Skip to content →

Tag: intellectual property

อุตสาหกรรมสื่อโป๊กับการขาดการคุ้มครองลิขสิทธิ์

บทความที่แล้วเพิ่งจะสนับสนุนเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไปครับ บทความนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องใกล้เคียงกันอีกแล้ว แต่ไม่ได้มาสนับสนุนแบบเดิม

ผมเพิ่งได้อ่านบทความจากเว็บไซต์ของ Ludwig von Mises Institute (ผมเองก็ไม่ได้นิยมเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรีย ซึ่งเป็นสายตลาดเสรีจ๋า เท่าไรนัก แต่ก็ตามอ่านอยู่บ้าง) เรื่อง The Porn Bust

บทความนี้อ้างอิงไปถึงหนังสือ Against Intellectual Monopoly แล้วยกกรณีของอุตสาหกรรมสื่อโป๊ โดยบอกว่า อุตสาหกรรมนี้ ขาดการ enforce กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็น

an industry that is more innovative, creates new products and adopts new technologies more quickly, and for which the reduction in distribution cost has resulted in more output at lower prices and a more diverse product

ปัญหาคือ ผมอ่านตัวบทความแล้ว ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวกับขาดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร ผมมองว่าระบบเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดผู้ผลิตรายย่อยได้มากขึ้น ซึ่งดูจะไม่เกี่ยวกับสิทธิการผูกขาดเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ หากอุตสาหกรรมนี้ขาดการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แต่ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินได้ ทั้งที่หากขาดการคุ้มครองแล้ว ราคาขายไม่น่าจะได้เกินต้นทุนของการเผยแพร่เท่านั้น ก็น่าจะเป็นโมเดลสำคัญหากจะสร้างโลกที่ไม่มีกฎหมายให้สิทธิผูกขาดแก่ทรัพย์สินทางปัญญาจริง

5 Comments

ทรัพย์สินทางปัญญากับการผูกขาด

เพิ่งได้อ่านมติชนรายสัปดาห์ ฉบับรกฺตจกฺษุครับ มีบทความหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ และมีท่อนหนึ่งที่พูดถึงว่า ระบบลิขสิทธิ์เป็นการผูกขาด และของก็จะราคาสูงกว่าต้นทุนอยู่แล้ว (จริงๆ เขาไม่ได้เขียนออกมาแบบ negative อะไร แต่ผมก็เคยคิดจะขยายความเรื่องนี้มานานแล้ว ก็เลยหยิบมาเขียนเลย)

ที่อยากจะเขียนประการแรกที่กล่าวได้ก่อนเลยคือ ระบบทรัพย์สินทางปัญญาคือการผูกขาด แบบที่ตั้งใจให้มีการผูกขาดจริงๆ ถามว่า ทำไมระบบทุนนิยมถึงได้ออกแบบให้มีการผูกขาด ทั้งที่ปกติเห็นจะพูดแต่เรื่องการแข่งขัน ใครใคร่ค้าค้า มาคราวนี้กลับมาสร้างระบบผูกขาด

สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ธรรมชาติของทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร (ขอพูดถึงแค่สองอันหลักๆ นี้เท่านั้น)

ธรรมชาติโดยทั่วไปของทรัพย์สินทางปัญญาคือ ต้นทุนในการสร้างนั้นสูงกว่าต้นทุนในการนำไปใช้หรือคัดลอกมาก และต้นทุนนั้นก็แทบไม่ขึ้นกับปริมาณการผลิต นั่นเป็นสาเหตุที่หลายคนมองว่ามันแพงเกินจริง เพระาโดยปกติถ้ามีการแข่งขันแล้ว ราคาของสินค้าจะใกล้เคียงกับ marginal cost ในการผลิต

ลองยกตัวอย่างออกมาให้เห็นชัดๆ สมมติว่าคุณต้องการผลิตหนังสือนิยายเรื่อง Harry Potter ถ้าคุณมีเรื่องที่จะใช้พิมพ์อยู่แล้ว ต้นทุนของคุณก็จะมีแค่ค่ากระดาษ หมึก ค่าพิมพ์ ค่าแรง และกำไรปกติของคุณ แล้วถามว่า คนที่ใช้เวลาเป็นปีๆ ในการเขียนเรื่องนี้ เอารายได้ส่วนไหนไปล่ะ

คำตอบคือ ไม่มีเลย ถ้าเกิดไม่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เพราะถ้าไม่มีลิขสิทธิ์ เท่ากับว่า ผู้เขียนก็ไม่ได้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของอะไร ใครจะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด

อธิบายไปเท่านี้น่าจะพอเห็นภาพ สมมติว่าคุณพิมพ์หนังสือโดยจ่ายเงินให้ผู้เขียน คนอื่นก็สามารถนำเนื้อหาไปพิมพ์โดยตั้งราคาถูกกว่าเพราะไม่ต้องจ่ายเงินให้ผู้เขียน เท่ากับว่า ผู้เขียนก็ไม่มีทางมีรายได้อะไร (ลอจิกมันก็พิ้นๆ ครับ ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ก็ไม่มีสิทธิหารายได้จากมัน เหมือนแม่ค้าขายข้าวแกง ถ้าไม่มีสิทธิ์ในข้างแกงที่ตัวเองขาย อยู่ๆ ใครจะขโมยไปก็ไม่ผิดกฎหมาย ถามว่าจะขายได้ยังไง)

สำหรับสิทธิบัตรก็เช่นกัน การวิจัยค้นคว้าและพัฒนาต่างๆ ก็มีต้นทุนที่สูง แต่เมื่อคิดออกมาแล้ว คนอื่นเอาไปใช้ได้ในต้นทุนไม่มาก ผู้ผลิตที่คิดขึ้นมาก็ไม่มีโอกาสนำรายได้ไปชดเชยต้นทุนที่เสียไป

ระบบทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้อำนาจผูกขาดกับผู้ผลิต ให้สามารถหาประโยชน์ได้จากมัน เพราะถ้าไม่สามารถหาประโยชน์ได้แล้ว อาชีพอย่างนักประพันธ์ โปรแกรมเมอร์ และผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ต่างๆ ก็ไม่สามารถเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ เมื่อมูลค่าของงานไม่ไปตกอยู่กับผู้ผลิตเลย เราก็จะมีงานสร้างสรรค์ออกมาน้อยกว่าที่สังคมควรจะมี คนที่จะผลิตงานสร้างสรรค์ก็จะเหลือแต่คนที่มีกินมีใช้เหลือเฟือ สามารถนำเวลามาบริจาคให้กับสังคมได้เท่านั้น

4 Comments

ลิขสิทธิ์ พันธุ์พืช?

จริงๆ เพิ่งเขียนบทความล่าสุดในบล็อกไปเมื่อวาน แต่มาเขียนอีกครั้งในวันนี้ เพราะเห็นว่ามีประเด็นหนึ่งซึ่งค่อนข้างสำคัญ จำเป็นต้องมาเขียน

เมื่อเช้าก่อนไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมก็ได้เปิดหนังสือพิมพ์เล็กน้อยตามปกติ และก็ได้เจอกับบทความในเซกชันวิเคราะห์ของโพสต์ทูเดย์ พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ครับ

ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหา คือตั้งแต่ช่วงกลางบทความสั้นๆ นี้ไปถึงจนจบครับ โดยผู้เขียนบทความได้เริ่มโดยผู้เขียนบทความได้เริ่มประเด็นว่า

เรื่องของคำว่า “สิทธิ” ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงเฉพาะ “สิทธิทางปัญญา” ที่เกิดจากการคิดค้นของมนุษย์ด้วยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่อง “สิทธิที่ผูกติดมากับธรรมชาติ”

เช่นพันธุ์ไม้พันธุ์พืชประเภทนี้ เติบโตได้ หาพบได้เฉพาะที่ประเทศไทย ก็ถือว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืชชนิดนี้ไปโดยปริยาย

กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก มีพื้นฐานอยู่บนข้อตกลงระหว่างประเทศบางฉบับ คือ Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works และ Universal Copyright Convention (ส่วนของลิขสิทธิ์ใน TRIPS ของ WTO อิงตาม Berne Convention) ข้อตกลงเหล่านี้ได้อธิบายถึง “งาน” ที่จะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ว่า

The expression “literary and artistic works” shall include every production in the literary, scientific and artistic domain, whatever may be the mode or form of its expression […] (Berne Convention, Article 2)

Each Contracting State undertakes to provide for the adequate and effective protection of the rights of authors and other copyright proprietors in literary, scientific and artistic works, including writings, musical, dramatic and cinematographic works, and paintings, engravings and sculpture. (Universal Copyright Convention, Article I)

สังเกตว่า ในข้อตกลงทั้งสองฉบับ ไม่มีฉบับใดที่กล่าวถึงการคุ้มครองสิ่งที่ไม่ถูก “ผลิต” ขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์เลย

บทความได้อ้างถึงว่า สิทธิดังกล่าว อยู่ใน Treaty on Biodiveristy ปี 1992 ที่มีประเทศมหาอำนาจไม่ได้ลงนาม เพราะจะทำให้ไม่สามารถขโมยความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอื่นได้

ผมเข้าใจว่า สนธิสัญญาที่ว่า น่าจะหมายถึง Convention on Biological Diversity ซึ่งได้ลงนามรับรองกันใน Earth Summit ที่ริโอเมื่อปี 1992 แน่นอนว่า สหรัฐอเมริกายังไม่ให้สัตยาบัน

แต่สนธิสัญญานี้ พูดถึงสิทธิอธิปไตยในการจัดการทรัพยากรในประเทศ เป็นของแต่ละรัฐ

เป็นคนละเรื่องกับลิขสิทธิ์! การนำมาโยงเข้าด้วยกัน คือการเอากฎสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกันมาโยงเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ผู้เขียนยังได้อ้างไปถึงข่าวเก่า ที่มีการ “ขโมย” ข้าวหอมมะลิไป “จดลิขสิทธิ์” ที่สหรัฐอเมริกา

ความเป็นจริงคือ

  1. ลิขสิทธิ์ ไม่ต้องจด แต่ได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ
  2. ลิขสิทธิ์คุ้มครอง “งาน” ไม่ใช่ “ความคิด/แนวคิด” หรือ “วิธีการ”

ในกรณีของพันธุ์ข้าว เป็นเรื่องของสิทธิบัตร (patent) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องลิขสิทธิ์ (copyright) และสิ่งที่เป็นปัญหาคือ เรื่องของการจดสิทธิบัตร พันธุ์ข้าวที่ “ดัดแปลง” เพื่อให้สามารถปลูกในอเมริกาเหนือได้ ซึ่งมีประเด็นการต่อต้านคือ ผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ การจดสิทธิบัตรทางชีวภาพ การที่สิทธิบัตรอาจครอบคลุมกว้างไปถึงการปลูกพันธุ์ข้าวเดิม และการใช้ชื่อ

แน่นอนว่า เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าโต้แย้ง โดยเฉพาะกับระบบหลายๆ อย่างในสหรัฐ แต่การนำเรื่องของลิขสิทธิ์มาปะปนกับสิทธิบัตร เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความสับสน และไม่ควรอย่างยิ่ง กับบทความที่ควรจะเป็นการ “ให้ความรู้”

หลายๆ คนมักใช้คำว่า “ลิขสิทธิ์” ไปสับสนกับการคุ้มครองอื่นสองสามอย่าง ซึ่งมีความใกล้เคียงกันในบางส่วน แต่เป็นคนละอย่างกัน

  • ลิขสิทธิ์ (copyright) คุ้มครองงานสร้างสรรค์ ตามนิยามที่ได้กล่าวไปด้านบน ในปัจจุบันงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองทันทีที่สร้าง โดยไม่ต้องไปจดใดๆ ทั้งสิ้น
  • สิทธิบัตร (patent) เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์ต่างๆ โดยจาก TRIPS ระบุว่า สิทธิบัตรนั้น มีสำหรับการประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ ในทางเทคโนโลยีทุกสาขา โดยจะต้องเป็นสิ่งใหม่ มีการประดิษฐ์ขึ้น และสามารถนำไปใช้ทางอุตสาหกรรมได้
  • เครื่องหมายการค้า (trademark) เป็นการคุ้มครองเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แยกแยะสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายจากสินค้าหรือบริการของผู้อื่น

ตัวอย่างเช่น รองเท้ากีฬาของไนกี้ คำว่า “Nike” ไม่ได้มีลิขสิทธิ์ อย่างที่หลายๆ คนมักจะพูด เพราะไม่เช่นนั้นชื่อของเทพีองค์นี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท แต่ “Nike” เป็นเครื่องหมายการค้า นั่นคือบริษัทอื่นไม่สามารถใช้ชื่อนี้เป็นชื่อรองเท้าของตัวเองได้ เทคโนโลยีพื้นรองเท้าแบบใหม่อาจได้รับการคุ้มครองโดยสิทธิบัตร ในขณะที่ดีไซน์ของรองเท้าอาจได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์

ประเด็นของทรัพย์สินทางปัญญายังคงมีหลายประเด็นที่ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงหรือโต้แย้ง ทั้งเรื่องของการคุ้มครอง ระยะเวลา และอื่นๆ แต่การนำประเด็นที่เป็นคนละเรื่องกันมาผสมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นำคำว่า “ลิขสิทธิ์” มาใช้ครอบจักรวาล มีแต่จะก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในสังคม

11 Comments