Skip to content →

Tag: life

How well do you know…

คนที่ได้ใช้ Facebook หลายคน อาจจะได้เห็น How well do you know Chayanin? ไปแล้ว (ใครที่ยัง ไปทำก่อนอ่านต่อไปจะดีมากครับ มันมีสองอันนะครับ อีกอันนึงตั้งใจให้ง่ายกว่า)

ควิซนี้เป็นควิซที่ยากครับ ผมรู้ตัวดี จริงๆ บางข้อก็แอบเพลินไปนิดนึงที่ไม่อยากทำให้ง่ายเกินไป ก็เลยออกมายากซะ (แต่บางข้อ ก็มีผิดแบบไม่น่าผิดสำหรับคนๆ นั้นเหมือนกัน)

แต่จริงๆ แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่ายาก ก็คือ ผมใส่คำถามแบบรอบตัวผมเลยครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อนที่มหาลัย โอกาสจะตอบอะไรที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามหาลัยเป็นเรื่องยากมาก ในขณะเดียวกัน เพื่อนที่โรงเรียน ก็คงแทบไม่รู้เรื่องเลยว่า ผมเข้ามหาลัยแล้วทำอะไรไป

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า ทำไมแต่ละคนถึงจะได้ไม่เยอะมาก (แต่ก็ยังไม่ได้จัดอัตราส่วนได้เป๊ะๆ ขนาดนั้นครับ)

มาลองดูเลย ตั้งแต่ข้อแรก จริงๆ อันนี้ความยากอยู่ที่ ผมกวนตีนกับตัวเลือกมากกว่า (ฮา) เพราะผมถามว่า ผมไม่เคยเรียนภาษาอะไร ตัวเลือกมี francais, suomi, castellano, svensk, English

(พิมพ์ตัว ç ในนั้นไม่ได้)

คนตอบ suomi มาหลายคนเหมือนกันครับ ซึ่งก็คงเกิดจากว่า ไม่รู้ว่ามันคือภาษาอะไร (หรือมีใครคิดว่าผมไม่เคยเข้าเรียนภาษาฟินแลนด์บ้าง?) อย่าง castellano ก็กวนตีนเล็กๆ เพราะถ้าใช้ español จะดูง่ายไป (เกรียนมาก) ส่วนคำตอบคืออะไร ไปดูเอานะครับ

อย่างข้อเรื่องบล็อก คนที่ติดตามบล็อกมาตลอดก็น่าจะตอบได้ทั้งสองข้อ ทั้งว่าบล็อกปัจจุบันอยู่ที่ไหน และผมไม่เคยบล็อกที่ไหน

บางหัวข้อ สามารถอาศัยความช่างสังเกตหรือติดตามบ้าง เช่นเรื่องหนังสือกับหนัง ข้อหนังสือนั้น Foundation เป็นหนึ่งในหนังสือที่ลิสต์ไว้ใน Favourite Books ของหน้า info เลย ส่วนหนัง ถ้าดูใน social living ก็จะรู้ว่าผมดูหนังอะไรบ้าง

ข้อที่ผมเห็นว่ายากจริง คือพวก preference ต่างๆ เช่น ผมชอบ keyboard layout แบบไหน หรือ ใช้ระบบเวลาแบบไหน พวกนี้หินจริง บางอันก็มีคนรู้น้อยมาก เช่น ผมชอบสำนักข่าวไหน และ ผมไม่ subscribe สำนักข่าวไหน (แต่อันนี้มีคนตอบได้นะครับ)

ข้ออย่าง มือถือเครื่องแรกของผม อันนี้ตั้งใจให้คนเก่าๆ เลยครับ ถ้าแพรวทำน่าจะตอบได้แน่

ถามว่าจะมีใครรู้จักผมเต็มที่ขนาดนั้นมั้ย ผมว่ามันยากไปอยู่แล้วล่ะ ถ้ารู้เยอะจริงๆ ผมก็คงกลัวเหมือนกัน

ปล. composition ห่วยแตกมาก อย่าถือสา

7 Comments

Life

Brian Johnson
Photograph by: Brian Johnson

Sometimes, all you can do is just to live with your mistake.

Dammit.

6 Comments

ชุดนักประดาน้ำ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วสิ่งเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือตาหนึ่งข้าง

เมื่อวันอาทิตย์ ผมก็ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่อยู่ในชอร์ตลิสต์ของตัวเอง คือเรื่อง Le Scaphandre et le papillon (ชุดนักประดาน้ำกับผีเสื้อ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสอีกที)

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ อิงมาจากเรื่องจริง ของผู้ชายชาวฝรั่งเศส ชอง-โดมีนีก โบบี อดีตบรรณาธิการของนิตยสารแอลของฝรั่งเศส “ชอง-โด” ประสบอาการเส้นเลือดในสมองแตก ที่ทำให้เขาอยู่ในอาการโคม่านานถึงยี่สิบวัน ก่อนที่จะตื่นมาเพื่อพบว่า ตัวเองเป็นอัมพาตตั้งแต่หัวจรดเท้า โบบีถูกระบุว่าเป็น locked-in syndrome ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ยากมาก

โบบียังคงสามารถคิด ฟัง มองเห็น และได้กลิ่น แต่ส่วนเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือ ตาซ้าย

ตาซ้ายของโบบีนี้เอง ที่กลายเป็นทางเดียวในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก จากร่างกายที่เหมือนกับขังจิตวิญญาณนี้ไว้ โบบีเริ่มต้นจากการกระพริบตาหนึ่งสำหรับ “ใช่” และสองครั้งสำหรับ “ไม่”

จากนั้น speech therapist ของเขาก็ใช้วิธีไล่อ่านตัวอักษรตามความถี่ของการใช้ในภาษาฝรั่งเศส และให้โบบีกระพริบตาเมื่อถึงอักษรที่ต้องการ ด้วยวิธีนี้เอง ที่โบบีสามารถสื่อสารออกมาเป็นคำ เป็นประโยค และสุดท้าย มีผลงานออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Le Scaphandre et le papillon

โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบรูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นมุมมองผ่านตาข้างเดียวนี้ของโบบี และอารมณ์ขันที่ผ่านออกมาจากเสียงคิดของชอง-โด

ที่สำคัญ ถึงแม้หนังจะไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อประวัติจริง หรือบันทึกที่โบบีเขียนผ่านตาข้างเดียวนั้นเต็มที่ แต่ก็พยายามทดแทนด้วยการสื่ออารมณ์ของการ “ถูกขัง” ที่ทำให้ใครหลายๆ คน ได้รับรู้ถึงค่าของชีวิต (ผมเห็นผู้ชมข้างหลังผมร้องไห้)

ให้เป็นอย่าง ชอง-โด โบบีนั้น แทบทุกคนคงจะบอกว่า ตายไปเลยยังดีเสียกว่าที่จะทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะไล่แมลงวันที่เกาะบนจมูก

แต่แม้แต่จะตาย ก็ยังทำเองไม่ได้!!

ช่างเป็นชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าเหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แต่เกิดในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะมีเกิดอยู่แล้ว) คนๆ นั้น จะได้โอกาสอย่างที่ชอง-โดมีนีก โบบีได้ไหม?

เอาเป็นว่า ถ้าผมเกิดเป็น locked-in syndrome ขึ้นมา ขอร้องว่า “ใช้ภาษาอังกฤษ” อย่าไล่พยัญชนะไทย สระไทย และวรรณยุกต์ให้ผมต้องกระพริบตาเลยนะครับ

ผมตัดสินใจที่จะหยุดสงสารตัวเอง นอกจากตาของผมแล้ว มีสองสิ่งที่ไม่เป็นอัมพาต จินตนาการกับความทรงจำของผม
— ชอง-โดมีนีก โบบี (จากภาพยนตร์ ไม่แน่ใจว่าเอามาจากหนังสือหรือเปล่า)

2 Comments