Skip to content →

Tag: favourite

สิบภาพยนตร์ในใจ (2): ลบออกไปหนึ่งละกัน

(คราวก่อนลืมให้ลิงก์ไปบล็อกของอั้ม) จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนบ้าดูหนังขนาดนั้น ดูหนังน้อยด้วยซ้ำ แต่ดูจาก tag แล้ว เรื่องภาพยนตร์มาอันดับหนึ่งเลย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน คงเป็นเพราะอ่านง่าย กว้าง มั้งครับ และหลีกเลี่ยง เอ่อ บางประเด็น มาต่อกันเลยดีกว่าครับ


Sophie Scholl – Die Letzten Tage (2005)

นาซีอีกแล้ว! การเมืองอีกแล้ว! ผมได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ (คิดว่าเป็นมติชนรายสัปดาห์ ไม่ก็จุดประกายของกรุงเทพธุรกิจ) ตั้งสองสามปีแล้วครับ ผมเคยพูดถึงไปแล้วหลายรอบเหมือนกัน เล่าอีกสักรอบละกันครับ ก็ เห็นดีวีดีเรื่องนี้ในห้องสมุดที่กัวปิโอ ก็ยืมมาดู ก็ดีครับ ถ้าไม่ติดว่าซับไทเทิลมีแต่ภาษาของประเทศกลุ่มนอร์ดิก ตอนนั้นภาษาฟินแลนด์ผมก็อ่อนแอ (ตอนนี้ก็อ่อนแอ) ก็เลยดูไม่ค่อยรู้เรื่อง กลับมาเมืองไทย เห็นว่าเรื่องนี้จะฉายในทรูวิชันส์ ก็ตั้งตารอดูครับ ปรากฏว่า มันฉายในช่องอะไรซักอย่าง ที่หนังจะพากย์ไทย ก็เลยต้องทนดูแบบพากย์ไทยไป เพราะฟังภาษาเยอรมันไม่ออก ตอนหลังก็ถึงได้ดีวีดีมา (ของแท้แผ่นนึงไม่ถึงร้อยครับ มีพากย์ไทยด้วย ฮ่าๆ) ทรหดจริงๆ ครับ

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับนักศึกษายุคนาซีเยอรมนี โซฟี โชลล์ กับพี่ชายและพวกเพื่อนๆ ได้แจกจ่ายใบปลิวต่อต้านการปกครองของพรรคนาซีและฮิตเลอร์ และสงคราม ปรากฏว่าพวกเขาโดนจับได้ โดนสอบสวน และสุดท้ายก็โดนตัดสินประหารชีวิต หนังเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของโซฟี หนึ่งวันก่อนจะโดนจับ ไปถึงวันที่โดนประหารด้วยกีโยติน โซฟีเชื่อมั่นในความเท่าเทียมของทุกชีวิต เชื่อมั่นในเสรีภาพของการแสดงออก เชื่อว่าเยอรมนีไม่มีทางต้านกองทัพของฝ่ายพันธมิตรได้ และยืนหยัดต่อความคิด ต่อหน้าตำรวจสอบสวน ต่อหน้าผู้พิพากษา ที่ต่างเชื่อมั่นใน “ท่านผู้นำ” และ “สงคราม” ว่าจะนำความยิ่งใหญ่มาสู่เยอรมนี เธอและพี่ชายถูกเหยียดหยามว่าเป็นคนทรยศต่อชาติ ต่อผู้นำ ทั้งที่เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยทรัพยากรของไรช์ หลังสงคราม โซฟี โชลล์ กับฮานส์ พี่ชาย และกลุ่มกุหลาบขาว ที่ถูกประหารไป กลายเป็นวีรบุรุษวีรสตรีของชาวเยอรมัน

บางทีความน่าเศร้าของมันอาจจะอยู่ตรงที่ หลายทศวรรษหลังยุคนั้น คำพูดแบบที่ผมได้ยินในหนัง มันก็ยังเป็นคำที่เราคุ้นเคย และได้ยินกันอยู่ทุกวัน

Es lebe die Freiheit! (เสรีภาพจงเจริญ)
— คำพูดสุดท้ายของฮันส์ โชลล์


Love Actually (2003)

มาเรื่องที่สบายๆ กว่าบ้าง คิดว่าเรื่องนี้หลายคนน่าจะรู้จักกันดี เป็นภาพยนตร์จากสหราชอาณาจักร สำหรับเรื่องนี้ ถึงจะดูเก่ากว่าใครเพื่อน แต่เพิ่งจะได้หยิบมาดูได้ไม่นานเองครับ เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งทีเดียว แต่ความประทับใจเรื่องนี้ของผมอาจจะน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ อยู่สักหน่อย (เป็นเพราะหนังไม่เครียดเหรอ? คงไม่มั้ง) คือ อย่างน้อยก็ ไม่ได้ประทับใจมายาวนานเท่าเรื่องอื่นๆ และก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรที่อยู่ในใจมากขนาดนั้น แต่ความรู้สึกดีๆ กับความรัก และฉากคอเมดีฮาๆ ก็น่าจะพอแล้ว

ผมเพิ่งรู้ว่า ดีวีดีแบบที่ผมได้ดู มันตัดออกไปหนึ่งซับพล็อตเลย และก็ ดูเรื่องนี้แล้ว เข้าใจปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่นมากขึ้นด้วยครับ (รู้สึกว่า ตอนนั้นตัวเองน่าจะขำกว่านี้ ถ้าได้ดู Love Actually ไปก่อน)


Once (2007)

ภาพยนตร์ทุนต่ำจากไอร์แลนด์ (งบสร้างเรื่องนี้ประมาณ 130 000 ยูโร) เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เพลงครับ ได้ไปดูในโรงด้วย (ด้วยคำแนะนำของพี่เมย์) เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องน่ารักๆ อีกเรื่องหนึ่งครับ ถึงจะฟังภาษายากสักหน่อย มุมกล้องไม่หรูหรา (เอามาดูในทีวีธรรมดาที่บ้านนี่ รู้สึกชัดเลยครับ ว่ามุมกล้องมัน…) แต่เพลงเพราะ เข้ากับหนัง ฟังเพลง ดูตัวเอกสองคน ก็ยิ้มได้ ทำกำไรไปไม่น้อย (ก็ทุนต่ำ แต่คนชอบเยอะ)

บางที คนเราก็คงไม่ได้ต้องการความหรูหราดูดีอะไรมากจากหนังนะครับ


La Marche de l’Empereur (2005)

จริงๆ แล้ว กับเรื่องที่เก้าและสิบ ผมเลือกไม่ถูกครับ ว่าจะหยิบเรื่องไหนขึ้นมาดูดี เพราะมีหลายเรื่องที่นับว่าดี แต่อาจจะไม่ประทับใจ ตราตรึงใจอะไรขนาดนั้น ในขณะที่บางเรื่อง อาจจะไม่ได้หรูหราอะไรขนาดนั้น แต่มีบางอย่างที่ทำให้จำหรือประทับใจ หนึ่งในสองอันสุดท้ายนี้ ผมขอนำเสนอ La Marche de l’Empereur เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สารคดี ซึ่งผมได้ดูเต็มๆ รอบเดียว ที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์ หนังไม่ได้สนุกอะไรถึงขนาดจะหยิบมาดูซ้ำ (ก็หนังสารคดี จะคาดหวังความสนุกยังไง) แต่ก็ประทับใจมากพอที่จะอยู่ในความทรงจำ และแนะนำให้คนอื่นดูต่อ จุดสำคัญคือ ผมชอบไอเดียการนำเสนอครับ การเอาผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก มาพากย์เป็นเพนกวินพ่อแม่ลูก ทำให้เรื่องนี้ดูน่ารักๆ และน่าหลงใหล เช่นเดียวกับภาพสวยๆ จากแอนตาร์กติกา

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของผมที่ได้ใช้บริการของโรงภาพยนตร์เครือเอเพกซ์นี้ครับ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งจุดสำคัญที่ทำให้หันมาสนใจการดูหนังมากขึ้นด้วย


สำหรับเรื่องที่สิบ ที่จะเข้ามาอยู่ในลิสต์ของผม มันยากมากเลยครับ เพราะที่เหลือ จะค่อนข้างสูสีกัน ไม่โดดเด่นออกมาขนาดนั้นแล้ว บางเรื่อง ชอบในแง่ความเป็นหนังดี ดูแล้วรู้สึกว่าดี แต่ว่าไม่ใช่หนังประทับใจแบบ “โดน” ขนาดนั้น ขอลดเหลือแค่เก้าเรื่องละกันครับ แถมด้วยแคนดิเดตอันดับสิบที่พอจะนึกออกครับ

  • Äidestä Parhain เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์จากฟินแลนด์และสวีเดนครับ เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนใจ เกี่ยวกับสมัยสงครามโลก (อีกแล้ว) ความประทับใจ ไม่มีอะไรมาก นอกจาก การเป็นหนังฟินแลนด์เรื่องแรกที่ได้ดูในประเทศไทย เป็นการได้ฟังภาษาฟินแลนด์ (และสวีเดนอีกครึ่งเรื่อง) หลังจากกลับมาอยู่ไทยแล้ว และเป็นประสบการณ์เทศกาลภาพยนตร์ครั้งแรกที่ติดตามแล้วเลือกไปดูเอง (ไม่ใช่มีคนลากไป)
  • Babel เรื่องนี้ จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีมาก (แน่ล่ะ ได้รางวัลด้วย) เนื้อเรื่องดี ผมจัดเรื่องนี้เป็นสไตล์คล้ายๆ กับ Crash ในรัศมีที่กว้างกว่า แต่ผมดูบนดีวีดีแล้วออกจะหลับๆ เล็กน้อยครับ ก็เลยยังไม่อยู่ในยอดหนังในดวงใจผม
  • Le fabuleux destin d’Amélie Poulain หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Amélie สไตล์หนังฝรั่งเศส หนังในดวงใจของใครหลายๆ คน น่ารัก น่าหลงใหล
  • The Kite Runner เป็นหนังดีและน่าสนใจ น่าประทับใจ แต่ยังไม่เข้าวิน
  • Naissance des Pieuvres หนังเรื่องนี้เพิ่งไปดูมาไม่นาน เล่นประเด็นวัยรุ่นได้น่าสนใจดี ถึงแม้ว่าจะยังคงไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม
  • The Simpsons Movie เพิ่งดูไปสดๆ ร้อนๆ (หลังจากเขียนเก้าเรื่องแรกเซฟไว้นานมากด้วยซ้ำ พอดีประทับใจ ก็เลยฝากไว้ในนี้ด้วย)
  • Finding Neverland เป็นหนังที่ดี และประทับใจตอนที่ดูมากๆ แต่จำไม่ค่อยได้ ก็เลยหลุดมาอยู่ตรงนี้
  • Så Som i Himmelen หนังสวีเดนเรื่องแรกที่ดู หนังดีถึงดีมากอีกเหมือนกัน
4 Comments

สิบภาพยนตร์ในใจ (1)

ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้อ่านบลอกของอั้ม ผมก็ตั้งใจว่าจะเขียนตอบคำเชื้อเชิญของอั้มแล้วครับ แต่ตอนนั้นไม่สามารถหาสิบภาพยนตร์ในใจของผมได้ มาตอนนี้ ผมได้ลองพยายามใหม่ครับ และนี่คือสิ่งที่ผมได้ออกมา

ผมว่า การหา หนังสือ หรือภาพยนตร์ในดวงใจออกมาสักเรื่องหรือสักกลุ่ม เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ เพราะส่วนใหญ่ ความประทับใจหรือรู้สึก “เจ๋ง” นั้น มักจะจางไปบ้างตามกาล ดังนั้นจริงๆ แล้ว ก็อาจจะมีภาพยนตร์ที่ผมเคยชอบมากเท่าภาพยนตร์ที่ใหม่กว่า แต่เริ่มจางลงไปแล้ว หรือจริงๆ ก็อาจจะเป็นเพราะความคิดของเราที่เปลี่ยนไปด้วย ทำให้รสนิยมเปลี่ยนไป ภาพยนตร์ที่เคยชอบมากๆ ก็กลายเป็นธรรมดาไป (ตัวอย่างที่ชัดเจนของผมก็มี Back to the Future กับ Independence Day ที่เคยชอบมากๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรมากแล้ว)

เอาเป็นว่า ต่อจากนี้ คือสิบภาพยนตร์ที่ผมพยายามเลือกออกมาจากคอลเลคชันในความทรงจำของผมครับ ขอไม่เรียงตามลำดับความชอบนะครับ เพราะแค่เลือกก็ยากแล้ว ให้เรียงคงยากกว่า


The Pianist (2002)

เริ่มจากเรื่องที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของผมมานานที่สุด (นับจากเวลาที่ผมได้ดู) ผมได้ดูเรื่องนี้ในรูปแบบดีวีดีครับ เนื้อเรื่องเกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนาซีเยอรมนีบุกโปแลนด์ (1939) ตัวเอกของเรื่องนั้นเป็นนักเปียโนชาวยิวในโปแลนด์ หนังเรื่องนี้ค่อนข้างเครียดและหดหู่ครับ ผมเองไม่สามารถทนดูจบรอบสองได้ เพราะมันแสดงถึงความโหดร้ายของสงครามที่มีต่อมนุษยชาติ และการไม่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ของคนในอาชีพที่ใครหลายๆ คนให้เกียรติ ไม่ว่าเป็นฉากโยนคนแก่นั่งรถเข็น เลือกคนอ่อนแอออกมายิงทิ้ง หรือฆ่าคนๆ หนึ่งเพียงเพราะถามคำถาม เป็นหนังที่เราดูแล้วรู้ว่า สันติภาพ มันยิ่งใหญ่เพียงใด

ค้นคว้าข้อมูล: เรื่องนี้ดัดแปลงจากบันทึกความทรงจำของ Władysław Szpilman ซึ่งก็คือนักดนตรีตัวเอกของเรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ของสี่ประเทศ คือฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร The Pianist ได้รับ 3 รางวัลในอะคาเดมีอะวอร์ดส รางวัลปาล์มดอร์ (รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์) และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของซีซาร์ (รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส) โดยที่ไม่มีพูดภาษาฝรั่งเศสเลย (รวมถึงนักแสดงนำที่เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมด้วย) ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยว่า สงคราม ความหวัง บัลลังก์ เกียรติยศ


Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004)

อาจจะเหลือเชื่อนิดหน่อยครับ ที่ภาพยนตร์ในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะมาอยู่ในรายการนี้ได้ แต่ตอนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รู้สึกประทับใจจริงๆ กับการดัดแปลงที่ทำให้รู้สึุกว่า คนที่เคยอ่านหนังสือแล้ว ก็ยัง “สนุก” และได้รับอะไรใหม่ๆ ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือได้ ภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคนี้ ไม่ได้มีฉากอะไรที่อลังการมากมายเป็นพิเศษ แต่มีฉากที่ทำให้หัวเราะและอมยิ้มอยู่เรื่อยๆ อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเอมมา วัตสันโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น แถมยังอยู่ในชุดทั่วไป ไม่ใช่เสื้อคลุมตัวโคร่ง ทำให้มีจุดสนใจที่น่าคอยติดตาม (เหอๆ) ไม่มีอะไรเป็ำนพิเศษ นอกจากชอบครับ

ค้นคว้าข้อมูล: ไม่มีอะไรต้องบอกมั้ง ดัดแปลงมาจากหนังสือดัง กำกับโดยอัลฟอนโซ กัวรอง นำแสดงโดย…


Crash (2004)

ผมได้ดูเรื่องนี้ในแบบดีวีดีอีกเช่นกันครับ เป็นหนังที่เมื่อดูจบแล้วรู้สึกอึ้ง ในความสัมพันธ์ที่มาขมวดกันของฉากและตัวละครที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ละส่วนเหมือนกับจิ๊กซอว์แต่ละชิ้น ที่ค่อยๆ เข้ามาต่อกัน หนังที่มีแก่นสำคัญอยู่ที่ชีวิตของคนหลายชาติพันธุ์ ที่ไปอยู่เบ้าหลอมวัฒนธรรมที่เรียกว่า (สหรัฐ)อเมริกา และไม่มีดีหรือเลวแบบสัมบูรณ์ การถ่ายทอดความขัดแย้งภายในบุคลิกภาพของคนแต่ละคน และความสัมพันธ์ของพวกเขาในสังคม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างคนแต่ละชาติพันธุ์ ทำให้เรื่องนี้เข้ามาอยู่ในกลุ่มหนังที่ผมประทับใจที่สุด (แม้แต่ถ้าให้เรียงลำดับภายในสิบเรื่องนี้ Crash ก็จะอยู่เป็นเรื่องอันดับต้นๆ แน่นอน)

ค้นคว้าข้อมูล: ได้สามรางวัลอะคาเดมีอะวอร์ดส รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม


รักแห่งสยาม (2007)

คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ มากมาย กับภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ความผิดพลาดเรื่องหนึ่งคือ ผมไม่ทันได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ จริงๆ เรื่องหนึ่งที่ผมไม่ค่อยประทับใจคือ การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เหมือนเป็นภาพยนตร์รักวัยรุ่น (ใสๆ ไม่มีอะไรมาก) ทำให้ผมไม่รู้สึกอยากดูเรื่องนี้เป็นพิเศษ (ด้วยความที่ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับสยามสแควร์ด้วย) ก็นับว่าเป็นความน่าเสียดายครับ เพราะพอได้ยินความประทับใจจากคนที่ไปดูออกมา ผมก็หาเวลาไปดูลำบากไปแล้ว (อาจจะเพราะได้ฟีดแบคดีๆ ช้าไปด้วยครับ แรกๆ ได้ยินคนด่ามากกว่า จากข้อหาหนังคนละเรื่องกับโฆษณา) ถ้านับเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่น ก็คงเป็นหนังวัยรุ่นไทยที่ประทับใจผมมากที่สุดครับ

ค้นคว้าข้อมูล: คงไม่ต้องบอกอะไรแล้ว


V for Vendetta (2006)

นี่ก็อีกเรื่องครับ ที่ดูบนดีวีดี จริงๆ ตอนที่เห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกอยากไปดูครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป (เมื่อก่อนผมเป็นคนดูหนังน้อยกว่านี้เยอะครับ) คงเดาได้ไม่ยากว่า ความประทับใจหลักของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่ political message ของเรื่องแน่นอน การต่อสู้ เพื่ออิสรภาพของปัจเจกบุคคล จากรัฐอำนาจนิยม ภาพสวยๆ กับเนื้อเรื่องสนุกสนาน ตามแบบหนังทั่วไป บวกกับแนวคิดทางการเมืองดีๆ ทำให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ประทับใจของผมได้ไม่ยากครับ

ค้นคว้าข้อมูล: เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากนิยายภาพในชื่อเดียวกัน

Voilà! In view, a humble vaudevillian veteran, cast vicariously as both victim and villain by the vicissitudes of Fate. This visage, no mere veneer of vanity, is a vestige of the vox populi, now vacant, vanished. However, this valorous visitation of a by-gone vexation, stands vivified and has vowed to vanquish these venal and virulent vermin van-guarding vice and vouchsafing the violently vicious and voracious violation of volition.


ผ่านไปแล้วห้าเรื่องครับ เริ่มเหนื่อยแล้ว เก็บอีกห้าเรื่องไว้เขียนคราวต่อไปละกันนะครับ จะได้ยังไม่ต้องหาเรื่องใหม่มาเขียน (ฮา)

3 Comments