Skip to content →

Tag: money

เงิน เงิน ทอง ทอง

คนหลายๆ คน มองเงินเป็นเรื่องน่ารังเกียจครับ (และขณะเดียวกัน ก็มีคนที่รักเงินอย่างขาดไม่ได้)

เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยครับ

สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่เอาเงินไปซื้อมามากกว่า อันนี้เป็นตรรกะง่ายๆ ที่ทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน (เขียนสิ้นคิดนี่หว่านาย)

ในฐานะคนนึง ที่พยายามสังเกต (ถึงจะทำได้ห่วยแตกมากก็ตามที) และตั้งคำถาม (ซึ่งก็มักจะห่วยแตกเหมือนกัน) เมื่อผมเด็กกว่านี้ ผมเคยคิดว่า การมีเงินในรูปแบบปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากเลยครับ

คนส่วนใหญ่คงรู้ดีว่า ระบบเงินตราในปัจจุบัน เป็นระบบที่อาศัย “ความเชื่อมั่น” ล้วนๆ จะมีใครยอมเอาข้าวของตัวเองไปให้คนอื่น เพื่อแลกกับกระดาษสีเขียวสีแดงแผ่นหนึ่ง ที่เผาไฟต้มน้ำยังไม่เดือดด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่า จะมีคนอื่นยอมรับกระดาษพวกนี้ต่อไป

อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องที่ทุกคนก็คงรู้ดี แต่จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงคิดว่ามันน่าสนใจ ที่มันพัฒนาออกมาถึงตอนนี้ได้

ลองคิดดูว่า อยู่ๆ จะทำให้ทุกคนในสังคมยอมรับกระดาษแผ่นๆ นี่ จากการไม่มีอะไร คงเป็นเรื่องยากมากๆ ดังนั้นสังคมคงต้องผ่านอะไรมาหลายๆ อย่าง กว่าจะมีถึงตอนนี้ได้ ที่เพียงเอาแผ่นพลาสติกแข็งๆ ไปรูดๆ ก็ยอมเอาของมาให้ได้ (ไม่มีอะไรจับต้องได้ไปแลกด้วยซ้ำ)

สิ่งที่ผมสงสัยพอๆ กันกับระบบเงินตรา หรืออาจจะมากกว่า คือทอง

ผมเคยตั้งคำถาม และยังคงตั้งคำถาม กับใครหลายๆ คนว่า ทำไมทองถึงเป็นสิ่งที่คงราคาของมันได้

เพราะจริงๆ แล้ว ผมมองว่าทองไม่ได้มีประโยชน์ในตัวมันเองมากขนาดนั้น คุณสมบัติของมันที่สำคัญ เท่าที่ผมทราบ ก็มีจุดหลอมเหลวสูง และ ไม่ลอก แต่ลำพังแค่นั้น ก็คงไม่ได้ทำให้มันมีราคาขนาดนั้น (ผมไม่รู้ว่า การที่ไม่มีการใช้ทองในระบบอุตสากรรมต่างๆ เพราะทองไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ หรือเพราะทองราคาแพงเกินไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง)

แล้วทำไม คนถึงเชื่อว่าทองมีมูลค่าสูง และยอมใช้มันเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมานานหลายศตวรรษ ทั้งที่จริงๆ แล้ว หลักการของมันก็ดูจะไม่ได้ต่างจากเงินมาก คือ คุณยอมรับทอง ส่วนหนึ่งก็คิดว่าเพราะจะนำไปใช้ต่อได้ คือการมีคนอื่นรับต่อ (แน่นอนว่าอีกส่วนหนึ่งคือการเป็นเครื่องประดับ แต่แม้แต่ในปัจจุบัน คนก็ยังคงยึดทองเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนและรักษามูลค่าอยู่ดี)

เวลาพูดกัน หลายๆ คนมักจะโทษ “เงิน” เป็นต้นเหตุของปัญหาหลายๆ อย่าง

ก็เข้าใจกันได้ว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่ต้องการโทษ มันไม่ใช่เงิน เงินไม่ผิดอะไร ปัญหาของมันออกจะมาจากสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเงินมากกว่า เงินก็แค่ สัญลักษณ์เท่านั้น เมื่อยอมเป็นสิ่งที่ใช้แทน ก็ต้องยอมเป็นสิ่งโดนด่าแทนเหมือนกัน

ลองตัดคำว่า เงิน ออก แล้วแทนด้วย ข้าว หรือ ทรัพยากร ดูสิครับ

ระบบเศรษฐกิจของโลก ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนมาก็นานแล้ว (บางคนอาจจะนึกถึงทุนนิยมปัจจุบัน แต่ก่อนทุนนิยมแบบจุบัน มนุษย์ก็ใช้การแลกเปลี่ยนมานาน) ถ้าต้องการกินข้าว ไม่เอาเวลาตัวเองไปปลูกข้าว ก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้คนที่ปลูกข้าวเพื่อแลกเอาข้าวมา

ทีนี้ แล้วถ้าเราก็ทำ แต่สิ่งที่เราทำคนอื่นเค้าไม่เอากันล่ะ?

มันก็ลำบากนะครับ เราอยากได้สิ่งที่เค้าทำ (เช่นข้าว) แต่เค้าไม่อยากได้สิ่งที่เราทำ (เช่น รูปวาด) มันก็คงจะแลกกันไม่ได้

มันก็เลยไปลงท้ายอยู่ที่สองสิ่ง คือ ถ้าไม่ทำ สิ่งที่คนอื่นต้องการ ก็ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกต้องการของเรา

สิ่งๆ แรก นำมาสู่คำบ่นที่ว่า ทำไมถึงไม่มีงานดีๆ ออกมาในตลาด ส่วนอันหลัง ก็นำมาสู่การโฆษณา และการบริโภคบ้าคลั่ง

หลายๆ ครั้ง ที่มีคำบ่นว่า “ทำไมสำนักพิมพ์ถึงไม่พิมพ์เรื่องนี้ออกมาขายต่อ นิยายดีมีคุณภาพ ทำไมถึงเห็นแก่เงิน ฯลฯ”

คิดๆ ดูแล้ว พิมพ์หนังสือ ต้องใช้กระดาษ ต้องใช้โรงพิมพ์ เอาไปขาย ก็ต้องใช้รถ ใช้น้ำมันไปส่ง เอาเข้าไปร้านหนังสือ ก็ต้องเปิดแอร์ คนเขียนก็ต้องกินข้าว คนตรวจแก้ก็ต้องกิน คนคุมโรงพิมพ์ก็ต้องกิน คนขับรถส่งหนังสือก็ต้องกิน คนขายหนังสือก็ต้องกิน คนทำความสะอาดร้านหนังสือก็ต้องกิน

(พยายามไม่ใช้ค่าอะไรที่เป็นเงิน เดี๋ยวจะ “เห็นแก่เงิน” อีก และอันนี้ พยายาม simplify กระบวนการให้ดูง่ายๆ)

แล้วถ้าคนอยากได้หนังสือนี้มีไม่เยอะ แล้วใครจะเป็นคนเอากระดาษไปให้พิมพ์ ใครจะเป็นคนสร้างแท่นพิมพ์ ใครจะเอาข้าวให้คนทั้งหลายกิน

(พยายามตัดเงินออกไป…)

ถ้าไม่มีคนอ่านมาหาให้ ก็ต้องมีซักคนที่มาหาให้

แล้วใครวะ จะเอามาให้ ถ้าไม่ใช่คนอยากได้ ถ้าคนอยากได้มันไม่พอจะหาข้าวหากระดาษหาเครื่องพิมพ์มาพิมพ์ จะทำยังไง

การบอกว่า ไปเป็นสำนักพิมพ์เองสิ เป็นคำพูดที่ไม่เกิดประโยชน์อันใด เรียกได้ว่าไม่สร้างสรรค์ แต่บางที มันก็อธิบายอะไรได้ว่ะ… (ไม่ได้คิดอย่างนี้จริงๆ นะครับ แต่มันก็ ลองคิดในมุมคนอื่นดูบ้าง มันก็เข้าใจอะไรได้มากเหมือนกัน)

9 Comments