบทความหนึ่งในจุดประกายของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันนี้ (14 ก.ค.) ครับ โดยบทความนั้นชื่อว่า “เหี้ยกับการเมือง” (อ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/14/news_275487.php)

อย่างที่น่าจะคาดเดาได้ บทความนี้พูดถึงเหี้ย (Varanus salvator) ครับ โดยเริ่มเกริ่นจากเหตุการณ์ที่เว็บไซต์ของรัฐสภาถูกเจาะเข้าไป แล้วเปลี่ยนรูปของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเป็นรูปตัวเหี้ย

จากนั้น บทความนี้ก็กล่าวถึงประชากรเหี้ยในทางนิเวศวิทยา และสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของเหี้ย และเหี้ยในสังคมหรือวัฒนธรรมไทย ว่าทำไมถึงมาเป็นสัญลักษณ์แบบนี้ และเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยแต่ละส่วนก็ไปสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขานั้นๆ

โดยส่วนตัว ผมชอบแบบความแบบนี้นะครับ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ใหญ่โตหรูหราอลังการอะไร แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็ทำให้เข้าใจลักษณะทางสังคมหรือวัฒนธรรมหนึ่งๆ ไม่น้อยไปกว่าการศึกษาเรื่องทางโครงสร้างอะไรใหญ่ๆ เหมือนกัน

นอกจากนี้ มันยังแสดงให้เห็นว่า เรื่องๆ หนึ่ง เราสามารถศึกษามันในหลายด้าน หลายมิติมากๆ คิดดูว่า อย่างโรงเรียนที่เคยพยายามทำการศึกษาแบบบูรณาการ ถ้าเอาเรื่อง เหี้ย มาเป็นหัวข้อการศึกษา เราก็จะสามารถศึกษาได้ตั้งแต่ทางวิทยาศาสตร์ ศึกษารายละเอียดทางชีววิทยา หรือทางฟิสิกส์ ว่าจะออกแบบอาคารอย่างไรไม่ให้ตัวเหี้ยมาอยู่ ในทางสังคมและวัฒนธรรม ว่าทำไมสังคมหนึ่งถึงได้เอาสัตว์ชนิดนี้มาเป็นคำด่าหรือสัญลักษณ์ของสิ่งไม่ดี ในทางภาษา ว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องใช้คำด่า และทำไมคำด่าถึงเป็นลักษณะนี้ ในทางศิลปะ ว่าตัวเหี้ยไปโผล่ในศิลปะแบบใดบ้าง และอาจจะวาดรูปโครงสร้างทางกายภาพของตัวเหี้ย ศึกษาจิตวิทยา ว่าถ้าเราไปพูดคำว่าเหี้ยใส่คนอื่น จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร ฯลฯ

น่าสนุกดีนะครับ

ว่าแต่พี่อิ๊กจะให้เอาเอนทรีนี้ลงในคิวบิกบลอกเพื่อการศึกษาหรือเปล่าครับ? 😛

4 Comments