Skip to content →

Tag: Microsoft

ไม่เข้าใจ ทำไมต้อง Word?

ตอนนี้ผมสงสัยอะไรอย่างหนึ่งครับ

ผมอยากรู้ว่า มันมีเหตุผลดีๆ อะไรไหม ที่เราจะทำแบบฟอร์ม เช่น ใบสมัครต่างๆ ที่เราต้องกรอกข้อมูลเข้าไป (ประเภท ชื่อ ที่อยู่ การศึกษา บลาๆๆ) โดยให้เป็นรูปแบบไฟล์ Word แบบธรรมดา (ไม่ใช่แบบที่ออกแบบไว้ให้คนรับกรอกได้เลย) ที่สงสัยเพราะ ผมเห็นว่า องค์กรหลายๆ แห่ง ทั้งรัฐและเอกชน distribute เอกสารในรูปแบบนี้

ผมอยากรู้ว่า คนส่วนใหญ่ สามารถกรอกข้อมูลเข้าไปในฟอร์มที่เป็นเอกสาร Word ธรรมดาๆ กันได้หรือเปล่า แต่โดยส่วนตัว ผมไม่รู้สึกว่า ไฟล์แบบนี้มันทำให้สามารถกรอกข้อมูลเข้าไปได้ เพราะการพยายามกรอกข้อมูลเข้าไปโดยคงแบบฟอร์มไม่ให้มันเพี้ยน มัน costly มากเกินไป

ผมอยากแบ่งการกรอกแบบฟอร์มเหล่านี้เป็นสองแบบคร่าวๆ คือ การพรินต์ออกมาแล้วกรอกด้วยมือ เพื่อส่งเป็น hard copy (หรือสแกนส่งออนไลน์) กับการกรอกแบบอิเล็กทรอนิก (เพื่อส่งออนไลน์ หรือเพื่อความเรียบร้อยเมื่อพรินต์ออกมา)

สมมติว่าตั้งใจให้เอกสารถูกพรินต์ออกมากรอกด้วยมือ ไฟล์เวิร์ดก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะเป็นตัวเลือกที่มีความเสี่ยงต่อการผิดเพี้ยนเมื่อเปิดต่างเครื่อง (เอาแค่ใช้บนโปรแกรมของไมโครซอฟท์ด้วยกันก็มีโอกาสเพี้ยนแล้ว ยิ่งข้ามระบบปฏิบัติการยิ่งแล้วใหญ่) ตัวเลือกที่เหมาะกว่าน่าจะเป็น PDF เพราะตัวเอกสารไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข ความผิดเพี้ยนต่ำ และเปิดข้ามระบบได้สบายๆ (สำหรับองค์กรส่วนใหญ่แล้ว marginal cost ของการแปลงเอกสารจาก Word เป็น PDF น่าจะต่ำมาก เพราะน่าจะต้องมีเครื่องมือสำหรับสร้าง PDF อยู่แล้ว)

ถ้าตั้งใจให้กรอกบนเครื่อง ไม่ว่าจะเพื่อให้พรินต์ออกมาเรียบร้อยสวยงาม หรือเพื่อส่งออนไลน์เลยก็ตาม ไฟล์เวิร์ดธรรมดาๆ (เน้นว่าธรรมดาๆ) ก็ไม่ใช่ไฟล์ที่เหมาะอยู่ดี เพราะมันไม่แยกระหว่างส่วนที่ให้เรากรอกกับส่วนที่เป็นตัวฟอร์ม (คำถาม) ตัวเลือกอื่นสำหรับการนี้ เท่าที่นึกออกก็มีการทำเอกสารเวิร์ดแบบที่ให้ผู้รับกรอก หรือทำเป็นไฟล์ PDF แบบที่ให้ผู้รับกรอก ซึ่งทั้งสองแบบ มัน costly สำหรับฝั่งผู้สร้างเอกสารกว่าแน่ๆ (สำหรับด้านผู้รับ เข้าใจว่าส่วนใหญ่ไฟล์เวิร์ดน่าจะสะดวกกว่า เพราะโปรแกรมมาตรฐานที่ใช้อ่าน PDF อย่าง Adobe Reader ไม่สามารถเซฟเอกสารหลังจากกรอกฟอร์มได้ สามารถพรินต์ได้อย่างเดียว)

เหตุผลดีๆ ที่พอจะนึกออกสำหรับการทำแบบนี้ ก็คือ ต้องการคงไว้ทั้งความสามารถในการการพรินต์ออกมาเขียนและการกรอกบนคอมพิวเตอร์ โดยไม่เพิ่มความยุ่งยากของผู้สร้างเอกสาร ซึ่งผลก็คือ มันเลยออกจะไม่ได้เรื่องทั้งสองทาง (อันนี้มองในแง่ดีนะครับ ถ้ามองในแง่ร้ายหน่อยก็คือความมักง่ายล่ะครับ)

สำหรับส่วนตัวผมเอง ก็อยากบอกว่า ถ้าไม่คิดจะทำเป็น fillable form (ไม่ว่าจะแบบ Word หรือ PDF) ก็ช่วยทำมาเป็น PDF เถอะครับ (อย่างน้อยมีให้เลือกก็ยังดีนะครับ)

9 Comments

กระทู้ร้อน Document Format

กำลังมีกระทู้ร้อนอยู่ในพันทิปครับ (ไม่ได้อ่านเป็นประจำหรอก แต่ก็บังเอิญเห็น) ว่าด้วยเรื่อง format เอกสารสำหรับการส่งวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เนื่องจากกระทู้ยาวมาก และเห็นคนหลงประเด็นไปก็เยอะมาก ก็เลยอยากจะลองเอามาสรุปให้ย่อยง่ายดู

  1. พื้นฐานที่สุดเลย  format ที่พูดถึงในกระทู้ หมายถึง format ทางดิจิทัล พวกรูปแบบไฟล์ต่างๆ ไม่ใช่รูปแบบหน้าเอกสาร (โอเค มีเรื่องฟอนท์ที่เกี่ยว แต่ก็เป็นประเด็นรองกว่า และไม่ได้ตั้งใจโจมตีนโยบายเรื่องการจัดหน้าของวิทยานิพนธ์แต่อย่างใด)
  2. ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมา คือเรื่องการต้องส่งงานเป็นไฟล์ .doc ของ Microsoft Word 2003 โดยใช้ฟอนท์ Angsana New
  3. in contrary to popular belief, Microsoft Word ไม่ใช่ทั้ง (1) ของฟรี ไม่ว่าจะความหมายในบัญชีหรือเศรษฐศาสตร์ก็ตาม (2) โปรแกรมชนิดเดียวที่ใช้ในการจัดเอกสาร โดยเฉพาะเอกสารวิชาการ ถึงแม้ว่ามันจะครองตลาด word processor สูงมากก็จริง แต่ถ้านับ LaTex เข้ามาด้วย LaTex เป็นรูปแบบการทำงานที่มีจำนวนผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญในแวดวงวิชาการสากล
  4. in contrary to popular belief เช่นกัน ฟอนต์ Angsana New เป็นฟอนต์ลิขสิทธิ์ของไมโครซอฟท์ และไม่ได้เป็นฟอนต์เดียวที่ดู “เรียบร้อย”
  5. ประเด็นสำคัญคือ ทั้งการบังคับรูปแบบไฟล์ และการบังคับฟอนต์ นำไปสู่การบังคับให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเพียงระดับเดียวในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เพราะทั้ง Office 2003 และฟอนต์ Angsana New ใช้ได้เพียงบนวินโดวส์ อันแรกในเชิงเทคนิค อันที่สองในเชิงกฎหมาย (note: ถึงแม้ว่าวินโดวส์จะครองส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก แต่ก็ยังไม่ใช่สินค้าเดียวที่มี significant number of users)
  6. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ (ครั้งสุดท้ายที่ดู รู้สึกว่าม.เกษตรจะยังเป็นนะครับ) ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะบีบบังคับให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตเพียงรายใดรายหนึ่ง (อีกครั้งว่า ไมโีึีครซอฟท์ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียว) เพราะเป็นการผิดบทบาทของรัฐที่ควรสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันในตลาด ไม่ใช่การผูกขาด (อธิบายให้ละเอียดขึ้นคือ เอกชนจะใช้อะไรก็ใช้ไป หน่วยงานรัฐจะใช้อะไรเป็นการภายในก็ใช้ไปก็ยังรับได้ แต่ส่วนที่ติดต่อกับประัชาชน ไม่ควรมาบีบให้ประชาชนต้องใช้เพียงรายเดียว)
  7. ถ้าจะให้ขยายความปัญหา ก็จะบอกว่า หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็พยายามพัฒนาหรือส่งเสริมการใช้มาตรฐานที่ไม่อิงกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ทั้งการสนับสนุนซอฟต์แวร์เสรี ไหนจะมีฟอนต์ที่ดูดีสวยงามเรียบร้อยและไม่ติดลิขสิทธิ์ใครให้ใช้งานได้ฟรี แต่หน่วยงานรัฐหน่วยอื่น กลับห้ามใ้ช้ ช่างเป็นการทำงานของหน่วยงานรัฐที่มีประสิทธิภาพเสียนี่กะไร
  8. การไม่ยึดติดกับไฟล์ Word ไม่เท่ากับว่า จะต้องไปยึดกับอย่างอื่นอย่าง .odt แทน ตัวเลือกที่เป็นไปได้คือ ยอมรับมากกว่าหนึ่งอย่าง นั่นคือ ใครอยากใช้ Microsoft ก็ใช้ไป แต่ก็มีทางเลือกอื่นที่เป็นมาตรฐานสำคัญด้วย อีกตัวเลือกหนึ่งคือ ใช้รูปแบบไฟล์ที่ สร้างง่าย สร้างได้จากทุกระบบ และเปิดได้จากทุกระบบโดยมีโอกาสผิดเพี้ยนต่ำมาก ซึ่งก็คือ PDF (ซึ่งไม่ควรมีใครในด้านวิชาการไม่รู้ไฟล์ประเภทนี้) ซึ่งลักษณะจำกัดของ PDF คือ แก้ไขไม่ได้ (การแก้ไขไม่ได้นี่แหละ ทำให้มันไม่เพี้ยน ! เพราะถ้าแก้ได้ก็มีโอกาสเพี้ยน) คำถามคือ แล้่วส่งวิทยานิพนธ์ไป คนอ่านต้องการความสามารถในการแก้ไขได้จริงๆ หรือ?

ความคิดเห็นส่วนตัว

ผมเองเคยคิดเรื่องแบบนี้มาพอสมควร และคิดจะเขียนบทความเรื่องการส่งเสริมการผูกขาดของภาครัฐจากเรื่องแบบนี้ด้วย (เคยพยายามลองเปิดกฎหมายเกียวกับ anti-competition ของไทย แต่หามาตราที่เกี่ยวข้องไม่เจอ)

สำหรับผม หน่วยงานรัฐอาจสามารถเลือกใช้งานจากเอกชนรายใดรายหนึ่งได้ โดยเลือกวิธีที่ efficient ที่สุดในการทำงาน แต่ในส่วนที่ติดต่อกับประชาชน ผมเห็นว่าไม่สมควรที่จะบังคับให้ประชาชนต้องเลือกตามหน่วยงานรัฐในแง่ที่ว่า ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันเป๊ะๆ นั่นคือ หน่วยงานรัฐอาจทำสื่อเป็น CD แต่ไม่ควรทำ CD ที่เปิดได้กับเฉพาะเครื่องเล่นของบริษัทเดียว เช่นเดียวกัน หน่วยงานรัฐอาจรับสื่อจากประชาชนเป็น CD แต่ไม่ควรเป็น CD ที่ผลิตได้จากเครื่องเขียนแผ่นของบริษัทเดียว หรือไม่ควรเลือกรับเฉพาะรูปแบบที่จำกัด (อย่างถ้าหน่วยงานรัฐบอกว่า จะรับภาพโดยใส่ MemoryStick ของ Sony มา แล้วคนใช้ยี่ห้ออื่นๆ ล่ะครับ?)

ในกรณีนี้ มันเหมือนกับว่า มหาวิทยาลัย ฮ. บังคับให้นิสิตนักศึกษา เขียนข้อสอบด้วยปากกายี่ห้อหนึ่ง สมมติว่าชื่อ A สมมติต่อไปอีกว่า ปากกายี่ห้อนี้ ราคาแพง แต่มหาวิทยาลัยซื้อมาให้ใช้ฟรี แล้วบอกว่า เพราะหมึกของปากกายี่ห้อ A เท่านั้น ถึงจะเข้าเครื่องอ่านข้อสอบของมหาวิทยาลัยได้ (สมมติอีกว่ามหาวิทยาลัยใช้ หรือจะสมมติแบบน่าเกลียดกว่านั้นหน่อย ก็บอกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัย ฮ. ไม่สามารถอ่านหมึกจากปากกายี่ห้ออื่นได้)

ถามว่า มัน efficient จริงๆ หรือ? และความง่ายในฝั่งมหาวิทยาลัย คุ้มหรือเปล่ากับการทำลายการแข่งขันในตลาด? (ซึ่งต้องมองอีกว่า ตลาดนี้ แข่งขันหรือผูกขาดแล้ว efficient กว่า โดยส่วนตัวผมยังมองว่า ถึงตลาดนี้จะมีลักษณะ natural monopoly อยู่บ้าง แต่การพัฒนาในตลาดเบราว์เซอร์อย่างก้าวกระโดดหลังสงครามเบราว์เซอร์รอบสอง สนับสนุนมุมมองฝั่งการแข่งขัน) และนอกจากมองด้าน efficiency แล้ว หากมองด้าน distribution หรือ fairness ถามว่าการทำอย่างนี้ ยุติธรรมหรือเปล่า์?

หมายเหตุ: มีเรื่องนึงติดใจมากเลยครับ ผมว่าการยอมรับการละเมิดลิขสิทธิ์น่ะเรื่องนึงนะครับ แต่การพยายามส่งเสริมโดยรัฐหรือการมองความพยายามแก้ปัญหาเป็นเรื่องงี่เง่า (โดยไม่ได้มีเหตุผลนอกจากว่า ก็แล้วจะทำไม — ถ้าเป็นอย่างพวก Pirate Party ผมยังมองได้ว่าเป็นด้าน ideological) เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ

หมายเหตุ 2: ผมอาจจะ bias เพราะผมเองก็ไม่ใช่ Microsoft Office ในเครื่องของตัวเอง แต่ผมไม่คิดว่าการใช้เป็นเรื่องงี่เง่า และผมก็ยังยอมรับว่ามันดีกว่าในหลายๆ ด้าน (ที่ไม่ใช่ bandwagon effect) สาเหตุที่ผมไม่ใช้ สามารถสรุปด้วยคอนเซปต์ cost-benefit analysis ได้โดยง่ายว่า ผมไม่ใช้เพราะ marginal benefit < marginal cost (โดยตัดตัวเลือก piracy ที่ผมหลีกเลี่ยงออกไป ซึ่ีงถ้าเอามาคิด จะทำให้การตัดสินใจนี้ irrational ทันที แต่ consumer ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลนี่?)

19 Comments

ทำไมถึงแคร์เรื่องผูกขาดบราวเซอร์

เรื่องของตลาดเว็บบราวเซอร์ (web browser) กับ Internet Explorer ของ Microsoft เป็นประเด็นคลาสสิกที่ถกเถียงกันหลายยก นอกจากจะเรื่องมาตรฐานเว็บที่คนหลายคนบ่นแล้ว เรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องเชิงกฎหมายและนโยบาย นั่นคือ Microsoft ทำผิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือเปล่า

ประเด็นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามบราวเซอร์ครั้งแรก ระหว่าง Internet Explorer กับ Netscape ที่ฝ่ายหลังแพ้ราบคาบและเสียส่วนแบ่งการตลาดไปแทบจะหมด จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามนี้คืออะไร? คือการที่Microsoft ตัดสินใจ “พ่วง (bundle)” Internet Explorer เข้าไปในระบบปฏิบัติการ Windows ที่ครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งตลาด

ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอะไร? ก่อนหน้านั้นเจ้าที่ครองตลาดบราวเซอร์คือ Netscape ส่วน Microsoft นั้นครองตลาดระบบปฏิบัติการ (operating system) ไมโครซอฟท์ก็ออก Internet Explorer 4 แล้วพ่วงไปกับ Windows เสียเลย ปัญหาเกิดเพราะการกระทำดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดจากตลาดระบบปฏิบัติการ มาบิดเบือนตลาดบราวเซอร์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้หันมาใช้ IE4 กันมาก เพียงเพราะมันอยู่ใน Windows อยู่แล้ว

เห็นจุดตรงนี้ไหมครับ ไมโครซอฟท์ครองส่วนแบ่งการตลาดบราวเซอร์ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะผู้ใช้ตัดสินใจเลือก IE4 เหนือ Netscape ด้วยตัวมันเอง แต่เพราะมันแถมมากับวินโดวส์ ตรงนี้เองที่ทำให้มือของกฎหมายเริ่มที่จะเอื้อมเข้ามา เพราะการอาศัยอำนาจจากตลาดที่ตัวเองครองอยู่ ไปทำลายอีกตลาดหนึ่งที่มีการแข่งขันอยู่ โดยใช้วิธีอย่าง bundling นั้น ผิดกฎหมาย (อย่างเมืองไทย กรณีที่ดังที่สุดก็น่าจะเป็นเหล้าพ่วงเบียร์)

ตรงนี้เป็นการตอบข้อสงสัยว่า แล้วที่อย่าง Apple ทำนู่นทำนี่ตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ผิด เพราะ Apple ไม่ได้มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขนาดนั้นครับ การพ่วงของ Apple จึงไม่ได้มีอำนาจไปกำหนดตลาด

มองอีกด้านหนึ่ง (ซึ่งเป็นข้อแก้ตัวของ Microsoft ด้วย) ก็คือ มันเป็นเรื่องของนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สินค้าทางเทคโนโลยีนั้นยังไงก็ต้องมีการเพิ่มเติ่ม feature ใหม่ๆ เป็นเรื่องธรรมดา

กรณีของ Microsoft นี่ ถึงจะโดนในสหรัฐด้วยก็จริง แต่ไปโดนหนักก็ที่สหภาพยุโรปครับ กรณี Windows Media Player ก็โดนมาแล้วทีหนึ่ง เรื่องบราวเซอร์นี่ก็ยังมีปัญหาถึงปัจจุบัน ที่เว็บบราวเซอร์คู่แข่งอย่าง Opera ไปร้อง

อีกคำถามหนึ่งที่คนมักจะตั้งขึ้นมาคือ ไมโครซอฟท์ก็ไม่ได้ไปห้ามใครใช้บราวเซอร์อื่นนี่ อยากใช้บราวเซอร์อื่นก็ดาวน์โหลดมา จบ

ปัญหาของฝ่ายที่ต่อต้านคือ มันเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างที่ผมเคยเขียนไว้คือ มันมีต้นทุนของการเปลี่ยนแปลง แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเราต้องเริ่มต้นเลือกบราวเซอร์สักอันตั้งแต่ต้น เราก็อาจจะเลือกอะไรสักอย่าง ซึ่ง IE ก็ไม่ได้เหนือไปกว่าบราวเซอร์อื่นอย่างเห็นได้ชัดขนาดที่จะครองส่วนแบ่งถึง 90 เปอร์เซนต์ได้ (เดี๋ยวนี้ไม่ถึงแล้ว) แต่พอมี IE มาให้ปุ๊ป เราก็ต้องมีเหตุผลดีพอที่จะใช้บราวเซอร์อื่น เท่ากับว่า IE ได้ส่วนแบ่งการตลาดของคนที่ไม่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนมาทันที

ก็อันนี้ล่ะครับ หลักๆ ว่าทำไมคนถึงแคร์กัน (ประเด็นเรื่องตลาดล้วนๆ ตัดเรื่องมาตรฐานเว็บของ IE) ซึ่งแน่นอนว่า กฎหมายต่อต้านการผูกขาด ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าตลาดห้ามทำ แต่คนอื่นทำได้ แล้วมันแฟร์ยังไง ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องอภิปรายกันต่อไป

5 Comments

ไมโครซอฟท์: มูลค่าจากเครือข่าย

จาก Ask Blognone อันล่าสุดในหัวข้อ ทำไมคุณถึงเป็น “I’m a PC” (ซึ่งกำลังโต้ตอบกันร้อนแรงอีกตามเคย) ผมได้ลองอ่านดู และได้พิจารณาตอนที่จะตอบของตัวเอง และหลังจากนั้นก็อ่านคำตอบของคนที่มาทีหลัง ผมได้สรุปเป็นความคิดสำหรับตัวเองได้ว่า ข้อดีหรือจุดแข็งของสินค้าไมโครซอฟท์ (วินโดวส์) ในสายตาของคนทั่วไป มีจำนวนมากที่เป็นผลจากเครือข่าย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

แน่นอนว่าวินโดวส์เอง ก็มีข้อดีในลักษณะของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมูลค่าของมัน เช่น การจัดระบบอะไรต่างๆ อย่างไม่ยากนัก แก้ไขอะไรก็มีหน้าตาเป็นปุ่มเป็นข้อความกดๆ คลิกๆ เอาได้ (เทียบกับลินุกซ์ที่อาจจะซับซ้อนกว่า ยุ่งยากกว่า อาจจะต้องใช้ command line หรือเข้าเป็น root เป็นอะไร) ตัวซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์อย่างชุดออฟฟิศก็นับว่าเป็นชุดออฟฟิศที่เรียกได้ว่าดีหรือดีมาก (นอกจาก presentation ที่ PowerPoint คงแพ้ Keynote แต่ก็ยังดีกว่า OO.o Impress อยู่) รูปแบบของระบบเองอาจจะเหมาะกับโปรแกรมบางประเภทมากกว่า (อันนี้ผมไม่มีความรู้เชิงเทคนิค ไม่ทราบว่ามันแตกต่างกันได้ขนาดไหน)

นอกจากนี้ คนยังคงใช้ไมโครซอฟท์ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนทางการเปลี่ยนแปลง (เช่น ถ้าจะย้ายระบบจากวินโดวส์ไปหาแมคหรือลินุกซ์ ก็จะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ใหม่) แต่ต้นทุนนี้เกิดจากว่า คนเองใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ซึ่งก็คงเกิดจากการที่ช่วงหนึ่งในอดีต ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์เอง “มีดี” กว่าคู่แข่งในตลาดจนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงขนาดนี้

แต่ในขณะเดียวกัน ลองดูเหตุผลที่หลายๆ คนใช้วินโดวส์ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่า เรื่องเครือข่ายมีผลที่ทำให้มูลค่าของวินโดวส์มากขึ้นไปอีก

  • ลูกค้าใช้/ที่ทำงานใช้/เพื่อนใช้/มหาลัยใช้/ฯลฯ อันนี้เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอยู่บนเครือข่ายเดียวกัน
  • ซอฟต์แวร์หลากหลาย/ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง/เล่นเกม เรื่องของซอฟต์แวร์เหล่านี้ หากตัดเรื่องข้อจำกัดของระบบปฏิบัติการ (ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีความแตกต่างกันมากแค่ไหน) การที่มีซอฟต์แวร์ออกมาบนวินโดวส์มาก ไมว่าจะเป็นโปรแกรมงานหรือเกม น่าจะเกิดจากการที่ตลาดวินโดวส์ใหญ่ ลองดูง่ายๆ ว่า ถ้าคุณจะเขียนโปรแกรมเกมขึ้นมาสักเกมหนึ่ง โดยคุณต้องเลือกเขียนทีละระบบปฏิบัติการ ถามว่ามีแนวโน้มจะเอาไปลงบนระบบไหนมากที่สุด แน่นอนว่าระบบที่มีโอกาสทำตลาดง่ายที่สุดก็คือระบบที่มีคนทั่วไปใช้มากที่สุด ยิ่งระบบมีคนมาก คนเข้าไปเขียนซอฟต์แวร์ก็ยิ่งมาก และซอฟต์แวร์มากก็ทำให้คนหันมาใช้ระบบมาก วนเวียนกันไป
  • ปัญหากับฮาร์ดแวร์น้อย ในกรณีนี้หากตัด Apple ที่เลือกจะทำซอฟต์แวร์มาทำงานบนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง (และวางตลาดค่อนข้างบน) ไมโครซอฟท์ก็ได้เปรียบเลือกการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์มากกว่าลินุกซ์ ซึ่งกรณีนี้ การมีคนใช้มากของไมโครซอฟท์ก็ contribute ให้กับสถานการณ์นี้เหมือนกัน ลองคิดดูว่า บริษัทฮาร์ดแวร์ที่ผลิตฮาร์ดแวร์แล้ว incompatible กับวินโดวส์จะเกิดอะไรขึ้น (ฮาร์ดแวร์ในที่นี้ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในตัวเครื่อง และบรรดา gadget ต่างๆ อย่างกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลง ฯลฯ) ถ้าอุปกรณ์ใช้กับวินโดวส์ไม่ได้ มีแนวโน้มที่อุปกรณ์จะผิด (มีช่วงแรกๆ ของ Vista ที่มีปัญหาเรื่องเข้ากันไม่ได้แล้วทำให้คนไม่ใช้ แต่ยาวๆ แล้วอุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องออกมา certify เรื่อง Vista compatability) แล้วกับคนใช้ลินุกซ์ล่ะ? ตัวอย่างหนึ่งที่เจอกับตัวเองคือ คอมพิวเตอร์โตชิบาของผมยังคงเปิด Bluetooth ไม่ได้ เพราะมันปิดอยู่ และต้องใช้โปรแกรมของโตชิบาเปิด ซึ่งแน่นอนว่า โตชิบาซัพพอร์ตแต่วินโดวส์
  • ความเข้ากันได้กับเอกสารของคนอื่นๆ แน่นอนว่า ในด้านเอกสารแล้ว ไฟล์ออฟฟิศของไมโครซอฟท์ ไม่ว่าจะเป็น .doc .xls .ppt นั้นเปรียบเสมือนเป็นมาตรฐานแบบ de facto อยู่แล้ว ดังนั้นคนที่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนไฟล์เหล่านี้กับคนอื่นที่ใช้ MS Office ก็โดนบังคับกลายๆ ให้ใช้ MS Office ไปด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว ในสถานการณ์ที่ทำงานเองคนเดียว คนเหล่านี้อาจไม่เลือกใช้โปรแกรมนี้ก็ได้ อย่างที่บอกไปว่า ชุดออฟฟิศของไมโครซอฟท์เรียกได้ว่าดี แต่หลายคนก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งานอะไรลึกมากมาย หรือฟังก์ชันที่ดีกว่าเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่คุ้มกับราคาที่แพงกว่าก็ได้ รุ่นน้องคนหนึ่งของผมตัดสินใจซื้อ Microsoft Office 2007 เขาบอกผมว่า เขาทนใช้ OpenOffice(.org) ไม่ได้ ทีแรกผมเข้าใจว่า อาจจะจัดงานออกมาได้ไม่ดีเท่า หรือการใช้งานไม่คุ้นชินทำให้ productivity ต่ำ แต่เขาขยายความทีหลังว่า เรื่อง interoperability มันยังไม่สมบูรณ์ (แต่ในกรณีนี้ ยังไงเขาก็คงใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ได้ OEM มาด้วย)
  • มี Internet Explorer ไว้เปิดเว็บไซต์เจ้าปัญหาต่างๆ ผมเชื่อว่า ถ้าแต่ละ OS มีส่วนแบ่งผู้ใช้ใกล้ๆ กันแล้ว ยังไงเว็บไซต์ต่างๆ ก็ต้องแคร์กันมากกว่านี้ครับ (ถึงการเขียนให้วินโดวส์อาจจะมากกว่า แต่มูลค่าตลาดที่สูงขึ้นย่อมทำให้การเขียนให้ OS อื่นคุ้มค่ามากขึ้น)

เราจะเห็นได้ว่า อันที่เลือกมายกตัวอย่างมานี้ เกิดขึ้นจากเครือข่าย พูดง่ายๆ คือ ยิ่งคนใช้เยอะ มูลค่ามันก็ยิ่งสูงตาม

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมา เป็นเรื่องของ network economics ครับ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินมาไม่นานนัก และยังไม่เคยได้ศึกษาอะไรเท่าไร แต่ก็พอจะอธิบายได้ว่า network effect ทำให้มูลค่าของสินค้ามันมากขึ้น ตัวอย่างของ network effect ก็อย่างเช่น โทรศัพท์ ถ้าทั้งโลกมีคนใช้โทรศัพท์อยู่คนเดียว มูลค่าของโทรศัพท์ก็คงต่ำเตี้ยติดดิน

ถ้ามาดูบริการออนไลน์ ซึ่งจะมีแบบ ระบบใครระบบมัน อย่าง instant messaging ผมก็เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ network effect เด็กๆ ที่เริ่มใช้ Windows Live Messenger ตอนนี้ ก็คงไม่เลือกเพราะ WLM มันดีกว่า GTalk, AIM, Yahoo! หรือ Skype แต่เลือกเพราะคนอื่นๆ ใช้ระบบของ WLM (อย่าง Skype ที่ว่าดีมาก เราก็ไม่ได้ออนกันแบบ regular basis เหมือน Windows Live) เว็บไซต์จำพวก social network ก็น่าเข้าข่ายนี้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Hi5, Twitter

ถ้าให้ลองวิเคราะห์ดูเล่นๆ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฝ่ายรอง จะมีโอกาสตีกลับขึ้นมาได้ ก็คงจำเป็นที่จะต้องทำให้เห็นว่า สินค้าหรือบริการของตัวเองนั้นดีกว่ามากๆ อย่างคนไทยหันมาใช้ Facebook มากขึ้นในช่วงหลังทั้งที่ Hi5 ครองตลาดเมืองไทยอยู่เดิม น่าจะเกิดจากการที่ Facebook มีระบบที่เสถียรกว่า มี application ดีกว่า (แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเครือข่ายด้วย เพราะ Facebook มีเครือข่ายของคนใช้ทั่วโลกสูงมาก ซึ่งคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติก็มีแนวโน้มจะใช้ Facebook ซึ่งก็ดึงคนอื่นๆ มาใช้กันมากขึ้น เรื่องของ app ก็เกี่ยวกับเครือข่ายด้วยเหมือนกัน)

ดังนั้นการที่ระบบปฏิบัติการอื่นจะมีบทบาทมากขึ้น ส่วนที่ยากที่สุดคงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องดึงให้คนหันมาใช้ ซึ่งยิ่งคนหันออกจากวินโดวส์มากขึ้น มูลค่าที่เกิดจากเครือข่ายตรงนี้ก็จะยิ่งมีน้อยลง และดึงให้คนหันออกมาได้มากขึ้นอีก ซึ่งสิ่งนี้คงไม่ใช่งานง่ายแน่นอน เพราะจะต้องพัฒนาสินค้าให้ดีจนเอาชนะทั้งผลจากเครือข่าย และผลจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ปล. จุดที่อ้างอิงถึงหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจและอ้างมาถูกมากแค่ไหน เพราะเป็นแค่ที่เคยได้ยินและเคยอ่านสั้นๆ แล้วเอามาคิดต่อเอง ควรหลีกเลี่ยงการนำไปอ้างต่อไม่ว่าจะโดยทางการหรือไม่ก็ตาม

5 Comments