Skip to content →

Tag: economics

แท็กซี่เลือกให้บริการ?

ช่วงสักพักก่อนหน้านี้ ปัญหาเรื่องรถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครไม่ยอมรับผู้โดยสาร (จะส่งรถ แก๊สหมด อะไรก็ว่ากันไป) กลับมาเป็นประเด็นในความสนใจของสาธารณชนชาวประเทศกรุงเทพฯ กันอีกครั้ง (จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าทำไม เพราะก็ไม่ได้รู้สึกว่าปัญหามันรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ดีแล้ว)

ถ้ามองในมุมของผมที่เป็นผู้บริโภคที่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว แน่นอนว่าผมก็ไม่ชอบแท็กซี่แบบนี้ ผมอยากให้มีบริการแท็กซี่ที่มั่นใจได้ หาเรียกได้ในเวลาต้องการ จะไปไหนก็ไป แต่ในฐานะผู้บริโภค ผมก็ย่อมอยากได้ของดีที่สุด ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ไม่ได้สะท้อนมุมมองสาธารณะออกมาเท่าไหร่ (นอกจากอยากได้แท็กซี่ไม่เกี่ยงผู้โดยสารแล้ว ผมก็อยากได้รถเมล์ดีๆ ตรงเวลา อยากให้ถนนกรุงเทพฯ รถไม่ติด อยากได้รถไฟฟ้าไปทั่วๆ อยากได้รถไฟไปเชียงใหม่เร็วๆ ถ้าให้พูดว่าอยากได้มันก็อยากได้หมดนั่นล่ะ ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ)

ผมเองไม่ใช่คนขับแท็กซี่ (จะเคยพูดคุยก็นิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะชอบนั่งเงียบๆ มากกว่า) แต่ถ้าถามว่า ทำไมแท็กซี่ถึงไม่รับผู้ราคานั้โดยสาร ตอบเอาง่ายๆ ก็คงเป็นว่า ก็มันไม่คุ้มน่ะครับ

Comments closed

ทำไมถึงให้ทิป?

หลายๆ คนคงทราบว่า ในบางประเทศนั้น มีธรรมเนียมของการทิปคนที่ให้บริการแบบชัดเจนมาก ตัวอย่างเช่นประเทศในอเมริกาเหนือ (ก็สหรัฐกับแคนาดานั่นแล) ที่ลูกค้าจะต้องให้ทิปกับคนบริการในร้านอาหาร คนส่งอาหาร แท็กซี่ ฯลฯ และเป็นเรื่องเสียมารยาทค่อนข้างรุนแรงที่จะไม่ให้ทิป

ในวัฒนธรรมเหล่านั้น ทิปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าจะต้องคาดการณ์ที่จะจ่ายตามปรกติ และเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่คนให้บริการคาดการณ์ที่จะได้ ในหลายๆ ประเทศไม่ได้มีธรรมเนียมการให้ทิปที่เข้มข้นเท่านี้ รวมถึงประเทศไทยเอง ที่ในตลาดการบริการส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร แท็กซี่ ไม่ได้มีธรรมเนียมการให้ทิปแบบจริงจังเทียบกับในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา

4 Comments

การจัดกระเป๋าเดินทางแบบ optimal

บทเรียนแรกๆ ที่ใครๆ จะได้เรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์ คือทรัพยากรนั้นมีจำกัด และมนุษย์เราก็จะต้อง “trade off” อยู่เสมอๆ การจัดกระเป๋าเดินทางก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามกฎของโลกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมเชื่อว่า สำหรับคนที่จะต้องจัดของเพื่อไปใช้สำหรับอยู่ที่ไกลๆ เป็นเวลาหลายๆ เดือนหรือหลายปี จะต้องเจอปัญหาว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะสามารถนำทุกอย่างที่จะต้องใช้หรือต้องการจะใช้ในช่วงระยะเวลาที่จะต้องไปอยู่ ดังนั้นการชั่งน้ำหนัก (ทั้งในความหมายโดยนัย และความหมายตามตัวอักษร) ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าเดินทางโดยสารเครื่องบิน ข้อจำกัดเบื้องต้นอันหนึ่งก็คือ ปริมาตรและน้ำหนัก (หรือ technically คือมวล?) ของสัมภาระทั้งหลายที่จะเอาไปด้วยได้

เพื่อความเรียบง่าย สมมติว่ามีตัวแปรเดียวที่เราจะกังวล จะเป็นน้ำหนักหรือปริมาตรก็ตามแต่

การคิดเบื้องต้นที่สุด สมมติว่า จุดมุ่งหมายของเราคือ maximise utility ของที่มี (marginal) utility ต่อขนาดสูง ก็ควรจะสำคัญกว่าของที่มี utility ต่อขนาดต่ำ

โอเค เรื่อง utility มัน abstract ไป น่าเบื่อ เราลองมาขยายความดีกว่า

ถึงแม้ว่าเราจะเอาของติดตัวไปด้วยได้เพียงจำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายแล้วเราจะบริโภคของเพียงเท่านั้นในช่วงระยะเวลาที่เราไปอยู่ ดังนั้น ก็จะมีของจำนวนหนึ่งที่เราจะไปซื้อหาในสถานที่ที่เราจะไปอยู่แล้ว

ของส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า อาจจะเป็นของที่ไปหาซื้อไม่ได้ หรือหาซื้อได้ลำบาก เช่น ของทางจิตใจต่างๆ หนังสือภาษาไทย เครื่องปรุงอาหารบางชนิด เป็นต้น

ในที่นี้ ขอพูดถึงของเพียงที่เหลือ คือของที่สามารถไปหาซื้อได้ สามารถนำมาเปรียบเทียบเป็นตัวเงินได้ (จริงๆ แล้ว ถ้าจะเอาให้ละเอียด ของทั้งสองประเภทมันก็จะเทียบกันได้ แต่เพื่อ keep it simple, stupid ก็ขอเทียบแค่ตัวเงินเพราะมันจับเห็นภาพได้ชัดเจน และใช้คิดจริงๆ ได้มากกว่า)

ในกรณีนี้ หลักเกณฑ์ที่สามารถเอามาใช้เปรียบเทียบได้ คือ จำนวนเงินที่จะประหยัดได้ / ขนาด

5 Comments

2/3 of the average

วันนี้มีเรียนวิชา Game Theory ครับ ตอนท้ายคาบมีการเล่นเกมๆ หนึ่ง มีรางวัลคือ คะแนนเต็มใน assignment ถัดไป

เกมที่เล่นกันวันนี้คือ Guess 2/3 of the average

ผมเองเคยอ่านเรื่องเกมนี้แล้วครับ ตั้งแต่ตอนที่นั่งดูเกมประเภทต่างๆ หาแนวคิดในการออกแบบกิจกรรม และก็คิดว่าเกมนี้น่าสนใจมากมาโดยตลอด ในใจก็อยากเห็นเกมนี้ในสภาพจริงๆ

หลักการของเกมนี้ก็คือ ในเกมนี้ ผู้เล่นทุกคนจะต้องเขียนจำนวนเต็มอะไรก็ได้ ตั้งแต่ 0 ถึง 100 (หรือที่ในวันนี้ รู้สึกจะเป็น 1 ถึง 100) ผู้ที่จะชนะเกมนี้ คือผู้ที่เขียนตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ 2/3 ของค่าเฉลี่ยของตัวเลขทั้งหมด

เช่น สมมติว่ามีผู้เล่น 5 คน แต่ละคนเขียนตัวเลข 30 40 50 60 และ 70 ค่าเฉลี่ยของข้อมูลคือ 50 ผู้ชนะคือผู้ที่เขียนตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ 2/3 ของ 50 หรือประมาณ 33.33 มากที่สุด ในที่นี้ก็คือผู้ที่เขียนเลข 30 นั่นเอง

จุดที่น่าสนใจที่สุดชองเกมนี้ก็คือ ในเกมนี้ คืออย่างนี้ครับ

เนื่องจากเราไม่สามารถเขียนเลขเกิน 100 ได้ แปลว่าไม่ว่ายังไงก็ตาม ค่าเฉลี่ยจะต้องไม่เกิน 100 แปลว่า 2/3 ของค่าเฉลี่ยจะไม่มีทางเกิน 66.67 แน่นอน ซึ่งถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ก็จะไม่มีใครเขียนเกิน 66 ทำให้ 2/3 ของค่าเฉลี่ยไม่มีทางเกิน 44 (หรือคิดอีกอย่างหนึ่ง หากทุกคนเลือกแบบ randomly แล้ว ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 50 ซึ่ง 2/3 จะอยู่ที่ 33 แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ก็จะ eliminate ไปได้แบบเดียวกัน)

เราสามารถคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้ว กลยุทธ์ที่ rational คือ การตอบ 0

ปัญหาคือ ในความเป็นจริง คนที่ตอบ 0 มีโอกาสน้อยที่จะชนะ

การตอบ 0 นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ทุกคนจะมีกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลแบบเดียวกัน ปัญหาคือ ผู้เล่นแต่ละคน ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ทุกคนจะมีการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และถ้าผู้เล่นอื่นตอบตัวเลขที่สูงกว่า 0 ผู้ที่ตอบ 0 ก็จะไม่ชนะเกมนี้

ในเกมที่เล่นวันนี้ ทุกคนที่เล่นเป็นนักศึกษาเอกเศรษฐศาสตร์ และผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่า มีหลายคนที่เคยรับรู้เกมนี้ หรือสามารถคิดเรื่องกลยุทธ์นี้ออกมาได้ (อย่างน้อยที่คุยกับรุ่นพี่ที่นั่งข้างๆ ก็ตามนั้น) ปัญหาคือ แม้ว่าผู้เล่นทุกคนจะ perfectly rational ก็ตาม แต่หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับ rationality ของคนอื่นแล้ว ก็มีโอกาสที่ผู้ชนะจะไม่ใช่ผู้ที่ตอบ 0 (พูดง่ายๆ คือ แม้ทุกคนจะฉลาดคิดออกหมด แต่ไม่มีใครรู้ว่าคนอื่นก็คิดออกหมด คำตอบที่ชนะก็อาจไม่ใช่ 0)

5 Comments

inefficiency ของระบบลงทะเบียนและอาหารบุฟเฟต์

Disclaimer: การอธิบายด้วยเศรษฐศาสตร์ในบทความนี้อาจไม่ถูกต้อง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ (เนื่องจากผู้เขียนอาจไม่ได้ใช้เวลาในการไตร่ตรองมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของการ mislead ผู้อ่านที่ผู้เขียนต้องแบกรับ ต่ำกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อ่าน)

เท่าที่ผมทราบ มีระบบลงทะเบียนวิชาระดับปริญญาตรีในหลายมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบเหมาจ่ายรายเทอม นั่นคือจ่ายเงินต่อเทอม ไม่ว่าจะลงทะเบียนกี่วิชาก็ตาม (อย่างน้อยๆ ก็ที่เกษตรและจุฬา ส่วนธรรมศาสตร์ภาคปกติผมไม่แน่ใจว่าระบบเป็นอย่างไร)

จากปัญหาที่ได้ยินนิสิตของสองมหาวิทยาลัยนี้เล่าให้ฟัง ก็พอจะกล่าวได้ว่า ระบบลงทะเบียนแบบนี้ inefficient (คำว่า inefficient สามารถแปลภาษาไทยได้ว่า ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เวลาพูดถึงคำว่าประสิทธิภาพ เรามักจะนึกไปถึงในแง่การทำงานได้เยอะๆ มากกว่า)

ที่ว่า inefficient นั้น มันเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ คือ ที่นั่งในวิชา (ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดมากๆ) ไม่ตกไปอยู่กับคนที่ต้องการจริงๆ

สาเหตุของ inefficiency นี้ อธิบายได้ไม่ยากเลยว่า เป็นผลมาจากระบบแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงนั่นเอง เนื่องจาก marginal cost* ค่อนข้างต่ำมาก โดยเฉพาะส่วนตัวเงินที่เป็นศูนย์ ในระบบแบบนี้ ผู้เรียนสามารถลงวิชาได้จนเต็มโควต้าของตัวเอง และสามารถถอนหรือสับเปลี่ยนวิชาได้ในภายหลัง (ช่วง add-drop) โดยไม่มีต้นทุนตัวเงินเพิ่มเติม

*ภาษาไทยใช้คำว่า ต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือต้นทุนหน่วยสุดท้าย อธิบายง่ายๆ คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการกระทำบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ในกรณีนี้ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากการลงวิชาเพิ่มขึ้นหนึ่งวิชา

ดังนั้น ในระบบแบบนี้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่ self-interested agent จะไม่ลงวิชาจนเต็มจำนวนที่สามารถลงได้ นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจที่จะลงวิชาที่มีอุปสงค์สูง (มีแนวโน้มจะเต็ม) เพื่อรักษาตัวเลือกไว้ (เพราะสามารถเปลี่ยนไปวิชาที่มีอุปสงค์ต่ำกว่าได้ในภายหลัง แต่หากลงวิชาที่มีอุปสงค์ต่ำแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเลือกวิชาที่มีอุปสงค์สูงได้เพราะวิชาจะเต็ม) ทำให้อุปสงค์ในวิชาที่เดิมทีมีอุปสงค์สูงอยู่แล้วนั้น สูงยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่อุปทานคงที่ ก็ยิ่งเกิดความขาดแคลนมากขึ้นไปอีก

เมื่อเปรียบเทียบกับอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่ผมเจออยู่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะแปรผันตามจำนวนวิชา (หรือให้ถูกคือจำนวนหน่วยการเรียน) ที่ลงทะเบียน (กล่าวอีกอย่างคือ ค่าใช้จ่ายเป็นฟังก์ชันเพิ่มที่มีตัวแปรเป็นจำนวนหน่วยการเรียน) นอกจากนี้ ผมยังไม่สามารถ refund ได้เต็มจำนวนหากเกิดการถอนวิชา แปลว่าหากผมลงวิชาแล้วอยากจะเปลี่ยนไปลงวิชาอื่น ผมก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก การที่มี marginal cost เกิดขึ้นในทุกการกระทำ ทำให้ผู้เรียนต้องมั่นใจมากขึ้นว่าต้องการเรียนวิชาที่ลงทะเบียนไป

ลองเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างให้เห็น สมมติว่าเรามีชั้นหนังสืออยู่ชั้นหนึ่ง มีหนังสืออยู่หลายเล่มมาก ถ้าผมบอกว่า จ่ายเงินมาให้ผม 500 บาท แล้วหยิบหนังสือเล่มไหนไปก็ได้ไม่เกินห้าเล่ม ถ้าเอาไปแล้วไม่ชอบก็มาเปลี่ยนทีหลังได้ ไม่เสียเงินเพิ่ม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะหยิบครบห้าเล่มตั้งแต่เริ่มแน่ๆ และคุณจะหยิบหนังสือที่น่าจะหมดก่อนเล่มอื่น เช่น คุณอาจจะหยิบหนังสือการ์ตูนฮิตไปก่อนเลยห้าเล่ม แล้วค่อยเอามาดูๆ ว่า อยากได้อันไหน แล้วค่อยเอาอันที่เหลือไปเปลี่ยนเป็นหนังสือ Progress and Poverty ของ เฮนรี จอร์จ ที่คุณอยากอ่านแต่มั่นใจว่าไม่มีคนอื่นหยิบไปหมดแน่ๆ

ปัญหาคือ จะมีคนบางส่วน ที่อยากได้การ์ตูนเหล่านั้นมากกว่าคุณ แต่อาจจะไม่ได้ไป และคนเหล่านั้นต้องมาคอยดูว่า คุณจะเอาการ์ตูนมาเปลี่ยนคือเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าคุณหยิบแต่หนังสือที่คุณอยากอ่านไปตั้งแต่ต้น

ถ้าเราเปลี่ยนระบบเป็นคิดราคาหนังสือเล่มละ 100 บาท (และซื้อได้ไม่เกินห้าเล่มเหมือนเดิม) และถ้าคุณเอามาคืน จะได้เงินคืนเพียง 50 บาท (และหากหลังจากนั้นซื้อเล่มใหม่ ก็ต้องเสียเงินเต็ม 100 บาทอีก)

ในกรณีนี้ หากคุณหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง คุณจะสร้างต้นทุนจมทันที 50 บาท และเพิ่มขึ้นตามจำนวนเล่มที่คุณหยิบ ในกรณีนี้ หากคุณทำแบบตอนแรก คุณจะเสียเงินมากกว่า 500 บาทแน่นอน ดังนั้นโอกาสที่คุณจะทำแบบนั้นก็น้อยลงไปด้วย คุณอาจจะหาข้อมูลระดับหนึ่งว่า ต้องการอ่านเล่มไหนกันแน่ จึงจะหยิบเล่มนั้นไป ถึงระบบนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่คุณก็ต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่า ต้องการหนังสือเล่มนั้น จึงจะหยิบหนังสือไป คนที่ต้องการหนังสือเล่มนั้นจริงๆ ก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้หนังสือเล่มนั้นไป โดยไม่ต้องมาแบกรับต้นทุนของการมาชะเง้อรอ หากคุณสร้างต้นทุนให้คนอื่นโดยการเอาหนังสือไปกั๊กไว้ คุณก็ต้องแบกรับต้นทุนด้วยการจ่ายเงินเพิ่ม

ด้วยหลักการ marginal cost เรายังสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมอาหารแบบเติมได้ไม่อั้น จึงนำไปสู่การบริโภคมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า โดยปกติแล้ว คนเราจะได้รับคุณค่าหรือความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งในช่วงเวลาติดกันลดลงเรื่อยๆ อย่างเช่น หากคุณกินข้าวไปแล้วหนึ่งจาน ข้าวจานที่สองจะให้ความพอใจกับคุณน้อยกว่าข้าวจานแรก

สมมติว่า ในการบริโภคอาหารชนิดหนึ่ง คุณได้ความพึงพอใจจากการบริโภคหน่วยแรกเทียบเป็นเงินได้ 100 บาท และหน่วยต่อๆ มา 50, 30, 20, -10, -30 บาทตามลำดับ (สมมติว่าหากไม่บริโภคอาหารนี้แล้ว ทางอื่นที่คุณจะเอาเงินไปใช้ จะได้เท่ากับจำนวนเงิน เช่นหากเหลือเงิน 10 บาท ก็จะเอาไปใช้ได้ความพอใจ 10 บาท อันนี้เพื่อความง่ายแก่การอธิบาย)

ในกรณีนี้ หากราคาต่อหน่วยเท่ากับ 40 บาทแล้ว คุณจะบริโภคแค่สองหน่วย เพราะพอถึงหน่วยที่สาม คุณจะไม่จ่ายเงินเพิ่มอีก 40 บาท เพื่อให้ได้ความพอใจแค่ 30 บาท

อธิบายอีกทางหนึ่งให้เห็นชัดๆ สมมติว่าคุณมีเงิน 200 บาท หากคุณกินอาหารนี้สองหน่วย คุณจะได้ความพอใจจากอาหาร 150 บาท และเหลือได้ความพอใจจากการบริโภคอย่างอื่นอีก 120 บาท รวมแล้ว 270 บาท ซึ่งหากคุณกินมากขึ้นเป็นสามหน่วย คุณจะได้ความพอใจทั้งหมดเพียง 260 บาท น้อยกว่าทางแรก ดังนั้นคุณจึงจะกินแค่สองหน่วย

แต่หากพ่อค้าเลือกใช้ระบบกินไม่อั้น ราคา 170 บาท  คุณจะยังคงซื้อ เพราะคุณคำนวณแล้วว่า คุณสามารถกินแล้วได้ความพอใจมากกว่า 170 บาทแน่ๆ

ซึ่งหลังจากที่คุณตัดสินใจว่าคุณจะกินแล้ว ต้นทุนที่คุณจะคิดในการเลือกกินเพิ่มแต่ละหน่วยนั้นเป็นศูนย์ ดังนั้นคุณจะกินเพิ่มตราบเท่าที่ความพอใจที่คุณได้รับยังคงไม่ต่ำกว่าศูนย์ ดังนั้นในกรณีนี้ คุณจะกินอาหารทั้งหมดสี่หน่วย ได้ความพอใจจากอาหาร 200 บาท

สมมติว่าต้นทุนของอาหารนี้เป็น 40 บาท (ซึ่งรวมกำไรปกติที่เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของคนขายไปแล้ว) จะเห็นได้ว่า แบบแรกนั้น efficient กว่า เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นอยู่บนต้นทุนที่แท้จริง ในขณะที่แบบที่สองนั้น ผู้ผลิตได้กำไรมากกว่า (ฮี่ๆ)

ไว้เอนทรี่ต่อๆ ไป จะมา elaborate มากขึ้นด้วยกรณีของโค้กรีฟิลล์ในร้านอาหารกัน (เย่)

17 Comments