Skip to content →

Tag: Japan

Liar Game: Game Theory on Screen

  • There are 11 players locked together in a large hall.
  • Each player has a letter code A-K, which will be unknown to other players.
  • There are 3 kinds of apples: Gold, Silver, and Red.
  • There are 13 (or so) rounds. Each round has the time limit of one hour.
  • In each round, the players have to go into a room one by one, pick an apple, brand it with their names, and put it in a box.
Comments closed

รัฏฐ

วันนี้ผมได้ไปฟังปาฐกถาครบรอบ 60 ปีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนนี้ (ปีนี้คณะเศรษฐศาสตร์จัดปาฐกถาครบรอบอันนี้เดือนละครั้ง) ซึ่งองค์ปาฐกในวันนี้คือ (รศ.ดร.) วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมในสังคม”

ถึงจะเกริ่นมาอย่างนี้ แต่ผมเองคงไม่มาสรุปเนื้อหาเพราะไม่ได้จดมามากพอ (เข้าใจว่าเดี๋ยวคงหาอ่านได้ที่ประชาไท) หรือคงไม่มาเขียนอะไรเกี่ยวกับข้อนี้อย่างจริงจัง เพราะผมก็ไม่เคยศึกษาวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์อย่างเป็นกิจลักษณะอะไร

สิ่งหนึ่งที่วันนี้ อ.วรเจตน์พูดถึง (ขอหยิบประเด็นที่อาจจไม่ใช่ประเด็นหลักมาพูด) ก็ คือ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องอายุสั้นแล้ว รัฐธรรมนูญไทยยังมีลักษณะหนึ่งที่ผมเข้าใจว่า แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ คือรัฐธรรมนูญของไทยนั้นเนื้อหายาวมาก และยาวเกินไป ผมเองก็ไม่เคยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศไหนจริงจัง (หรือ แม้แต่ของไทยเองก็ตาม ผมก็แทบไม่เคยมานั่งอ่านจริงๆ ทั้งหมด วันนี้ก็เพิ่งทราบว่ามีมาตราในหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บอกโต้งๆ เลยว่าให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้บอกว่าคืออะไร) แต่ก็เคยได้ยินเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เลยได้มาลองเปิดรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นดูจากที่อ.วรเจตน์พูดถึง

ญี่ปุ่นมีลักษณะที่พอจะเทียบเคียงได้บางประการ ทั้งระบบที่เป็น constitutional monarchy และเป็นวัฒนธรรมตะวันออกด้วยกัน เท่าที่ผมลอง skim รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษดู ก็พบว่า มันสั้น และมีลักษณะเป็นโครงมากกว่าที่จะเป็นรายละเอียดแบบรัฐธรรมนูญของไทยจริง

จากอ.วรเจตน์ รวมถึงอ.สม ศักดิ์ซึ่งไปฟังในวันนี้ด้วย รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงคุณค่าหรือสปิริตที่จะเป็นหลักพื้นฐานของสังคม เอาง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็คือสิทธิเสรีภาพอะไรบ้างที่ยังไงก็ต้องได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายทุกฉบับ และก็การจัดสรรอำนาจหลักๆ ด้านบน อย่างเรื่องสภา รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นบอกว่า จำนวนและคุณสมบัติของสมาชิกสภา จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย (ซึ่งก็คงโยงไปที่กฎหมายอื่น)

ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้น ไม่มีปัญญาแสดงความเห็นจริงจังยาวๆ ได้ แต่ก็คิดว่า ไม่น่ายินดีเท่าไรนักที่กฎหมายที่รับประกันสิทธิเสรีภาพของเรา (แม้จะเพียงตามตัวอักษรก็ตาม) จะ ถูกฉีกไปพร้อมข้ออ้างอันสวยหรู ซึ่งการแยกธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพออกมาไม่ให้มีข้ออ้างในการล้มเลิก ง่ายดายเกินไป ก็อาจเป็นตัวเลือกอันหนึ่งจริงๆ

ว่าแล้วก็เลยขอเขียนถึงอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในปาฐกถาวันนี้เสียทีเดียว แต่ที่ผมเคยคิดไว้สักพักแล้วโดยยังไม่ได้เขียนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

เรื่องของเรื่องคือ มีฝ่ายที่พยายามจะ mock ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย โดยยกเรื่องที่ไม่ใช่ระดับรัฐมาเป็นประเด็น

ในความคิดของผม ประชาธิปไตย เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นรัฐ ซึ่งลักษณะสำคัญคือ มันเป็นเรื่องส่วนรวม (common) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแน่นอน ที่เราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย ก็เพราะเราคิดว่าพลเมืองทุกคนมีส่วนความเป็นเจ้าของเท่ากัน

ดังนั้น เราจึงไม่ได้ apply หลักการของมันเข้ากับสิ่งที่เรา assign ความเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน แปลว่า ถ้าเราถือว่าคนเรามีสิทธิเป็นเจ้าของบ้าน เราจะทาสีห้องเราเป็นสีอะไรก็คงไม่มีแขกมาบอกว่า ไม่ชอบ ทาสีอื่นซะ (ถ้าไม่ยอมรับสิทธิการถือครองทรัพย์สิน นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องไปเถียงกันยาว ในที่นี้ขอ assume ว่ามันมี) คนที่นิยมประชาธิปไตยจึงไม่ได้แปลว่า บ้านกูทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือจะต้องคิดว่า การตัดสินใจในบริษัทจะต้องโหวตกันตั้งแต่ประธานยันภารโรง (ถ้าจะเถียงจริงๆ คงไปเถียงเรื่องว่าเจ้าของบริษัทที่แท้จริงมีเพียงผู้ถือหุ้นหรือเปล่ามากกว่า ซึ่งฝ่ายซ้ายอาจจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ในที่นี้ก็ขอ assume อย่างที่บอก) หรือแม้กระทั่งในระดับรัฐเอง เราก็พอจะยอมรับกันได้ว่า เจ้าของประเทศคือพลเมืองสัญชาตินั้นๆ มีสิทธิจะบอกว่า ถ้าคุณ (พลเมืองชาติอื่น) ไม่พอใจกับเรา ก็สามารถเลือกไปอยู่รัฐอื่นได้ (ซึ่งไม่สามารถพูดแบบนี้กับพลเมืองในประเทศได้)

เคยมีคนถามผมเมื่อนานมาแล้วครับ ว่าผมเห็นด้วยหรือไม่กับการที่องค์กรหรือบริษัทอาจมีการปิดกั้นข้อมูลอะไรกับคนภายในองค์กรบ้าง (จากการที่เห็นผมต่อต้านเรื่อง censorship) สิ่งที่ผมตอบไป ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ ก็คือ ผมเห็นว่ามันมี legitimacy พอที่จะทำได้ เพราะมันมีเจ้าของแน่นอน (ที่ไม่ใช่ผม) และคนที่เข้าก็สมัครใจเลือกเข้าไป ไม่พอใจก็เลือกออกไปทำอย่างอื่นหรือสร้างอะไรใหม่ๆ ได้ ต่างจากในเรื่องของรัฐที่ผมถือว่า ผมในฐานะพลเมืองก็มีส่วนเป็นเจ้าของเหมือนกับคนอื่นๆ (ข้อนี้เป็นฐานที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้เชื่อในหลายๆ อย่าง เช่น free speech) และผมไม่ได้เลือกหรือสามารถไปเกิดใหม่เป็นพลเมืองรัฐอื่น หรือว่าสามารถแบ่งแยกดินแดนเองได้ (จริงๆ เรื่องหลังนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดว่า พลเมืองมีส่วนเป็นเจ้าของรัฐ ด้วย)

8 Comments