Skip to content →

Tag: democracy

ยุบสภา?

ที่รัฐสภา นายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมว่า จากกรณีที่แกนนำนปช.ตั้งแง่ขอให้นายกฯประกาศวันยุบสภาแทนวันเลือกตั้งใหม่ ตนได้ไปเปิดรัฐธรรมนูญ 2550 พบว่าสาเหตุที่นายกฯไม่สามารถกำหนดวันยุบสภาได้ เนื่องจากมาตรา 108 วรรคหนึ่ง ได้เขียนให้การกำหนดวันยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายกฯ มีหน้าที่เพียงเสนอวันยุบสภาไปให้พิจารณาเท่านั้น ทั้งนี้ สาเหตุที่กรณีดังกล่าวแตกต่างกับที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศวันยุบสภาล่วงหน้า เนื่องจากเนื้อหาในรัฐธรรนูญขณะนั้นแตกต่างจากฉบับปัจจุบัน

– มติชน (การเน้นคำเป็นของเจ้าของบล็อก)

มาตรา ๑๐๘ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (PDF)

มาตรา ๑๑๖ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ (PDF)

มาตรา ๑๑๒ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

การยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเก้าสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ (PDF)

มาตรา ๑๐๑ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

การยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเก้าสิบวัน และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การยุบสภาผู้แทนราษฎรจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ (PDF)

One Comment

Stop Cyber Censorship. Protect Online Free Speech.

Stop Cyber Censorship. Protect Online Free Speech

เนื่องในโอกาสที่ Reporters Without Borders (Reporters sans frontières) จะให้วันที่ 12 มีนาคม เป็น World Day Against Censorship ก็อยากจะเขียนหนึ่งบทความเล็กๆ สักหนึ่งบทความ

เสรีภาพในการแสดงออกกับสังคมประชาธิปไตย

หากมนุษยชาติทั้งหมดยกเว้นคนคนหนึ่งมีความคิดเห็นอย่างหนึ่ง และคนคนเดียวนั้นมีความเห็นในทางตรงกันข้าม มนุษยชาติก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะทำให้คนนั้นเงียบเสียงลงมากไปกว่าการที่คนคนนั้น หากเขามีอำนาจ มีความชอบธรรมที่จะทำให้มนุษยชาติเงียบเสียงลง

จอห์น สจวร์ต มิลล์ว่าด้วยเสรีภาพ

ผมเองไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ ไม่เคยศึกษารัฐศาสตร์อย่างจริงจัง และก็จำทฤษฎีประชาธิปไตยของใครต่อใครไม่ค่อยได้ แต่ในความคิดของผม เสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในประชาธิปไตย และก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ประชาธิปไตยที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก จะกลายเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกัน

หลักการสำคัญของประชาธิปไตยคือประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ และลำพังอำนาจในการตัดสินใจนั้นก็ยังไม่เพียงพอ หากข้อมูลข่าวสารความรู้และความคิดต่างๆ ไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างเสรี

นึกภาพการเลือกตั้ง ที่เราอนุญาตให้มีฝ่ายเดียวที่สามารถพูดโน้มน้าวหาเสียงให้กับตัวเอง ในขณะที่ฝ่ายอื่นถูกบังคับให้ปิดปากเงียบ เราจะเรียกภาวะเช่นนั้นว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

หากเราต้องการให้สาธารณะร่วมกันตัดสินใจในประเด็นสักประเด็นหนึ่ง มันจะมีความหมายอะไร ถ้ามีฝ่ายเดียวที่คอยยกย่องความคิดตัวเอง โจมตีความคิดตรงข้าม ในฝ่ายอื่นถูกปิดปากไว้ไม่ให้พูด

กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานอย่างเครื่องจีที 200 ถ้าไม่มีเสรีภาพในการคิด ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก เราจะได้ผลลัพธ์เช่นนี้มาหรือ ลองคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากคำโจมตีให้ร้ายเครื่องมือราคาแพงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่มีใครสามารถออกมาตั้งข้อสงสัยมันได้ ใครที่กล้าออกมาบอกว่าเครื่องมือนี้ลวงโลกจะต้องถูกลงโทษ ถ้าอยู่ภายใต้สถานการณ์อย่างนั้นแล้ว ถึงรัฐบาลจะยอมจัดประชามติทั้งประเทศถามว่าควรจะใช้เครื่องมือนี้หรือไม่ เราจะได้ผลแบบไหนกัน

แน่นอนว่ามันอาจมีข้อจำกัด และการแสวงหาเส้นแบ่งของสิ่งที่อาจถูกจำกัดอย่างการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง อาจลำบากและพร่ามัวในบางครั้ง การจำกัดใดๆ ที่อาจมี จึงต้องมีหลักเกณฑ์เหตุผลที่ชัดเจน ทำอย่างจำกัดและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

จุดประสงค์เดียว ที่จะสามารถใช้อำนาจอย่างชอบธรรมเหนือสมาชิกคนใดในสังคมอารยะโดยขัดกับความมุ่งหมายของเขา คือการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น

– จอห์น สจวร์ต มิลล์, ว่าด้วยเสรีภาพ

เสรีภาพในการแสดงออก อินเทอร์เน็ต และการปิดกั้น

ผู้ที่มีอำนาจไม่ชอบอินเทอร์เน็ต

ปรากฏการณ์นี้อธิบายไม่ยากเลย ในเมื่ออินเทอร์เน็ตคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา อินเทอร์เน็ตคือสื่อที่ลดกำแพงจากการส่งสารแบบเดิมๆ อินเทอร์เน็ตคือสื่อที่ทำให้ใครต่อใครสามารถส่งต่อความรู้ความคิดของตัวเองได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่าสื่อแบบเดิมๆ

การมีเครื่องคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อาจจะยังแพงกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ การฟังวิทยุ และอาจจะรวมถึงการดูโทรทัศน์ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้ิอมของหมู่คนจำนวนไม่น้อย และไม่มีสื่อใดที่กล่าวมาในประโยคข้างต้น ที่คนตัวเล็กๆ สามารถส่งสารออกไปให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นสื่อที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ต้องมีการขึ้นทะเบียน ขออนุญาตมากมาย แต่การแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด การเปิดบล็อกแสดงความคิดเห็นสักอัน หรือเว็บไซต์เล็กๆ สักแห่ง ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาสูงเลย อินเทอร์เน็ตจึงทำให้เราได้พูดมากขึ้น และได้ฟังใครต่อใครที่ไม่ใช่เพียงคนตัวใหญ่ๆ ไม่กี่คนอีกต่อไป

แน่นอน การที่ใครต่อใครก็สามารถพูดได้ โดยที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ

อินเทอร์เน็ตจึงพยายามถูกทำให้เป็นแพะรับบาป เป็นปิศาจร้าย ผ่านข้ออ้างต่างๆ นานา ที่เราเองก็ได้ยินกันอยู่ทุกวัน เพื่อจะได้ดูมีความชอบธรรมเวลาที่พวกเขาต้องการเข้ามาควบคุมอินเทอร์เน็ตให้เป็นอย่างที่ต้องการ พวกเขาในที่นี้ไม่ใช่เพียงผู้กุมอำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมือง แต่ยังรวมไปถึงผู้กุมอำนาจทางศีลธรรมทั้งหลาย และผู้ที่กุมอำนาจในการนำเสนอข่าวสารด้วย

ปกป้องอินเทอร์เน็ต ปกป้องเสรีสารสนเทศ ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของเรา

พวกเขาเพิกเฉยเราไม่ได้ และพวกเขาก็หยุดเราไม่ได้ด้วย ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอินเทอร์เน็ต หรือไม่เช่นนั้นเราคงไม่รู้อะไรเลย และเราคงกลายเป็นรัฐฟาสซิสต์ไปแล้ว

ซินดี ชีแฮน

2 Comments

รัฏฐ

วันนี้ผมได้ไปฟังปาฐกถาครบรอบ 60 ปีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนนี้ (ปีนี้คณะเศรษฐศาสตร์จัดปาฐกถาครบรอบอันนี้เดือนละครั้ง) ซึ่งองค์ปาฐกในวันนี้คือ (รศ.ดร.) วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมในสังคม”

ถึงจะเกริ่นมาอย่างนี้ แต่ผมเองคงไม่มาสรุปเนื้อหาเพราะไม่ได้จดมามากพอ (เข้าใจว่าเดี๋ยวคงหาอ่านได้ที่ประชาไท) หรือคงไม่มาเขียนอะไรเกี่ยวกับข้อนี้อย่างจริงจัง เพราะผมก็ไม่เคยศึกษาวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์อย่างเป็นกิจลักษณะอะไร

สิ่งหนึ่งที่วันนี้ อ.วรเจตน์พูดถึง (ขอหยิบประเด็นที่อาจจไม่ใช่ประเด็นหลักมาพูด) ก็ คือ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องอายุสั้นแล้ว รัฐธรรมนูญไทยยังมีลักษณะหนึ่งที่ผมเข้าใจว่า แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ คือรัฐธรรมนูญของไทยนั้นเนื้อหายาวมาก และยาวเกินไป ผมเองก็ไม่เคยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศไหนจริงจัง (หรือ แม้แต่ของไทยเองก็ตาม ผมก็แทบไม่เคยมานั่งอ่านจริงๆ ทั้งหมด วันนี้ก็เพิ่งทราบว่ามีมาตราในหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บอกโต้งๆ เลยว่าให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้บอกว่าคืออะไร) แต่ก็เคยได้ยินเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เลยได้มาลองเปิดรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นดูจากที่อ.วรเจตน์พูดถึง

ญี่ปุ่นมีลักษณะที่พอจะเทียบเคียงได้บางประการ ทั้งระบบที่เป็น constitutional monarchy และเป็นวัฒนธรรมตะวันออกด้วยกัน เท่าที่ผมลอง skim รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษดู ก็พบว่า มันสั้น และมีลักษณะเป็นโครงมากกว่าที่จะเป็นรายละเอียดแบบรัฐธรรมนูญของไทยจริง

จากอ.วรเจตน์ รวมถึงอ.สม ศักดิ์ซึ่งไปฟังในวันนี้ด้วย รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงคุณค่าหรือสปิริตที่จะเป็นหลักพื้นฐานของสังคม เอาง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็คือสิทธิเสรีภาพอะไรบ้างที่ยังไงก็ต้องได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายทุกฉบับ และก็การจัดสรรอำนาจหลักๆ ด้านบน อย่างเรื่องสภา รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นบอกว่า จำนวนและคุณสมบัติของสมาชิกสภา จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย (ซึ่งก็คงโยงไปที่กฎหมายอื่น)

ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้น ไม่มีปัญญาแสดงความเห็นจริงจังยาวๆ ได้ แต่ก็คิดว่า ไม่น่ายินดีเท่าไรนักที่กฎหมายที่รับประกันสิทธิเสรีภาพของเรา (แม้จะเพียงตามตัวอักษรก็ตาม) จะ ถูกฉีกไปพร้อมข้ออ้างอันสวยหรู ซึ่งการแยกธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพออกมาไม่ให้มีข้ออ้างในการล้มเลิก ง่ายดายเกินไป ก็อาจเป็นตัวเลือกอันหนึ่งจริงๆ

ว่าแล้วก็เลยขอเขียนถึงอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในปาฐกถาวันนี้เสียทีเดียว แต่ที่ผมเคยคิดไว้สักพักแล้วโดยยังไม่ได้เขียนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

เรื่องของเรื่องคือ มีฝ่ายที่พยายามจะ mock ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย โดยยกเรื่องที่ไม่ใช่ระดับรัฐมาเป็นประเด็น

ในความคิดของผม ประชาธิปไตย เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นรัฐ ซึ่งลักษณะสำคัญคือ มันเป็นเรื่องส่วนรวม (common) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแน่นอน ที่เราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย ก็เพราะเราคิดว่าพลเมืองทุกคนมีส่วนความเป็นเจ้าของเท่ากัน

ดังนั้น เราจึงไม่ได้ apply หลักการของมันเข้ากับสิ่งที่เรา assign ความเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน แปลว่า ถ้าเราถือว่าคนเรามีสิทธิเป็นเจ้าของบ้าน เราจะทาสีห้องเราเป็นสีอะไรก็คงไม่มีแขกมาบอกว่า ไม่ชอบ ทาสีอื่นซะ (ถ้าไม่ยอมรับสิทธิการถือครองทรัพย์สิน นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องไปเถียงกันยาว ในที่นี้ขอ assume ว่ามันมี) คนที่นิยมประชาธิปไตยจึงไม่ได้แปลว่า บ้านกูทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือจะต้องคิดว่า การตัดสินใจในบริษัทจะต้องโหวตกันตั้งแต่ประธานยันภารโรง (ถ้าจะเถียงจริงๆ คงไปเถียงเรื่องว่าเจ้าของบริษัทที่แท้จริงมีเพียงผู้ถือหุ้นหรือเปล่ามากกว่า ซึ่งฝ่ายซ้ายอาจจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ในที่นี้ก็ขอ assume อย่างที่บอก) หรือแม้กระทั่งในระดับรัฐเอง เราก็พอจะยอมรับกันได้ว่า เจ้าของประเทศคือพลเมืองสัญชาตินั้นๆ มีสิทธิจะบอกว่า ถ้าคุณ (พลเมืองชาติอื่น) ไม่พอใจกับเรา ก็สามารถเลือกไปอยู่รัฐอื่นได้ (ซึ่งไม่สามารถพูดแบบนี้กับพลเมืองในประเทศได้)

เคยมีคนถามผมเมื่อนานมาแล้วครับ ว่าผมเห็นด้วยหรือไม่กับการที่องค์กรหรือบริษัทอาจมีการปิดกั้นข้อมูลอะไรกับคนภายในองค์กรบ้าง (จากการที่เห็นผมต่อต้านเรื่อง censorship) สิ่งที่ผมตอบไป ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ ก็คือ ผมเห็นว่ามันมี legitimacy พอที่จะทำได้ เพราะมันมีเจ้าของแน่นอน (ที่ไม่ใช่ผม) และคนที่เข้าก็สมัครใจเลือกเข้าไป ไม่พอใจก็เลือกออกไปทำอย่างอื่นหรือสร้างอะไรใหม่ๆ ได้ ต่างจากในเรื่องของรัฐที่ผมถือว่า ผมในฐานะพลเมืองก็มีส่วนเป็นเจ้าของเหมือนกับคนอื่นๆ (ข้อนี้เป็นฐานที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้เชื่อในหลายๆ อย่าง เช่น free speech) และผมไม่ได้เลือกหรือสามารถไปเกิดใหม่เป็นพลเมืองรัฐอื่น หรือว่าสามารถแบ่งแยกดินแดนเองได้ (จริงๆ เรื่องหลังนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดว่า พลเมืองมีส่วนเป็นเจ้าของรัฐ ด้วย)

8 Comments

เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องถูกผิด

เพิ่งได้อ่านบทความนี้ ซึ่งโยงไปจากข่าว foosci ที่เข้ามาใน Google Reader เป็นบทความที่น่าสนใจดีครับ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า ถ้าคนฉลาดมารวมกันโหวต ผลโดยรวมจะดีขึ้น ส่วนถ้าคนโง่มารวมกันโหวต ผลโดยรวมจะแย่ลง โดยใช้หลักของ binomial distribution (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ในการอธิบาย

เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจดีครับ ผมเองเป็นคนที่เชื่อถือในคณิตศาสตร์อยู่แล้ว และจริงๆ แล้ว หลายๆ คนก็อาจจะบอกว่า เป็นเรื่องของสามัญสำนึกก็ได้ ประชาธิปไตยคืออำนาจในการตัดสินใจอยู่กับประชาชน คนตัดสินใจฉลาด ผลก็มีแนวโน้มออกมาดี คนตัดสินใจโง่ ผลก็มีแนวโน้มออกมาไม่ดี (ผู้มีอำนาจบางจำพวกจึงปิดกั้นโอกาสในการศึกษาจากประชาชนทั่วไป แล้วก็บอกว่า ประชาชนไม่ฉลาดพอ มีประชาธิปไตยไม่ได้ แล้วก็อยู่ในอำนาจต่อไป)

ปัญหาคือ หลายๆ ครั้ง เรื่องที่ต้องตัดสินใจ มันอาจจะเกินเรื่องของ การตัดสินใจที่ดีกับไม่ดี เพราะคำอธิบายนี้เอง ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “ในที่นี้ ‘ฉลาด’ = ตัดสินใจถูกต้อง ตามที่ถูกที่ควร มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และ ‘โง่’ = ตัดสินใจไม่เป็นไปตามที่ถูกที่ควร”

ปัญหาอยู่ตรงไหน?

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่า เราไม่สามารถวัดได้ว่าใครฉลาดหรือโง่ จึงไม่สามารถใช้เรื่องนี้มากีดกันได้ว่าใครจะมีสิทธิออกเสียงแน่ๆ (ถึงกระนั้นเราก็มี “ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย” ที่บอกว่าผลการเลือกตั้งไม่ดีเพราะคนเลือกตั้งโง่มาแล้วเหมือนกัน) แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ บางครั้งตัวเลือกมันไม่ได้จำเป็นต้องมีตัวเลือกที่ “ถูกต้อง” แต่เป็นตัวเลือกที่ “ถูกใจ”

จะใช้เหตุผลหรือความเชื่อ? สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิของมนุษย์ตามธรรมชาติหรือเปล่า? จะมีศาสนาประจำรัฐหรือไม่มี? ความยุติธรรมหมายถึงอะไร? หมายถึงทุกคนมีเท่ากัน? หรือทุกคนได้ที่ตัวเองทำ? ทุกคนมีโอกาสขั้นพื้นฐานเท่ากัน? คำถามเหล่านี้ ไม่ได้ชัดเจนเลยว่า สิ่งไหนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสิ่งไหน

หลายๆ ครั้ง สิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ทั้งความเชื่อพื้นฐานในด้าน positive ที่ต่างกัน เช่น บางคนมองว่า ความยืดหยุ่นของการลงทุนต่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง (เท่ากับว่าความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อการลงทุนมาก) ในขณะที่อีกคนอาจจะมองว่ามันน้อย และตวามเชื่อว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เช่น บางคนอาจจะมองว่า สังคมที่ทุกคนทำอะไรเหมือนๆ กัน คิดอะไรเหมือนๆ กัน คือสังคมที่สงบสุข ในขณะที่บางคนมองว่า ความแตกต่างอาจจะเพิ่มปัญหามากขึ้น แต่ก็ดีกว่าการที่ทุกคนไม่มีสิทธิจะคิดแบบของตัวเองก็ได้ เรื่องการคิดแบบ positive อย่างแรก คนฉลาดอาจจะมีโอกาสมากกว่าคนโง่ในการคิดว่าเราจะเลือกวิธีอะไร แต่ในส่วนหลัง ความฉลาดคงไม่ได้มีผลอะไร

ในการตัดสินใจ มันมีความแตกต่างทั้งสองส่วนนี้ที่ทำให้เราตัดสินใจต่างกัน ถามว่า อดัม สมิท, อัลเฟรด มาร์แชล, จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์, เฮนรี จอร์จ, คาร์ล มาร์กซ มีคนไหนเป็นคนไม่ฉลาดหรือเปล่า? แต่ทำไมแนวคิดระบบเศรษฐกิจถึงแตกต่างกันได้ขนาดนั้น

เพราะคนเหล่านี้ นอกจากความเชื่อจะแตกต่างกันแล้วว่า วิธีไหนได้ผลหรือไม่ได้ผล เป้าหมายปลายสุดของแต่ละคนก็แตกต่างกันอีกด้วย

สังเกตว่า ประเทศประชาธิปไตยเองก็ไม่ได้ใช่การโหวตแบบทั้งประเทศมาตัดสินความถูกผิดที่ตัดสินได้ค่อนข้างชัด เราไม่ตัดสินคดีโดยให้ทุกคนมาลงคะแนน เราไม่ได้เลือกทฤษฎีวิทยาศาสตร์โดยการลงคะแนน แต่ใช้หลักฐาน เพราะการลงคะแนนไม่ได้ทำให้มันถูกต้องแต่อย่างใด กับหลายๆ อย่างที่ความถูกผิดหรือความเหมาะสมไม่ชัดเจน เช่น จะใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน (ไม่รู้ว่าอันไหนได้ผลจนกว่าจะได้ลอง) เราใช้ประชาธิปไตยเพราะเราวัดผลไม่ได้ชัดเจน หลักความน่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดในการตัดสินใจจึงมีผลในกรณีนี้ ตามที่บทความนั้นอธิบาย แต่กับเรื่องอย่างศีลธรรม ความยุติธรรม ความงาม ฯลฯ เล่า?

เป้าหมายสองอัน (หรือหลานอัน) ไม่มีอันไหนผิด การเลือกทางเดินที่ต่างกันเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต่างกันจึงไม่มีอันไหนผิด (ถ้าทางเดินนั้นไปสู่เป้าหมายจริง) ผลการเลือกจึงไม่ได้มีผลที่ถูกหรือผิด เพียงแต่เป็นทางที่เราอยากจะไปเท่านั้น ตัวเลือกเหล่านี้เอง ที่ทำให้ประชาธิปไตยมีความหมายอย่างมาก

2 Comments