Skip to content →

Tag: liberalism

พระ คุณธรรม รัฐ

มาตรา ๑๑๐ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

(๑) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
(๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(๔) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

เมื่อสักสี่ห้าปีก่อน ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ รัฐกับศาสนา หรืออะไรทำนองนี้ ขออภัยที่จำชื่อผู้เขียนไม่ได้ หนังสือเล่มนั้นอภิปรายถึงวิวัฒนาการของแนวคิดเสรีนิยม (liberalism) และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาของไทย ผ่านมุมมองของเสรีนิยม

ในหนังสือเล่มนั้น ผู้เขียนเสนอว่า ในมุมมองของเสรีนิยมแล้ว การไม่ให้พระภิกษุมีสิทธิทางการเมือง ก็เป็นการละเมิดความเป็นพลเมืองอย่างหนึ่ง ทั้งที่รัฐเอง ก็มองพระในรูปแบบที่เป็นพลเมืองในโอกาสอื่นๆ เช่นการเกณฑ์ทหาร แน่นอนว่า ผู้เขียนคนดังกล่าว สนับสนุน secularism หรือแนวคิดที่ให้ฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรแยกออกจากกัน ให้ศาสนา เป็นเรื่องของเอกชน

เมื่อสักเดือนก่อน ผมได้ฟังวิทยุในขณะที่นั่งอยู่บนรถแท็กซี่ ผู้ที่พูดเผยแพร่ทางวิทยุเป็นพระ พูดถึงเรื่องกฎหมายที่จำกัดสิทธิพระหลายๆ อย่าง เช่นการใช้เครื่อมือสื่อสารบางอย่าง ถ้าผมจำไม่ผิดจะเกี่ยวกับสัญญาณคลื่นวิทยุ และแน่นอนว่า สิทธิในการเลือกตั้งด้วย

พระรูปดังกล่าว แย้งว่า (ผมจำอาร์กิวเมนต์เป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ก็น่าจะ along this line) ในเมื่อเราต้องการคนดีมีคุณธรรมมาปกครอง แล้วทำไมจึงไม่ให้พระมีสิทธิมีอำนาจในการเลือกผู้นำเล่า (ในเมื่อพระเองก็เป็นผู้มีคุณธรรม อย่างน้อยก็ในมุมมองของศาสนา)

มันเป็นเรื่องตลกเล็กๆ สำหรับผม ที่ทั้งฝ่ายที่เชื่อเรื่องคุณธรรม มองพระนักบวชเป็นผู้มีศีลธรรมสูง กับฝ่ายที่มองคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้เชื่อเรื่องการแทรกแซงของ “ผู้มีคุณธรรม” มองตรงกันว่า พระควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง

แล้วอะไรคือเหตุผล ของการไม่ให้พระมีสิทธิเลือกตั้ง?

เหตุผลหนึ่งที่ผมนึกออก ว่าจะมีคนยกขึ้นมาคือ การให้พระมีอำนาจมีสิทธิมีเสียงทางการเมือง อาจทำให้พระไม่บริสุทธิ์ ก็เลยตัดออกไปเลยดีกว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรกนี่

ก็พอจะเข้าใจได้บ้างนะ แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า เราไม่ไว้ใจความหนักแน่นของพระขนาดนั้นเชียวหรือ? แล้วอย่างนี้ จะต้องมีใครอีกไหม ที่จะต้องได้รับการปกป้อง โดยไม่ให้มีสิทธิ์มีอำนาจนี้ (คิดๆ แล้ว เหตุผลนี้คงขัดกับแนวคิดของหลายๆ คน ที่ไม่อยากให้ประชาชนมีอำนาจ ปล่อยให้อำนาจเป็นของ “ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง” ด้วยซ้ำ)

สังเกตอย่างหนึ่ง คือนอกจากพระหรือนักบวชแล้ว ที่เหลือก็คือ คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ คนถูกคุมขัง และคนวิกลจริต

หรือจริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญอาจเห็นว่า ศาสนาคือความบ้าอย่างหนึ่ง?

14 Comments

ทางสองแพร่งของเสรีนิยม

U.S. Army Sergeant Kornelia Rachwal gives a young Pakistani girl a drink of water

เมื่อสักอาทิตย์ก่อนได้อ่านบทความในเว็บไซต์ The New Republic เรื่อง ‘We Can’t Just Do Nothing: Can a liberal be both opposed to imperialism and devoted to human rights?‘ ซึ่งเป็นบทความที่พูดถึงหนังสือสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็นเรื่องกรณีดาร์ฟูร์ของ Mahmood Mamdani อีกเล่มหนึ่งพูดถึงเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการปกป้องสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ของ Gareth Evans

สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ TNR มีจุดยืนเป็นลิเบอรัล (ตามสเปรกตัมการเมืองแบบอเมริกัน) สายเหยี่ยว สนับสนุนนโยบายการต่างประเทศที่ค่อนข้างจะแข็งกร้าว ซึ่งจุดยืนนี้ก็ส่งผ่านมาในบทความนี้ด้วย

หนังสือของ Mamdani (อย่างน้อยก็ตามที่บทความกล่าวถึง) มองว่าเหตุการณ์ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)” ในดาร์ฟูร์นั้น ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คนจำนวนมากกล่าวอ้าง และนักสิทธิมนุษยชนที่พยายามเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กองกำลังสหประชาชาติ กองกำลังนาโต หรือแม้แต่กองกำลังสหรัฐ เข้าไปทำการช่วยเหลือ (หรืออีกนัยหนึ่งคือแทรกแซง) เป็นเพียง “จักรวรรดินิยม (imperialism)” ในรูปแบบใหม่เท่านั้น

ถึงแม้ว่า บทความนี้จะไม่เห็นด้วยกับหนังสือของ Mamdani โดยโต้แย้งตั้งแต่ในด้านข้อเท็จจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งหนังสือของ Mamdani และบทความนี้ ชี้ให้เห็นถึงทางสองแพร่งของฝ่ายเสรีนิยม ในเรื่องของกิจการต่างประเทศ

ในด้านหนึ่ง การต่อต้านจักรวรรดินิยม อาจหมายถึงการต้องหลับตาลงข้างหนึ่งและยอมที่จะไม่เข้าไปยุ่งอะไรกับกิจการของประเทศอื่น แม้ว่ารัฐบาลอำนาจนิยมจะกำลังทำร้ายประชาชนอยู่ ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราเอาสิทธิมนุษยชนเป็นเป้าหมายหลัก ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดการวิจารณ์ วิพากษ์ หรือเรียกร้องต่างๆ

แน่นอนว่า ฝ่ายที่ถูกประท้วงจากกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชน (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจ) ย่อมคัดค้าน และปกป้องตนเองว่า เป็นเรื่องกิจการภายใน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพม่า อิหร่าน หรือแม้แต่รัฐบาลหรือศาลไทย (ที่ยกตัวอย่างมานี้ ไม่ได้เป็นการบอกว่า ผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายไหน)

กรณีที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ The New Republic ได้ยกมาคือ แล้วถ้าคนที่เรียกร้องให้ต่างชาติยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ไม่ใช่พวก advocate ผิวขาวในตะวันตก แต่เป็นคนท้องถิ่นต้องหลบหนีลี้ภัยมาอยู่ในค่ายผู้อพยพเองเล่า คนเหล่านี้ที่ร่วมกันเปล่งเสียงต้องรับกองกำลังต่างชาติ แล้วอย่างนี้ จะบอกว่า คนเหล่านั้นเป็นพวกสนับสนุนจักรวรรดินิยม หรือไม่มีที่พึ่งใดๆ แล้วกันแน่? (หรือเป็นเพียงฝ่ายหนึ่งในสงคราม ที่หากำลังภายนอกมาช่วยฝ่ายตัวเอง?)

เรื่องนี้ยังต้องเถียงกันอีกนาน แต่ที่แน่ๆ อย่าบังอาจมาใช้ข้ออ้าง “อย่ามายุ่ง” กับพลเมืองของตัวเอง ในประเทศนี้

One Comment