Skip to content →

Tag: France

DSK ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

(เขียนเก็บไว้ก่อน)

นายโดมีนีก สเตราส์-คาห์น อดีตกรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศและพยายามข่มขืน ได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณภายในบ้านพักแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่อัยการได้มีข้อกังขาถึงความน่าเชื่อถือของแม่บ้านที่เป็นเหยื่อในคดีนี้

Comments closed

Chocolat: มันคือความแตกต่าง

It’s not easy being different.

-Vianne Rocher พูดกับลูกสาว Anouk ในภาพยนตร์เรื่อง Chocolat

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ผมได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Chocolat ครั้งแรกจากที่ไหน คิดว่าคงเป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์สักฉบับ (ก็คงหนีไม่พ้นกรุงเทพธุรกิจที่ที่บ้านเป็นสมาชิก หรือมติชนสุดสัปดาห์ที่ได้อ่านเป็นครั้งคราว) จำได้ว่า รู้สึกขึ้นมาว่าเรื่องนี้น่าดู แต่ก็ยังไม่ได้ดู จนซื้อแผ่นดีวีดีมาเมื่อสองสามเดือนก่อน ก็ยังค้างไว้ไม่ได้ดูจนน้องชายหยิบไปดูก่อนด้วยซ้ำ จนในที่สุด ก็ได้ดูในวันนี้

ก่อนที่จะเข้าใจผิดไปเหมือนแม่ผม Chocolat (วิกิพีเดียบอกว่าอ่านตามภาษาฝรั่งเศสประมาณว่า ชอกอลา) เป็นหนังต่างประเทศนะครับ ไม่ใช่หนังบู๊ของจีจ้าแต่อย่างใด

ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่า เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยาย และเป็นประเภท magical realism ซึ่งถามผมที่ไม่เชี่ยวชาญด้านศิลปะประเภทนี้ (หรือประเภทไหนๆ ก็ตาม) ก็คงบอกว่า มันคือ….. magical realism นั่นแหละ (แป่ว)

ในเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศสยุคกลางศตวรรษที่ 20 ทุกคนปฏิบัติตัวตามสิ่งที่คนในชุมชนคาดหวังว่าจะทำ ซึ่งในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ก็คือการเคร่งครัดในศาสนา (ในที่นี้ก็คริสต์ศาสนานี่แหละ แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านิกายไหน เดาว่าเป็นคาทอลิก)

จนกระทั่งสายลมเหนือได้พัดพาเอาแม่ลูกคู่หนึ่งเข้ามาอยู่ในชุมชน แม่ลูกคู่นี้เรียกได้ว่าเป็น infidel อาจหาญมาเปิดร้านชอกโกแลตในเมืองเล็กๆ นี้ ในช่วงเวลาที่ชาวเมืองจะต้องถือศีลในช่วง lent พอดี (คริสต์ศาสนิกชนในนี้เข้ามาอธิบายหน่อยก็ดีครับ ว่ามันคืออะไร) นอกจากนี้ยังไม่เข้าโบสถ์ ไม่เคยแต่งงาน อะไรๆ ก็ขัดกับธรรมเนียมของชาวบ้านเดิมไปเสียหมด

ในฐานะคนที่ดูหนังไม่ค่อยจะเป็น (แต่ก็ยังสะเออะหาหนังมาดูอยู่เรื่อยๆ แถมยังมีหนังเป็นหัวข้อที่เขียนถึงบ่อยที่สุดในบล็อกอีกต่างหาก) ประเด็นที่ผมสนใจและมองว่ามันน่าจะเป็นประเด็นหลักคือ การต่อสู้หรือปะทะระหว่างแนวคิดสองแนว ระหว่างอำนาจหรืออิทธิพลเดิมที่ established อยู่ กับแนวคิดใหม่ๆ ที่เข้ามา

มันไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย สำหรับคนที่ “ต่าง” จากพวก ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา เป็น atheist หรือเป็น liberal ที่เปิดกว้างเรื่องใหม่ๆ (แต่เวลามีพวกใกล้ชิดศาสนามาอยู่ในดงของพวกนอกรีต ก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่นะ) ไม่แปลกที่ สุดท้ายแล้ว โดยธรรมชาติของคน เราจะพยายามทำตัว “กลมกลืน” ไป ซึ่งความกลมกลืนนี้ บางครั้ง ก็เป็นเรื่องดี แต่บางครั้ง มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ถ้าใครหวังว่าจะได้ฟังภาษาฝรั่งเศสเพราะๆ คงต้องเสียใจด้วย เพราะถึงเรื่องราวจะดำเนินไปในฝรั่งเศส แต่หนังเรื่องนี้เป็นหนังภาษาอังกฤษครับ (แอบผิดหวังเล็กๆ เหมือนกัน)

ค้นข้อมูลดูเพิ่งรู้ว่า สองตัวแสดงแม่ลูก เป็นคนฝรั่งเศสทั้งคู่ พูดภาษาอังกฤษค่อนข้างเนียนทั้งคู่ (เลยเข้าใจว่าทำไมออกเสียงชื่อฝรั่งเศสได้ดีจัง) คนลูก ถ้านับอายุตอนภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แค่ 9 ขวบเอง นอกจากนั้นก็มีนักแสดงอังกฤษหลายคน นักแสดงอเมริกันอย่าง Johnny Depp ด้วย และยังมีนักแสดงสวีเดนด้วย ผู้กำกับเรื่องนี้ก็เป็นชาวสวีเดน

คำเตือน ระวังน้ำหนักขึ้นหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะชอกโกแลตมันน่ากิน

A/N เกี่ยวกับภาพยนตร์อีกแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่จะมีประเด็นเขียนได้ และค่อยไม่เปลืองสมองในการถกเถียงตามมา

2 Comments

The Leaning Tower of Ulzhan

ผมเข้าโรงภาพยนตร์ครั้งแรกตอนอายุสิบเอ็ดครับ ดูเหมือนจะไม่เร็วเท่าไรนัก (อย่างน้อยน้องผมก็ดูหนังโรงครั้งแรกอายุน้อยกว่านี้เยอะ) แต่ผมก็ไม่ค่อยจะเป็นคนบ้าดูหนังมาสักเท่าไหร่ จนมาถึงตอนนี้ที่เริ่มดูหนังนู่นนี่ ก็ยังงงตัวเองว่า มาเป็นอย่างนี้ได้ยังไง

จริงๆ ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวที่แปลกใจหรอกครับ แม่ผมก็เคยถาม ว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมาชอบดูหนัง เช่นเดียวกับเพื่อนผม ที่แม้จะรู้จักไม่นาน ก็บอกว่า ไม่คิดว่าผมจะเป็นพวกดูงานศิลปะด้วย (ผมมักจะดูเป็นเด็กเนิร์ดครับ จนกระทั่งได้รู้จักกันนั่นแหละ…)

เมื่อวานได้ไปดูภาพยนตร์มาสองเรื่องครับ เป็นพฤติกรรมที่น่าสนับสนุนมากๆ สำหรับคนที่กำลังจะสอบไฟนอลในอีกสามวัน (ฮา) แต่เอาเถอะครับ ผมว่าหนังยังมีสาระกว่าลิเกที่สนามบินชัวร์

ตอนนี้มีเทศกาลภาพยนตร์ของสหภาพยุโรป จัดที่ Central World Plaza ครับ (ดูๆ ไปแล้ว บ้านเราก็มีเทศกาลหนังเยอะไม่ใช่เล่นเหมือนกัน)

สองเรื่องที่ผมไปดูมาเมื่อวาน มีเหตุผลที่ดูไม่เหมือนกันเสียทีเดียวครับ เรื่องแรก ระบุชื่อในเทศกาลว่า The Leaning Tower จากฟินแลนด์ เหตุผลเดาได้ไม่ยากเลยครับ เพราะมันมาจากฟินแลนด์ (นี่คือเหตุผลที่ใหญ่ที่สุด) ดูแล้ว พูดภาษาฟินแลนด์แน่ (ปีก่อนไปดูหนังฟินแลนด์ เรื่องดันไปอยู่ในสวีเดน พูดสวีเดนเสียครึ่งเรื่อง)

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง Ulzhan จากฝรั่งเศส ทีแรกตอนที่ดูรายการหนัง ก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ ลองเอารายการให้คนใกล้ตัวดู แล้วถามว่า อยากดูเรื่องอะไรหรือเปล่า เรื่องนี้ก็อยู่ในหนึ่งเรื่องที่บอกมา (ไปๆ มาๆ คนเสนอดูจะประทับใจน้อยกว่าผมอีกมั้ง?)


The Leaning Tower มีชื่อดั้งเดิมตามภาษาท้องถิ่นว่า Kalteva Torni แปลเป็นภาษาไทยก็ได้ง่ายๆ จากทั้งสองภาษาเลยว่า “หอเอียง” แน่นอนว่า หอเอียง โดยทั่วไปก็หมายถึงหอเอนเมืองปีซาของอิตาลี เรื่องนี้ถ่ายทำในอิตาลีมากพอสมควร (คิดว่าจะไม่สปอยล์ แต่อาจจะหลุดก็ได้ ยังไงก็คงไม่มีใครคิดจะไปดูเรื่องนี้อยู่แล้วมั้ง?)

แก่นของเรื่องๆ นี้ อยู่ที่คนๆ หนึ่งที่มีความผิดปกติทางจิตครับ เรื่องบางตอนก็เลยออกมางงๆ นิดหน่อย ส่วนบางตอนก็ออกมาแบบบ้าๆ Johannes Piipari (แสดงโดย Martti Suosalo) คือชายคนนั้นในเรื่อง เรื่องของเรื่องคือ ตาคนนี้เป็นคนที่บ้าหอเอนปีซามาก ต้องการจะไปเห็นหอเอนปีซาให้ได้

เด็กหญิงคนหนึ่ง ชื่อ Suvi (แสดงโดย Siiri Suosalo ลูกสาวของ Martti เอง) ซึ่งเป็นลูกของพยาบาลในสถานพยาบาลที่โยฮันเนสอยู่ ก็ออกมาเจอ ตอนที่โยฮันเนสกำลังพยายามจะสร้างหอเอียงอยู่หน้าที่พัก ย่าของซุวิ (Elsa แสดงโดย Seela Sella) ก็พูดให้ฟังว่า เคยไปมาแล้ว สมัยที่เป็นนักเต้นอยู่ยุโรป เด็กสาวก็เลยอยากจะไปบ้าง ย่าก็สัญญาไว้ว่า ได้สิ สักวันจะพาไป

ทีนี้ โยฮันเนสก็เลยคิดเป็นจริงเป็นจัง ว่าจะไปให้ได้ ไปคุยกับซุวิ ให้ซุวิอยากไป จนในที่สุด เอลซาก็พาซุวิไป โยฮันเนสก็ดันตามไปด้วย โดยการจองตั๋วไปเที่ยวเดียวกับย่าหลานคู่นั้น

เรื่องวุ่นมันก็เกิดตามมาหลังจากนั้นล่ะครับ เอลซากับหลานซุวิก็น่ารัก เจอโยฮันเนสตามมาก็พาเที่ยวด้วยอะไรด้วย แต่เวลาที่โยฮันเนสอยู่คนเดียวด้วยสภาพไม่ปกติของตัวเอง เรื่องวุ่นก็บังเกิดมากมายครับ

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าก็เป็นหนังที่สนุกเรื่องหนึ่งครับ อาจจะไม่ได้ดีอะไรมาก (ฟินแลนด์ไม่เด่นเรื่องอุตสาหกรรมภาพยนตร์อยู่แล้ว) แต่ก็คิดว่า หนังเรื่องนี้ ไม่ได้ทำไว้ขายตลาดต่างประเทศได้สักเท่าไหร่ ประเด็นหลักและโดยรวมของเรื่องก็น่าสนใจและดูได้ แต่ก็มี reference ถึงบางอย่างที่อยู่ในฟินแลนด์เหมือนกัน ด้านนักแสดง ตัวโยฮันเนสนั้น สมบทบาทคนไม่ปกติได้ดีมากทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เขียน กำกับ และอำนวยการสร้างโดย Timo Koivusalo

Ulzhan เป็นหนังจากฝรั่งเศสครับ แต่เท่าที่อ่านออกตอนขึ้นเรื่องมา ก็รู้สึกว่า เป็นการร่วมงานกันจากเยอรมนีและคาซัคสถานด้วย (เป็นหนังที่ประเทศคาซัคสถานน่าจะพอใจมากกว่า Borat ล่ะครับ)

Charles Simon (Philippe Torreton) ชายฝรั่งเศส เริ่มต้นการเดินผ่านทุ่งหญ้าสเตปป์ของเอเชียกลาง หลังจากที่น้ำมันรถหมดเมื่อเข้าสู่คาซัคสถานได้ไม่นาน

เขาทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ในรถที่จอดทิ้งไว้ แจกจ่ายเงินและพาสปอร์ตของตัวให้ไปให้คนในบาร์เหล้า เขาเดินโดยปฏิเสธน้ำใจของคนขับรถที่อาสาพาไปส่ง ปฏิเสธความช่วยเหลือของกงสุลฝรั่งเศสในอัสตานา เมืองหลวงแห่งใหม่ของคาซัคสถาน และเดินต่อไป

เพื่อนที่พบระหว่างทาง ทำให้เขาหันไปหาม้าเป็นเครื่องทุนแรง และการหาม้า ก็ทำให้เขาได้เพื่อนร่วมทาง ที่ไม่ว่าเขาจะพยายามบอกอย่างไร Ulzhan (Ayanat Ksenbai) ครูสอนภาษาฝรั่งเศสในโรงเรียนเล็กๆ นี้ก็พยายามตามไปตลอด ส่วน Shakuni (David Bennent) เพื่อนที่เจอระหว่างทางมา ก็เข้ามาร่วมเดินทางด้วย ก่อนจะไปสู่ที่ทางของตัวเอง

หนังเรื่องนี้ มีภาพที่สวยพอดูเลยครับ มีหลายๆ อย่างในเรื่องที่น่าสนใจมาก และนางเอกของเรื่องนี้ก็สวยมากเหมือนกัน (ประทับใจมากๆ เลยครับ)

ดูตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ Tumblr (ภาษาฝรั่งเศส) หนังเรื่องนี้สร้างโดย Regis Ghezelbash บทโดย Jean-Claude Carrière และกำกับโดย Volker Schlöndorff

217_06ulzhan_1192908064
From the film Ulzhan.

ตอนนี้กำลังหาประวัติของ Ayanat Ksenbai ครับ กำลังประทับใจ

3 Comments

ชุดนักประดาน้ำ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วสิ่งเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือตาหนึ่งข้าง

เมื่อวันอาทิตย์ ผมก็ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่อยู่ในชอร์ตลิสต์ของตัวเอง คือเรื่อง Le Scaphandre et le papillon (ชุดนักประดาน้ำกับผีเสื้อ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสอีกที)

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ อิงมาจากเรื่องจริง ของผู้ชายชาวฝรั่งเศส ชอง-โดมีนีก โบบี อดีตบรรณาธิการของนิตยสารแอลของฝรั่งเศส “ชอง-โด” ประสบอาการเส้นเลือดในสมองแตก ที่ทำให้เขาอยู่ในอาการโคม่านานถึงยี่สิบวัน ก่อนที่จะตื่นมาเพื่อพบว่า ตัวเองเป็นอัมพาตตั้งแต่หัวจรดเท้า โบบีถูกระบุว่าเป็น locked-in syndrome ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ยากมาก

โบบียังคงสามารถคิด ฟัง มองเห็น และได้กลิ่น แต่ส่วนเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือ ตาซ้าย

ตาซ้ายของโบบีนี้เอง ที่กลายเป็นทางเดียวในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก จากร่างกายที่เหมือนกับขังจิตวิญญาณนี้ไว้ โบบีเริ่มต้นจากการกระพริบตาหนึ่งสำหรับ “ใช่” และสองครั้งสำหรับ “ไม่”

จากนั้น speech therapist ของเขาก็ใช้วิธีไล่อ่านตัวอักษรตามความถี่ของการใช้ในภาษาฝรั่งเศส และให้โบบีกระพริบตาเมื่อถึงอักษรที่ต้องการ ด้วยวิธีนี้เอง ที่โบบีสามารถสื่อสารออกมาเป็นคำ เป็นประโยค และสุดท้าย มีผลงานออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Le Scaphandre et le papillon

โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบรูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นมุมมองผ่านตาข้างเดียวนี้ของโบบี และอารมณ์ขันที่ผ่านออกมาจากเสียงคิดของชอง-โด

ที่สำคัญ ถึงแม้หนังจะไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อประวัติจริง หรือบันทึกที่โบบีเขียนผ่านตาข้างเดียวนั้นเต็มที่ แต่ก็พยายามทดแทนด้วยการสื่ออารมณ์ของการ “ถูกขัง” ที่ทำให้ใครหลายๆ คน ได้รับรู้ถึงค่าของชีวิต (ผมเห็นผู้ชมข้างหลังผมร้องไห้)

ให้เป็นอย่าง ชอง-โด โบบีนั้น แทบทุกคนคงจะบอกว่า ตายไปเลยยังดีเสียกว่าที่จะทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะไล่แมลงวันที่เกาะบนจมูก

แต่แม้แต่จะตาย ก็ยังทำเองไม่ได้!!

ช่างเป็นชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าเหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แต่เกิดในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะมีเกิดอยู่แล้ว) คนๆ นั้น จะได้โอกาสอย่างที่ชอง-โดมีนีก โบบีได้ไหม?

เอาเป็นว่า ถ้าผมเกิดเป็น locked-in syndrome ขึ้นมา ขอร้องว่า “ใช้ภาษาอังกฤษ” อย่าไล่พยัญชนะไทย สระไทย และวรรณยุกต์ให้ผมต้องกระพริบตาเลยนะครับ

ผมตัดสินใจที่จะหยุดสงสารตัวเอง นอกจากตาของผมแล้ว มีสองสิ่งที่ไม่เป็นอัมพาต จินตนาการกับความทรงจำของผม
— ชอง-โดมีนีก โบบี (จากภาพยนตร์ ไม่แน่ใจว่าเอามาจากหนังสือหรือเปล่า)

2 Comments

ฝรั่งเศส vs. อิตาลี

เข้ากระแสยูโรฟีเวอร์มากๆ ครับ สำหรับเอนทรี่นี้ เมื่อคู่ชิงฟุตบอลโลกเมื่อสองปีก่อน อย่างฝรั่งเศสกับอิตาลี จะต้องมาแย่งกันเข้ารอบในสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลยูฟายูโร 2008 แถมยังจะมีตาอยู่อย่างโรมาเนียจะคาบไปกินเสียอีก แต่จริงๆ ผมไม่ได้จะเขียนถึงฟุตบอลหรอกครับ (เช่นเดียวกับข้อความในเมสเซนเจอร์ของผม ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอลอย่างที่หลายๆ คน เข้าใจ)

เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนนี้มีเทศกาลวัฒนธรรมสองเทศกาลในกรุงเทพ ที่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน คือเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส จัดโดยสถานทูตฝรั่งเศสร่วมกับสมาคมฝรั่งเศส กับอีกเทศกาลหนึ่งคือ เทศกาลอิตาลี จัดโดยสถานทูตอิตาลีร่วมกับคณะกรรมการการค้าอิตาลีครับ

จุดสนใจสำคัญหนึ่ง ก็คือทั้งสองงานนี้ ก็จะมีงานย่อย เป็นเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส กับเทศกาลภาพยนตร์อิตาลี งานแรกฉายที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ เซนทรัลเวิลด์พลาซา ส่วนอันหลัง ฉายที่โรงภาพยนตร์สกาลาและลิโด ที่สยามสแควร์ ดังนั้นที่ว่าปะทะกัน ผมก็หมายถึงว่า ไม่รู้จะเลือกไปดูอะไรดี ภายใต้ทรัพยากรเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด (ถึงเวลาคงรู้ครับ ว่าผมจะหมดเงินดูหนังไปสักเท่าไร)

จะว่าไปแล้ว สองชาตินี้ ถึงจะเป็นสองชาติที่ดูจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความคล้ายกันอยู่หลายอย่าง หลายเรื่องทำให้สองชาตินี้แข่งๆ กันอยู่ในที ลองคิดๆ ดูแล้ว มีอะไรหลายๆ อย่างมาก

  • สองชาตินี้ ได้ชื่อในเรื่องความโรแมนติก (แต่ก็แบบดิบๆ)
  • เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง
  • เชื่อมั่นในอาหารของตัวเองว่า เป็นอาหารชั้นดี (รวมถึงไวน์ด้วย)
  • ชาตินิยมอยู่ในที พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และก็ภูมิใจกับภาษาของตัวเอง
  • ทีมฟุตบอลมีชื่อเสียง
  • และทีมใดทีมหนึ่งก็กำลังจะต้องตกรอบ

อันนี้ก็เป็นอะไรพื้นๆ ที่นึกออกครับ จริงๆ มันก็แปลก ที่สองชาตินี้จะมีอะไรคล้ายกัน เพราะก็เป็นชาติใกล้กัน มีรากฐานใกล้เคียงกัน แต่ก็มีอะไรมากกว่าชาติใกล้เคียงกันอื่นๆ จนทำให้สองชาติดูจะเป็นคู่กัดแข่งๆ กันอยู่ (อาหาร ไวน์ และฟุตบอล แค่นี้ก็มากพอแล้วครับ) จากที่เคยมีเพื่อนเป็นคนอิตาลี ก็พบว่ามันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แบบเกลียดกันเป็นศัตรู แต่ก็ชิงดีชิงเด่นในเรื่องเดียวกัน

ตอนนี้ ก็ตั้งใจว่าจะไปดูหนังฝรั่งเศสแน่นอนครับ เพราะมีเรื่องที่สนใจแน่นอน ส่วนของอิตาลี ผมหาข้อมูลไม่ค่อยได้ ไม่รู้จะไปดูเรื่องไหนดี แต่ก็อยากไปลองดูสักเรื่องสองเรื่องเหมือนกัน

หรือจะทำแบบพี่เมย์ดีครับ รอดูผลฟุตบอล ชาติไหนชนะ ก็เอาของชาตินั้น (ไม่ทันมั้งนาย)

ทิ้งท้าย

  1. จะอาบน้ำยังไง ไม่ให้นิ้วโป้งมือขวา นิ้งกลางมือซ้าย และส้นเท้าขวาโดนน้ำครับ?
  2. ผมได้แลปทอปแล้วครับ จากงานคอมมาร์ตเอกซ์เจน ลังเลนานพอสมควร ระหว่าง เบนคิว เลโนโว เดลล์ และฟุจิตสีซีเมนส์ (ดูไม่น่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่ด้วยดีลตอนนั้นก็พอจะเอามาคิดรวมกันได้จริง) สุดท้ายเดินไปบูทโตชิบา แล้วก็ซื้อเลย (แล้วคิดตั้งนานเพื่อ?)
  3. เป็นความรู้ใหม่สำหรับผมครับ ว่าในงานแบบนี้ บูทแต่ละยี่ห้อ จะมีหลายร้านมาออก และอาจให้ราคาไม่เท่ากันได้ ต้องเดินดูรอบๆ ถามหลายๆ โต๊ะ (ปกติไม่ค่อยได้ซื้ออะไรพวกนี้ครับ เลยไม่ทราบ)
7 Comments