Skip to content →

Tag: debate

นิยามของ blog

จริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้มันเป็นมายังไงกันแน่ แต่ก็แอบเห็นที่มีคนทวีตให้ดู เกี่ยวพันกับคำถามว่า เป็น/ไม่เป็น “บล็อก” (ลองดูทวีตของ @abandonphuwan)

มีคนพยายามจะเน้นว่า เว็บไซต์บางเว็บไซต์ น่าจะเป็น “เว็บ” (ส่วนตัว) มากกว่า “บล็อก” และอ้างถึงคำว่า นิยาม ซึ่งมันก็ออกจะแปลกเล็กน้อย ถ้าจะวัดโดยนิยามแล้ว “บล็อก” ใดๆ ก็น่าจะสามารถจัดเป็น “เว็บไซต์” ได้ทั้งนั้น (พูดอีกอย่างคือ บล็อก เป็นประเภทหนึ่งของเว็บไซต์) การบอกว่า ดูเหมือน “เว็บ” มากกว่า “บล็อก” จึงเหมือนบอกว่า มันไม่ใช่ “แมว” แต่มันคือ “สัตว์”

แต่ถ้าวัดค่าความจริงแล้ว ประพจน์นี้อาจไม่ผิดแต่อย่างใด และหลายครั้งเราก็อาจเข้าใจได้ว่า เราพูดถึงเว็บไซต์และบล็อก ในความหมายที่เว็บไซต์เป็นเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ

อันต่อมา ที่ผมสงสัยมากกว่าคือ นิยามของ “บล็อก” ที่กล่าวถึงนั้น มันว่ายังไง

ใน Debating and Producing Media Camp ที่ผ่านมา มีญัตติโต้วาทีอันหนึ่ง ที่บอกว่า รัฐบาลควรเข้ามาควบคุม (regulate) “bloggers” ซึ่งในฐานะที่มันเป็นการโต้วาทีเชิงนโยบาย ผมจึงพยายามที่จะนิยามให้ได้ว่าใครบ้างที่จัดเป็น bloggers ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ ผมพบว่ามันไม่ง่าย และผมยอมแพ้ด้วยการ assume ว่าทุกคนเข้าใจนิยามของ blog ตรงกัน (หากจะออกเป็นบทบัญญัติข้อบังคับจริง มันจะต้องนิยามได้ชัดเจนว่า ใครบ้าง คือ bloggers)

ลองคิดดูง่ายๆ ก่อนว่า เราคิดว่าเว็บไซต์ไหนต่อไปนี้บ้างที่เป็น “บล็อก”: Fail Blog, Drama-Addict, Fail.in.th, Official Google BlogThe Facebook Blog, โอเพ่นออนไลน์, Thai E-News, Greg Mankiw’s Blog, เครือข่ายพลเมืองเน็ต, Blognone, Really Cute Asians, Bangkok Pundit, Siam Intelligence, Facebook Notes ต่างๆ

และก่อนจะไปต่อ ลองดูหน้าเว็บ http://www.blog-connection.com/blog-definition.htm ที่ผมค้นผ่านกูเกิลเจอมา

ในการนิยามว่าอะไรเป็น “บล็อก” (ซึ่งนั่นจะทำให้สามารถนิยาม “บล็อกเกอร์” ว่า เป็นคนที่ผลิตเนื้อหาลงบน “บล็อก” ด้วย) เราสามารถที่จะมองที่ตัวเทคนิค และมองที่เนื้อหา

ถ้ามองในด้านเทคนิค อย่างที่หลายแหล่งให้นิยาม ส่วนที่มักจะมีร่วมกันคือ เป็นเว็บไซต์ที่มี “โพสต์” เนื้อหาเรียงตามลำดับเวลา

ส่วนที่ตั้งคำถามได้มากกว่าคือ นิยามส่วนเนื้อหา ว่าเนื้อหาแบบไหน ถึงเรียกว่าเป็นบล็อก

เว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ โดยทั่วไปถูกมองว่าเป็นนิตยสารออนไลน์ แต่หากเรานำเนื้อหาแต่ละคอลัมน์ อย่างของใบตองแห้งออนไลน์ หรือโตมร ศุขปรีชา มาเขียนบนพื้นที่ของ Blogger (Blogspot.com) หรือ WordPress.com มันก็สามารถดูเป็นบล็อกได้อย่างไม่เคอะเขิน ในขณะเดียวกัน Filmsick ก็ดูเป็นบล็อกใน Exteen อันหนึ่ง แต่เนื้อหาหลายๆ บทความก็ใกล้เคียงกับเนื้อหาในนิตยสารได้เหมือนกัน

เนื้อหาของสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นบล็อกมีได้หลากหลาย วิจารณ์ข่าว การเมือง สังคม หรือจะเป็นไดอารีบันทึกชีวิต บันทึกการเดินทาง หรือบางคนแค่แปะลิงค์บทความน่าสนใจ รูปภาพ วิดีโอ พร้อมกับคอมเมนต์สักหนึ่งถึงสองประโยค ก็เรียกเป็นบล็อกได้

แล้วอะไรบ้างล่ะ ที่ไม่เป็น “บล็อก”?

4 Comments

ซาลาเปา

เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน หลังจากหาของกินอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ก็ตั้งคำถามกันกับเพื่อนขึ้นมาครับ

เพื่อนได้ถามขึ้นมาว่า ซาลาเปาเป็นฟาสต์ฟูดหรือเปล่า

คำตอบตอนนั้นคือ น่าจะใช่ เพราะมันก็เร็ว

แล้วคำถามต่อไป มันคือจังก์ฟูดหรือเปล่า

ลองคิดๆ ดู มันก็คือแป้งกับเนื้อ เหมือนกับแฮมเบอร์เกอร์นี่หว่า

วันนี้ เลยยกขึ้นมาถามกัน กลายเป็นคำถามที่ดีเบตกันสนุกสนานก่อนคาบเรียนจิตวิทยาจะเริ่ม

ข้อสรุปของหลายๆ คนคือ มันต่างจากแฮมเบอร์เกอร์ ตรงที่มันไม่ได้ผ่านการทอดหรือกริลล์ จึงไม่ได้มีไขมันที่เป็นอันตรายอย่างแฮมเบอร์เกอร์

ส่วนคำตอบของอาจารย์คือ

It depends whether you put it in the garbage bin or not.

– Ornanong Cousins

4 Comments

อภิปราย

หลายๆ คนรอบๆ ตัวผม น่าจะได้เคยผ่านการอภิปรายกับผมมาบ้างแล้ว (เวลาผมใช้คำว่าอภิปราย หลายคนจะหันมามองหน้า ราวกับไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ส่วนเวลาผมพูดว่า discuss ก็มักจะมีคนอีกส่วนหนึ่งพูดเรื่องไทยคำอังกฤษคำ บางทีคนเราก็เอาใจยากนะครับ) การอภิปราย มีตั้งแต่เรื่องค่อนข้างใกล้ตัว จนไปถึงเรื่องโคตรไกลตัว แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยอภิปรายอะไรกันใกล้ตัวมากๆ เท่าไหร่ เพราะนักอภิปรายมักจะถือว่าการพูดคุยถกเถียงเป็นความบันเทิงของชีวิต ดังนั้นหลายๆ ครั้ง มันถึงเป็นเรื่องที่ใครหลายๆ คนจะถามว่า เถียงกันไปทำไม (วะ)?

คำตอบมันก็เหมือนกับ เล่นเกมกันไปทำไม นั่นแหละ ในเมื่อเวลาที่ใช้เล่นเกมมันก็สูญไปอย่าง unconstructive เหมือนกัน

วันก่อนผมไปนั่งกินอาหารกับเพื่อนสองสามคนครับ แล้วเลยได้คุยๆ กัน จริงๆ เรื่องตอนเริ่ม มันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับประเด็นตอนหลังสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ คุยแบบไม่มีญัตติตั้งต้นนี่ มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ

เรื่องแรกที่เริ่มเข้าสู่การอภิปรายวันนั้น (ซึ่งหลุดออกมาจากการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป) คือเรื่องวัฒนธรรมเครื่องแบบในสถาบันอุดมศึกษา หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ อีกคนหนึ่งมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟน้อยที่สุดในประเทศ (จะบอกว่าลิเบอรัลที่สุดในประเทศก็พูดได้ยาก เพราะผมไม่เห็นมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นลิเบอรัลจริงๆ เท่าไหร่เลยตอนนี้) อันนี้เดาไม่ยากว่าเป็นใคร (คู่นี้เคยอภิปรายกันมาแล้วรอบนึง) ส่วนอีกคนนึง ตอนนี้ยังไม่ได้เรียนที่ไหน

เป็นการอภิปรายที่สนุกสนานมากครับ แม้ว่าจะมั่วซั่วเล็กน้อยและหลงประเด็นกันง่ายหลายครั้งก็ตาม (ไปกันจนถึงเรื่องอุดมการณ์รัฐ ศาสนา ฯลฯ) และผมก็รู้ว่า หลายๆ ครั้ง สิ่งที่ถูกค้านกลับมา คนค้านก็ไม่ได้เชื่อจริงจังอย่างที่ค้านจริงๆ แต่ค้าน for the sake of การค้าน

คนที่ไม่ค่อยจะได้มีการอภิปรายอะไรแบบนี้ อาจจะมองเรื่องนี้เป็นการกวนตีน หาเรื่อง หรืออะไรก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการค้าน คือการบีบให้ต้องสร้างเหตุผลและตรรกะขึ้นมาตอบปัญหาในการค้านนั้นๆ ดังนั้น การอภิปรายกับคนที่เห็นต่างกันบ้าง จะเป็นการขยายความคิด

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนสองคน มีรูปแบบพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกันมากๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางทีการอภิปรายหรือโต้แย้งกัน จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ

ลองคิดดูว่า คนที่มีความคิดแบบระบบตรรกะ กับคนที่ไม่เชื่อในหลักเหตุและผล มาโต้เถียงกัน โอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะการโน้มน้าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งสามารถให้ข้อสนับสนุนที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เปลี่ยนระบบวิธีคิดของอีกฝ่ายได้ การโต้เถียงแบบนี้ ไม่เป็นการโต้เถียงที่บันเทิงเลยแม้แต่น้อย หรือถ้าทำ สุดท้ายการเถียงนั้นจะต้องลงไปถึงการเถียงว่า วิธีคิดแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน ก่อนที่จะเถียงอย่างอื่นต่อไปได้

วันนั้นการอภิปรายของเราไม่ได้ข้อสรุปแบบสมบูรณ์ครับ แต่ก็เป็นการอภิปรายที่สนุกมาก (ไม่รู้ว่าผมสนุกของผมคนเดียวหรือเปล่า) ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเป็นเพื่อนสนิทกันหมด ทำให้คุยกันอย่างไม่ต้องกลัวเหยียบเท้าใคร โดยส่วนตัวไม่ได้มีโอกาสคุยสนุกๆ อย่างนั้นมาสักพักแล้วเหมือนกัน (มีคนคุยด้วยสักสามคน จะสนุกกว่าคุยกันสองคนเหมือนกันครับ)

กะว่า สักวัน จะต้องไปหาหนังสือปรัชญามาอ่านเพิ่มเติมแล้วครับ

a/n: วันนั้นมีคนบอกว่า ผมน่าจะไปเรียน sociology แทน, ถ้าไม่ลืมจะเอาหนังสือที่พูดถึงวันนั้นไปให้อ่านนะ

4 Comments