Skip to content →

Tag: monopoly

ทรัพย์สินทางปัญญากับการผูกขาด

เพิ่งได้อ่านมติชนรายสัปดาห์ ฉบับรกฺตจกฺษุครับ มีบทความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ และมีท่อนหนึ่งที่พูดถึงว่า ระบบลิขสิทธิ์เป็นการผูกขาด และของก็จะราคาสูงกว่าต้นทุนอยู่แล้ว (จริงๆ เขาไม่ได้เขียนออกมาแบบ negative อะไร แต่ผมก็เคยคิดจะขยายความเรื่องนี้มานานแล้ว ก็เลยหยิบมาเขียนเลย)

ที่อยากจะเขียนประการแรกที่กล่าวได้ก่อนเลยคือ ระบบทรัพย์สินทางปัญญาคือการผูกขาด แบบที่ตั้งใจให้มีการผูกขาดจริงๆ ถามว่า ทำไมระบบทุนนิยมถึงได้ออกแบบให้มีการผูกขาด ทั้งที่ปกติเห็นจะพูดแต่เรื่องการแข่งขัน ใครใคร่ค้าค้า มาคราวนี้กลับมาสร้างระบบผูกขาด

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ธรรมชาติของทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร (ขอพูดถึงแค่สองอันหลักๆ นี้เท่านั้น)

ธรรมชาติโดยทั่วไปของทรัพย์สินทางปัญญาคือ ต้นทุนในการสร้างนั้นสูงกว่าต้นทุนในการนำไปใช้หรือคัดลอกมาก และต้นทุนนั้นก็แทบไม่ขึ้นกับปริมาณการผลิต นั่นเป็นสาเหตุที่หลายคนมองว่ามันแพงเกินจริง เพระาโดยปกติถ้ามีการแข่งขันแล้ว ราคาของสินค้าจะใกล้เคียงกับ marginal cost ในการผลิต

ลองยกตัวอย่างออกมาให้เห็นชัดๆ สมมติว่าคุณต้องการผลิตหนังสือนิยายเรื่อง Harry Potter ถ้าคุณมีเรื่องที่จะใช้พิมพ์อยู่แล้ว ต้นทุนของคุณก็จะมีแค่ค่ากระดาษ หมึก ค่าพิมพ์ ค่าแรง และกำไรปกติของคุณ แล้วถามว่า คนที่ใช้เวลาเป็นปีๆ ในการเขียนเรื่องนี้ เอารายได้ส่วนไหนไปล่ะ

คำตอบคือ ไม่มีเลย ถ้าเกิดไม่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เพราะถ้าไม่มีลิขสิทธิ์ เท่ากับว่า ผู้เขียนก็ไม่ได้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของอะไร ใครจะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด

อธิบายไปเท่านี้น่าจะพอเห็นภาพ สมมติว่าคุณพิมพ์หนังสือโดยจ่ายเงินให้ผู้เขียน คนอื่นก็สามารถนำเนื้อหาไปพิมพ์โดยตั้งราคาถูกกว่าเพราะไม่ต้องจ่ายเงินให้ผู้เขียน เท่ากับว่า ผู้เขียนก็ไม่มีทางมีรายได้อะไร (ลอจิกมันก็พิ้นๆ ครับ ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ก็ไม่มีสิทธิหารายได้จากมัน เหมือนแม่ค้าขายข้าวแกง ถ้าไม่มีสิทธิ์ในข้างแกงที่ตัวเองขาย อยู่ๆ ใครจะขโมยไปก็ไม่ผิดกฎหมาย ถามว่าจะขายได้ยังไง)

สำหรับสิทธิบัตรก็เช่นกัน การวิจัยค้นคว้าและพัฒนาต่างๆ ก็มีต้นทุนที่สูง แต่เมื่อคิดออกมาแล้ว คนอื่นเอาไปใช้ได้ในต้นทุนไม่มาก ผู้ผลิตที่คิดขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสนำรายได้ไปชดเชยต้นทุนที่เสียไป

ระบบทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้อำนาจผูกขาดกับผู้ผลิต ให้สามารถหาประโยชน์ได้จากมัน เพราะถ้าไม่สามารถหาประโยชน์ได้แล้ว อาชีพอย่างนักประพันธ์ โปรแกรมเมอร์ และผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ต่างๆ ก็ไม่สามารถเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ เมื่อมูลค่าของงานไม่ไปตกอยู่กับผู้ผลิตเลย เราก็จะมีงานสร้างสรรค์ออกมาน้อยกว่าที่สังคมควรจะมี คนที่จะผลิตงานสร้างสรรค์ก็จะเหลือแต่คนที่มีกินมีใช้เหลือเฟือ สามารถนำเวลามาบริจาคให้กับสังคมได้เท่านั้น

4 Comments

ทำไมถึงแคร์เรื่องผูกขาดบราวเซอร์

เรื่องของตลาดเว็บบราวเซอร์ (web browser) กับ Internet Explorer ของ Microsoft เป็นประเด็นคลาสสิกที่ถกเถียงกันหลายยก นอกจากจะเรื่องมาตรฐานเว็บที่คนหลายคนบ่นแล้ว เรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องเชิงกฎหมายและนโยบาย นั่นคือ Microsoft ทำผิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือเปล่า

ประเด็นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามบราวเซอร์ครั้งแรก ระหว่าง Internet Explorer กับ Netscape ที่ฝ่ายหลังแพ้ราบคาบและเสียส่วนแบ่งการตลาดไปแทบจะหมด จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามนี้คืออะไร? คือการที่Microsoft ตัดสินใจ “พ่วง (bundle)” Internet Explorer เข้าไปในระบบปฏิบัติการ Windows ที่ครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งตลาด

ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอะไร? ก่อนหน้านั้นเจ้าที่ครองตลาดบราวเซอร์คือ Netscape ส่วน Microsoft นั้นครองตลาดระบบปฏิบัติการ (operating system) ไมโครซอฟท์ก็ออก Internet Explorer 4 แล้วพ่วงไปกับ Windows เสียเลย ปัญหาเกิดเพราะการกระทำดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดจากตลาดระบบปฏิบัติการ มาบิดเบือนตลาดบราวเซอร์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้หันมาใช้ IE4 กันมาก เพียงเพราะมันอยู่ใน Windows อยู่แล้ว

เห็นจุดตรงนี้ไหมครับ ไมโครซอฟท์ครองส่วนแบ่งการตลาดบราวเซอร์ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะผู้ใช้ตัดสินใจเลือก IE4 เหนือ Netscape ด้วยตัวมันเอง แต่เพราะมันแถมมากับวินโดวส์ ตรงนี้เองที่ทำให้มือของกฎหมายเริ่มที่จะเอื้อมเข้ามา เพราะการอาศัยอำนาจจากตลาดที่ตัวเองครองอยู่ ไปทำลายอีกตลาดหนึ่งที่มีการแข่งขันอยู่ โดยใช้วิธีอย่าง bundling นั้น ผิดกฎหมาย (อย่างเมืองไทย กรณีที่ดังที่สุดก็น่าจะเป็นเหล้าพ่วงเบียร์)

ตรงนี้เป็นการตอบข้อสงสัยว่า แล้วที่อย่าง Apple ทำนู่นทำนี่ตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ผิด เพราะ Apple ไม่ได้มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขนาดนั้นครับ การพ่วงของ Apple จึงไม่ได้มีอำนาจไปกำหนดตลาด

มองอีกด้านหนึ่ง (ซึ่งเป็นข้อแก้ตัวของ Microsoft ด้วย) ก็คือ มันเป็นเรื่องของนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สินค้าทางเทคโนโลยีนั้นยังไงก็ต้องมีการเพิ่มเติ่ม feature ใหม่ๆ เป็นเรื่องธรรมดา

กรณีของ Microsoft นี่ ถึงจะโดนในสหรัฐด้วยก็จริง แต่ไปโดนหนักก็ที่สหภาพยุโรปครับ กรณี Windows Media Player ก็โดนมาแล้วทีหนึ่ง เรื่องบราวเซอร์นี่ก็ยังมีปัญหาถึงปัจจุบัน ที่เว็บบราวเซอร์คู่แข่งอย่าง Opera ไปร้อง

อีกคำถามหนึ่งที่คนมักจะตั้งขึ้นมาคือ ไมโครซอฟท์ก็ไม่ได้ไปห้ามใครใช้บราวเซอร์อื่นนี่ อยากใช้บราวเซอร์อื่นก็ดาวน์โหลดมา จบ

ปัญหาของฝ่ายที่ต่อต้านคือ มันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างที่ผมเคยเขียนไว้คือ มันมีต้นทุนของการเปลี่ยนแปลง แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเราต้องเริ่มต้นเลือกบราวเซอร์สักอันตั้งแต่ต้น เราก็อาจจะเลือกอะไรสักอย่าง ซึ่ง IE ก็ไม่ได้เหนือไปกว่าบราวเซอร์อื่นอย่างเห็นได้ชัดขนาดที่จะครองส่วนแบ่งถึง 90 เปอร์เซนต์ได้ (เดี๋ยวนี้ไม่ถึงแล้ว) แต่พอมี IE มาให้ปุ๊ป เราก็ต้องมีเหตุผลดีพอที่จะใช้บราวเซอร์อื่น เท่ากับว่า IE ได้ส่วนแบ่งการตลาดของคนที่ไม่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนมาทันที

ก็อันนี้ล่ะครับ หลักๆ ว่าทำไมคนถึงแคร์กัน (ประเด็นเรื่องตลาดล้วนๆ ตัดเรื่องมาตรฐานเว็บของ IE) ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าตลาดห้ามทำ แต่คนอื่นทำได้ แล้วมันแฟร์ยังไง ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องอภิปรายกันต่อไป

5 Comments