Skip to content →

Tag: discussion

ทำไมต้องนิรนาม

สิ่งหนึ่งในระบบอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้หลายคนทั้งชื่นชอบ หวาดกลัว และเกลียดชัง คือความเป็นนิรนาม (anonymity) ที่คุณสามารถปกปิดตัวคุณได้มาก (แน่นอนว่า ไม่นับวิธีการ track ตัวที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ระดับพื้นฐานทำไม่ได้) คุณสามารถแสดงความคิดเห็นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยโดยที่คุณไม่ต้องการ ว่าคุณคือใคร เพศใด อายุเท่าใด อยู่ที่ไหน ทำงานอะไร และอื่นๆ อีกมากมาย

คนจำนวนมากเกลียดชังความเป็นนิรนามนี้ โดยให้เหตุผลว่า การเป็นนิรนามทำให้คนไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดหรือเขียนไป

แต่ในขณะเดียว ความเป็นนิรนามนี้ ส่งเสริมบรรยากาศที่ดีต่อการสนทนาและอภิปรายความคิดอย่างสร้างสรรค์ได้มากเช่นเดียวกัน และหนึ่งในเหตุผลที่สนับสนุน ก็คือเหตุผลเดียวกับเหตุผลที่ค้านนั้นเอง

  • การ “ไม่ต้องรับผิดชอบ” ส่งเสริมการอภิปรายอย่างเปิดเผย เพราะในหลายๆ ครั้ง การ “รับผิดชอบ” ที่หลายๆ คนต้องการ มักจะมาในรูปแบบที่เลวร้ายและไม่เป็นธรรม สตรีที่อภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับเพศ ควรต้องรับผิดชอบต่อการได้รับ sexual harassment หรือ? ประชาชนที่มีความเห็นขัดแย้งต่อผู้มีอำนาจในประเทศ ควรต้องรับผิดชอบโดยการถูกคุกคามในชีวิตหรือ? ไม่น่าแปลกใจว่า ผู้ที่มี vested interest ใน status quo จะรังเกียจความเป็นนิรนามนี้ เพราะมันทำให้พวกเขาไม่สามารถ “เล่นงาน” คนที่มีความเห็นต่างจากเขาได้ เราควรหรือ ที่จะทำให้การคุกคามเหล่านี้ มาจำกัดการแสดงความเห็นในการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์
  • การไม่รู้ว่า ผู้ที่เขียนนี้คือใคร ทำให้เราใส่ใจกับ “เหตุผล” ในเนื้อหาของเขา มากกว่า “ที่มา” ของมัน แน่นอนว่า ความเป็นนิรนาม ทำลายความน่าเชื่อถือ ในกรณีที่บุคคลหนึ่งนำเสนอข้อเท็จจริง (fact) แต่ความเป็นนิรนามไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ข้อถกเถียง (argument) ไม่น่าพิจารณา ในการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ไม่ดีกว่าหรือที่เราจะได้มองดูความเห็นที่หลากหลาย โดยไม่ต้องคิดว่า มันออกมาจากเพียงเด็กจบใหม่ที่ยังไม่ได้ก้าวหน้าใน career มากมาย

แน่นอนว่า ความเป็นนิรนามที่ทำให้คนไม่ต้องรับผิดชอบ นำมาซึ่งสิ่งไม่ดี เช่น การใส่ความ หมิ่นประมาท แต่ หากไม่นับเรื่องข้อกฎหมายแล้ว ในกลุ่มสังคม (เช่น forum, blog) ก็น่าจะมี self-regulation ที่สนับสนุนการอภิปรายภายในชุมชนอยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการอภิปรายเช่นกัน

(ทั้งหมดที่ผมเขียนไป ผมพูดถึงความเป็นนิรนามสนับสนุนการอภิปรายในชุมชนออนไลน์ได้ และเหตุผลอาจไม่ applicable กับกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตอื่นๆ)

6 Comments

ซาลาเปา

เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน หลังจากหาของกินอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ก็ตั้งคำถามกันกับเพื่อนขึ้นมาครับ

เพื่อนได้ถามขึ้นมาว่า ซาลาเปาเป็นฟาสต์ฟูดหรือเปล่า

คำตอบตอนนั้นคือ น่าจะใช่ เพราะมันก็เร็ว

แล้วคำถามต่อไป มันคือจังก์ฟูดหรือเปล่า

ลองคิดๆ ดู มันก็คือแป้งกับเนื้อ เหมือนกับแฮมเบอร์เกอร์นี่หว่า

วันนี้ เลยยกขึ้นมาถามกัน กลายเป็นคำถามที่ดีเบตกันสนุกสนานก่อนคาบเรียนจิตวิทยาจะเริ่ม

ข้อสรุปของหลายๆ คนคือ มันต่างจากแฮมเบอร์เกอร์ ตรงที่มันไม่ได้ผ่านการทอดหรือกริลล์ จึงไม่ได้มีไขมันที่เป็นอันตรายอย่างแฮมเบอร์เกอร์

ส่วนคำตอบของอาจารย์คือ

It depends whether you put it in the garbage bin or not.

– Ornanong Cousins

4 Comments

อภิปราย

หลายๆ คนรอบๆ ตัวผม น่าจะได้เคยผ่านการอภิปรายกับผมมาบ้างแล้ว (เวลาผมใช้คำว่าอภิปราย หลายคนจะหันมามองหน้า ราวกับไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ส่วนเวลาผมพูดว่า discuss ก็มักจะมีคนอีกส่วนหนึ่งพูดเรื่องไทยคำอังกฤษคำ บางทีคนเราก็เอาใจยากนะครับ) การอภิปราย มีตั้งแต่เรื่องค่อนข้างใกล้ตัว จนไปถึงเรื่องโคตรไกลตัว แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยอภิปรายอะไรกันใกล้ตัวมากๆ เท่าไหร่ เพราะนักอภิปรายมักจะถือว่าการพูดคุยถกเถียงเป็นความบันเทิงของชีวิต ดังนั้นหลายๆ ครั้ง มันถึงเป็นเรื่องที่ใครหลายๆ คนจะถามว่า เถียงกันไปทำไม (วะ)?

คำตอบมันก็เหมือนกับ เล่นเกมกันไปทำไม นั่นแหละ ในเมื่อเวลาที่ใช้เล่นเกมมันก็สูญไปอย่าง unconstructive เหมือนกัน

วันก่อนผมไปนั่งกินอาหารกับเพื่อนสองสามคนครับ แล้วเลยได้คุยๆ กัน จริงๆ เรื่องตอนเริ่ม มันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับประเด็นตอนหลังสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ คุยแบบไม่มีญัตติตั้งต้นนี่ มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ

เรื่องแรกที่เริ่มเข้าสู่การอภิปรายวันนั้น (ซึ่งหลุดออกมาจากการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป) คือเรื่องวัฒนธรรมเครื่องแบบในสถาบันอุดมศึกษา หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ อีกคนหนึ่งมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟน้อยที่สุดในประเทศ (จะบอกว่าลิเบอรัลที่สุดในประเทศก็พูดได้ยาก เพราะผมไม่เห็นมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นลิเบอรัลจริงๆ เท่าไหร่เลยตอนนี้) อันนี้เดาไม่ยากว่าเป็นใคร (คู่นี้เคยอภิปรายกันมาแล้วรอบนึง) ส่วนอีกคนนึง ตอนนี้ยังไม่ได้เรียนที่ไหน

เป็นการอภิปรายที่สนุกสนานมากครับ แม้ว่าจะมั่วซั่วเล็กน้อยและหลงประเด็นกันง่ายหลายครั้งก็ตาม (ไปกันจนถึงเรื่องอุดมการณ์รัฐ ศาสนา ฯลฯ) และผมก็รู้ว่า หลายๆ ครั้ง สิ่งที่ถูกค้านกลับมา คนค้านก็ไม่ได้เชื่อจริงจังอย่างที่ค้านจริงๆ แต่ค้าน for the sake of การค้าน

คนที่ไม่ค่อยจะได้มีการอภิปรายอะไรแบบนี้ อาจจะมองเรื่องนี้เป็นการกวนตีน หาเรื่อง หรืออะไรก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการค้าน คือการบีบให้ต้องสร้างเหตุผลและตรรกะขึ้นมาตอบปัญหาในการค้านนั้นๆ ดังนั้น การอภิปรายกับคนที่เห็นต่างกันบ้าง จะเป็นการขยายความคิด

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนสองคน มีรูปแบบพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกันมากๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางทีการอภิปรายหรือโต้แย้งกัน จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ

ลองคิดดูว่า คนที่มีความคิดแบบระบบตรรกะ กับคนที่ไม่เชื่อในหลักเหตุและผล มาโต้เถียงกัน โอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะการโน้มน้าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งสามารถให้ข้อสนับสนุนที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เปลี่ยนระบบวิธีคิดของอีกฝ่ายได้ การโต้เถียงแบบนี้ ไม่เป็นการโต้เถียงที่บันเทิงเลยแม้แต่น้อย หรือถ้าทำ สุดท้ายการเถียงนั้นจะต้องลงไปถึงการเถียงว่า วิธีคิดแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน ก่อนที่จะเถียงอย่างอื่นต่อไปได้

วันนั้นการอภิปรายของเราไม่ได้ข้อสรุปแบบสมบูรณ์ครับ แต่ก็เป็นการอภิปรายที่สนุกมาก (ไม่รู้ว่าผมสนุกของผมคนเดียวหรือเปล่า) ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเป็นเพื่อนสนิทกันหมด ทำให้คุยกันอย่างไม่ต้องกลัวเหยียบเท้าใคร โดยส่วนตัวไม่ได้มีโอกาสคุยสนุกๆ อย่างนั้นมาสักพักแล้วเหมือนกัน (มีคนคุยด้วยสักสามคน จะสนุกกว่าคุยกันสองคนเหมือนกันครับ)

กะว่า สักวัน จะต้องไปหาหนังสือปรัชญามาอ่านเพิ่มเติมแล้วครับ

a/n: วันนั้นมีคนบอกว่า ผมน่าจะไปเรียน sociology แทน, ถ้าไม่ลืมจะเอาหนังสือที่พูดถึงวันนั้นไปให้อ่านนะ

4 Comments