Skip to content →

Tag: externality

Blog Action Day: เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง…

ไหนๆ เขาก็มีกิจกรรม Blog Action Day (ไม่ได้รู้ล่วงหน้าด้วยครับ ตื่นเช้ามาเห็นเขาทำกัน เลยทำสักหน่อย)

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะ individualistic และมองว่าหลายเรื่อง เป็นเรื่องของระบบที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง เรื่องของสิ่งแวดล้อมนี้ก็เช่นเดียวกัน

ผมเองคงไม่อาจเรียกได้ว่า environmentally conscious เท่าไรนัก เมื่อนึกถึงมุมมองของผมที่เป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่เถียงกับเพื่อนที่เป็น Greenpeace แต่ผมก็เชื่อว่า จริงๆ แล้วด้วยเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบันนี่แหละ เรื่องสิ่งแวดล้อมเองก็มีที่ยืนโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหลักคิดอะไรมากด้วยซ้ำ

จุดหนึ่งที่ผมเคยเถียงกับเพื่อนคือ เพื่อนผมมักจะโทษธุรกิจ โทษบริษัทยักษ์ใหญ่ โทษสหรัฐ (อันสุดท้ายที่ผมออกจะเป็นไปด้วยนิดๆ แต่อันอื่นก็เถียงเพื่อนอยู่เรื่อยๆ ) ซึ่งผมเห็นว่า เป็นการกล่าวโทษที่ไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก

ลองนึกดูว่า สมมติมีบริษัทสองบริษัท บริษัทหนึ่งผลิตสินค้าด้วยวิธีการธรรมดา (ที่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม) กับอีกบริษัทหนึ่งที่เลือกใช้วิธีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่า วิธีหลังนั้นต้องแพงกว่า (ไม่เช่นนั้นทั้งสองบริษัทก็ย่อมเลือกใช้วิธีนี้ทั้งคู่)

ถามว่าต้นทุนที่แพงกว่า จะสะท้อนออกมาอย่างไร ก็ต้องสะท้อนออกมาผ่านต้นทุนสินค้าที่แพงกว่า ถามว่าในกรณี ใครเป็นคนตัดสินใจ ก็คือพวกเราเองที่ตัดสินใจว่า จะเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทไหน ถ้าผู้บริโภคเห็นแก่ตัวเลือกบริษัทแรก บริษัทหลังก็เจ๊ง อยู่ไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ผมย้ำกับเพื่อนคือ บริษัทที่เจ๊งน่ะ มันช่วยอะไรใครไม่ได้หรอกโว้ย

ถ้ามองในด้านระบบ ปัญหานี้ก็คือการที่ระบบไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงออกมา ในกรณีนี้ ถ้าเรามองในเชิงทั้งหมด ต้นทุนของวิธีการแรกอาจจะไม่ได้ต่ำกว่าวิธีหลัง เพราะเราต้องแบบรับต้นทุนด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ต้นทุนนี้ แต่ละคนที่ตัดสินใจไม่ได้เอามาคิดจริงจัง เพราะไม่ใช่คนแบบรับเองโดยตรง (เรื่องแบบนี้ คนเรียนเศรษฐศาสตร์อ่านไปก็ซ้ำซาก คิดเสียว่าไม่ได้ให้เด็กเศรษฐฯ อ่านนะ)

คนที่ว่าต้องเป็นคนเลวมากเลยใช่ไหม? ไม่หรอก พวกเราทุกคนนี่แหละที่ทำ

มีกี่คนที่คำนึงถึงต้นทุนที่มากกว่าค่าไฟเวลาคิดว่าจะเปิดแอร์ปิดแอร์

มีกี่คนที่เอาถุงตัวเองไปซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งที่ยังไงถุงก็ฟรี

พวกเราทุกคนเองนี่แหละ ที่ทำ ซึ่งถามว่าเราผิดมากไหม ก็บ้าง แต่เราก็เห็นว่าทุกคนมีด้านนี้อยู่ในตัว

สมมตินะครับว่า เราสามารถมีรัฐซึ่งเปรียบเหมือนเป็น superbeing ออกแบบระบบให้สังคมเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด บทเรียนเศรษฐศาสตร์จะบอกให้ทำยังไง

ในกรณีนี้ ต้นทุนของสิ่งที่มีผลกระทบภายนอกก็ต้องปรับให้มันสะท้อนความเป็นจริง เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ต้องราคาสูงกว่านี้ พลาสติกแต่ละเม็ดที่ผลิตออกมาต้องมีราคาสูงกว่านี้ ทุกอย่างให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนพื้นฐานของต้นทุนที่เป็นจริงมากขึ้น

ห้างสรรพสินค้าอาจจะแจกถุงฟรีน้อยลง อาจจะเปลี่ยนเป็นการขายถุงแทน (ซึ่งต่างประเทศก็มีมานานนมแล้ว) ลูกค้าก็ realise ต้นทุนของถุงพลาสติก สามารถเลือกเอาถุงเอาตะกร้ามาจากบ้าน หรือไม่ก็เข็นรถเข็นไปเก็บของที่รถโดยไม่ต้องใส่ถุงเลย อาหารที่ต้องส่งมาไกลๆ (เช่นอยู่เมืองไทย กินเครื่องปรุงจากกรีซ) ก็จะมีราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น

(นอกเรื่องนิด ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ บ้านผมซื้อของที่ Makro ซึ่งห้างนี้มีกฎชัดว่า ไม่มีถุงให้ อยากได้ต้องซื้อหรือเอามาเอง)

ปัญหาของเราคือ รัฐบาลของเราไม่ใช่ superbeing รัฐบาลของเราก็คือพวกเรากันเองที่เข้าไป ตัวรัฐบาลเองก็คือการต่อรองไม่ต่างอะไรกับตัวตลาดเอง ซึ่งก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ไม่ต่างจากพวกเราคนอื่นๆ

ผมเองก็ไม่ได้ฉลาดพอที่จะรู้ว่า จะมีวิธีการอะไรที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้แบบแน่ๆ ดังนั้นสำหรับผม ก็มองเพียงแค่ว่า เราจะต้องพยายามเปลี่ยนคน และต้องพยายามเปลี่ยนแปลงระบบ

ผมไม่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงของคน ผมไม่ชอบการที่ใครชอบบอกว่า เราต้องหาคนดี ผมเชื่อมากกว่าว่า เราต้องพยายามออกแบบระบบให้คนทำเลวยาก แต่ระบบเองก็เป็นสิ่งที่ยาก ดังนั้นเราเอง หากให้ความสำคัญกับมัน ก็ต้องปฏิบัติอย่างให้ความสำคัญกับมัน อย่างน้อยที่สุด ทั้งพยายาม internalise cost ด้วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน ก็พยายามเปลี่ยนระบบ เพราะแม้แต่ตัวเราเอง ณ วันที่เราเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็พร้อมจะทำลายอุดมการณ์ตัวเองหากไม่มีสิ่งอื่นมาบังคับให้เรา internalise cost เหล่านั้นเช่นกัน

4 Comments

ไลเซนส์สิ่งแวดล้อม

เอนทรีนี้ เป็นเอนทรีที่ไม่ได้วางแผนจะเขียนอะไรเลยครับ เพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ แล้วก็หยิบมาเขียนเลยทีเดียว

เรื่องของเรื่องคือ ผมเพิ่งค้นในกูเกิล หาซอฟต์แวร์ดิกชันนารีภาษาอังกฤษครับ แล้วผมก็เจอเว็บไซต์นี้ ซึ่งก็เป็นเว็บไซต์ของซอฟต์แวร์ซึ่งอนุญาตให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี โดยมีข้อแม้ว่า เราจะต้องเข้าตามเงื่อนไขไลเซนส์ของเขา

ผมก็ลองเปิดไปดูครับ ทีแรกก็คิดว่าคงเหมือนทั่วๆ ไป ว่าจะต้องเป็นนันคอมเมอร์เชียลอะไรแบบนี้ ปรากฏว่า ผิดคาดครับ

(ดูที่นี่) ประโยคแรกของไลเซนส์ ว่าไว้อย่างนี้ครับ

WordWeb free version may be used indefinitely only by people who take at most two commercial flights (not more than one return flight) in any 12 month period.

งงหรือเปล่าครับ?

ทีแรกผมก็คิดว่า ซอฟต์แวร์นี้ มันเกี่ยวกับการใช้บนเครื่องบินเหรอ หรือว่าอะไร แต่เมื่อกี้อ่านก็ไม่มีนี่หว่า อ่านต่ิอๆ ไป ถึงได้เข้าใจ เรื่องของเรื่องก็คือว่า การบินเนี่ย มันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก (สิ่งแวดล้อมนั่นแหละครับ) เขาก็เลยถือว่า คนที่มีปัญญาขึ้นเครื่องบินปีละมากกว่าสองเที่ยวเนี่ย ก็ควรจะมีปัญญาซื้อซอฟต์แวร์เองด้วย ถ้าเปิดอ่านต่อไป เขายังบอกต่ออีกว่า ที่ทำเนี่ย อาจจะฟังดูงี่เง่า แต่ว่าก็ได้สะท้อนถึงราคาที่ต่ำเกินจริงของตั๋วเครื่องบิน เพราะทุกครั้งเวลาที่คุณบิน คุณไม่ได้จ่ายต้นทุนที่สิ่งแวดล้อมรับ ซึ่งก็คือต้นทุนของคนอื่น ในทางเศรษฐศาสตร์ ก็คือมันเป็นผลกระทบภายนอกทางลบ ที่นำไปสู่ภาวะล้มเหลวของตลาด ดังนั้นซอฟต์แวร์นี้ก็เลยพยายามที่จะเพิ่มต้นทุนของการบิน เพื่อที่จะแก้ไขความไม่สมบูรณ์ตรงนี้ และถ้าในอนาคตราคาค่าบินปรับขึ้นสะท้อนกับต้นทุนทั้งหมดแล้ว ทางเขาก็จะเปลี่ยนรูปแบบไลเซนส์ให้เป็นโมเดลเศรษฐศาสตร์ที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แรกสุดที่เห็นเนี่ย ผมขำครับ เพราะมันเป็นรูปแบบไลเซนส์ที่ยังไงก็ไม่น่าเป็นจริงในทางปฏิบัติแน่นอน (คือยังไงก็บังคับใช้ไม่ได้) แต่พออ่านๆ ไป คิดๆ ไปแล้ว ผมว่าจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสียทีเดียวนะครับ เพราะรูปแบบไลเซนส์บางอันในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบง่ายอะไร เดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็เซฟรูปจากอินเตอร์เน็ตมาใช้ได้ ทั้งที่ทุกรูปมีลิขสิทธิ์ ซึ่ีงก็ไม่ได้แปลว่าลิขสิทธิ์ของงานสร้างสรรค์บนอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องงี่เง่า อันนี้ก็เช่นกัน ถึงใครๆ จะเอาโปรแกรมมาใช้ได้ และเจ้าของก็คงไม่มาตรวจสอบแน่นอนว่า พวกคนที่เอาไปใช้ ตรงตามเงื่อนไขของเขาหรือเปล่า แต่มันก็อยู่ที่ตัวคนนำไปใช้เองด้วย (เหมือนกับที่หลายคนก็ไม่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป ทั้งที่ก็คงไม่ได้ถูกตรวจเจอ)

ผมเชื่อว่า ลองออกรูปแบบไลเซนส์มาแบบนี้แล้ว เขาก็ึคงไม่ได้หวังว่า จะทำเงินจากการขายเท่าไหร่ (คนที่ซื้อก็อาจจะเป็น คนที่สนับสนุน อยากบริจาค ก็เป็นได้) แต่ก็เพิ่ม awareness ให้กับสังคมบ้าง ไม่มากก็น้อย ถึงจะเป็นอะไรที่ดูเพ้อฝัน แต่ก็ทำให้โลกนี้ดูน่าอยู่ขึ้นครับ

2 Comments