Skip to content →

Tag: computer

Dual boot บน Z835

จริงๆ เรื่องนี้ คิดๆ ไปแล้วก็เหมือนเป็นความสะเออะอย่างหนึ่ง ที่ทำไปทำไมก็ไม่รู้ แต่ว่าอยากทำ

ก็คือว่า อยากจะลองลง Ubuntu บน Portégé Z835 ที่ใช้อยู่นี่ล่ะ ให้คนที่เขารู้เรื่องทำ มันก็คงไม่ยาก แต่คนไม่รู้เรื่องอย่างเรา จะทำไปทำไมก็ไม่รู้

ถึงก่อนหน้านี้จะเคยลง Ubuntu มาแล้วก็หลายครั้งอยู่ แต่แลปทอปเครื่องเก่านั้นก็โล่งๆ มีพื้นที่เต็ม HDD ให้ใช้ ไม่มี partition อะไรอื่นมารบกวน (จริงๆ ตอนลงรอบแรกสุดนั้น dual boot คู่กับ XP ที่ร้านลงมาให้แบบไม่อยู่ใน spec — พูดง่ายๆ ก็คือ pirated — แต่ก็จัด partition ธรรมดาๆ ได้)

เจอคราวนี้ คอมพิวเตอร์มันขายมาคู่กับ Windows 7 Home Premium และที่สำคัญ มันใช้ primary partitions ครบ 4 อันถ้วนไปแล้ว (ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยรู้เรื่อง primary partition นี่หรอก ก็ไม่เคยเรียน และไม่เคยเจอปัญหาเลยไม่เคยหามาอ่าน)

2 Comments

หนึ่งเดือนกับ Toshiba Portégé Z835

ใครที่ติดตามทวิตเตอร์ของผมช่วงสักเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา อาจจะพอผ่านตาว่า ผมเพิ่งเปลี่ยนคอมพิวเตอร์แลปทอปเครื่องใหม่ มาใช้แทนเครื่องเก่าที่สภาพร่อแร่พอสมควร

ก่อนหน้านี้ก็คิดมาสักพักแล้วว่า หากจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ จะใช้คอมพิวเตอร์สายบางเบาแบบเน้นพกพา ที่เคยคิดไว้ก็เช่น ThinkPad X201i น้ำหนักสัก  1.6 กิโลกรัมกำลังโอเค หลังจากค้นพบในช่วงสามปีกว่าๆ กับเครื่องที่ผ่านมาว่า แลปทอปจอ 14 นิ้ว หนัก 2.3 กิโลกรัม ไม่ค่อยจะเหมาะกับการใช้งานของผมเท่าไหร่ (แต่จริงๆ เดี๋ยวหลังจากนี้ รูปแบบการใช้ก็อาจจะเปลี่ยนไปอีก)

เดิมทีก็มอง ThinkPad X-series ตัวล่างๆ นี่ล่ะครับ กะว่าน้ำหนักโอเค แล้วก็พอจะแข็งแรงหน่อย น่าจะเหมาะสมดี (เพราะแบกใส่เป้เดินไปเดินมา เอาเข้าเอาออกเป็นประจำ) แต่พอได้ลองดูกลุ่ม Ultrabook ที่ทยอยเปิดตัวกันในปีนี้แล้ว ก็เริ่มมาสนใจ เพราะได้คอมพิวเตอร์บางเบามากๆ ในราคาที่ก็ค่อนข้างเบา

แต่รุ่นที่เปิดตัวมาส่วนใหญ่ ยังเกินงบไปสักหน่อย เกินสามหมื่นบาท (ราคาสหรัฐก็เกิน 1000 USD) ยกเว้นตัวนึงที่ดูจะฮ็อตพอสมควรคือซีรีส์ Portégé Z830 ของค่าย Toshiba ซึ่งเปิดตัว Z835-P330 แบบ exclusive กับ Best Buy ในสหรัฐที่ราคา 799.99 USD (ไม่รวม sales tax)

One Comment

ไมโครซอฟท์: มูลค่าจากเครือข่าย

จาก Ask Blognone อันล่าสุดในหัวข้อ ทำไมคุณถึงเป็น “I’m a PC” (ซึ่งกำลังโต้ตอบกันร้อนแรงอีกตามเคย) ผมได้ลองอ่านดู และได้พิจารณาตอนที่จะตอบของตัวเอง และหลังจากนั้นก็อ่านคำตอบของคนที่มาทีหลัง ผมได้สรุปเป็นความคิดสำหรับตัวเองได้ว่า ข้อดีหรือจุดแข็งของสินค้าไมโครซอฟท์ (วินโดวส์) ในสายตาของคนทั่วไป มีจำนวนมากที่เป็นผลจากเครือข่าย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

แน่นอนว่าวินโดวส์เอง ก็มีข้อดีในลักษณะของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมูลค่าของมัน เช่น การจัดระบบอะไรต่างๆ อย่างไม่ยากนัก แก้ไขอะไรก็มีหน้าตาเป็นปุ่มเป็นข้อความกดๆ คลิกๆ เอาได้ (เทียบกับลินุกซ์ที่อาจจะซับซ้อนกว่า ยุ่งยากกว่า อาจจะต้องใช้ command line หรือเข้าเป็น root เป็นอะไร) ตัวซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์อย่างชุดออฟฟิศก็นับว่าเป็นชุดออฟฟิศที่เรียกได้ว่าดีหรือดีมาก (นอกจาก presentation ที่ PowerPoint คงแพ้ Keynote แต่ก็ยังดีกว่า OO.o Impress อยู่) รูปแบบของระบบเองอาจจะเหมาะกับโปรแกรมบางประเภทมากกว่า (อันนี้ผมไม่มีความรู้เชิงเทคนิค ไม่ทราบว่ามันแตกต่างกันได้ขนาดไหน)

นอกจากนี้ คนยังคงใช้ไมโครซอฟท์ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนทางการเปลี่ยนแปลง (เช่น ถ้าจะย้ายระบบจากวินโดวส์ไปหาแมคหรือลินุกซ์ ก็จะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ใหม่) แต่ต้นทุนนี้เกิดจากว่า คนเองใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ซึ่งก็คงเกิดจากการที่ช่วงหนึ่งในอดีต ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์เอง “มีดี” กว่าคู่แข่งในตลาดจนสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงขนาดนี้

แต่ในขณะเดียวกัน ลองดูเหตุผลที่หลายๆ คนใช้วินโดวส์ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่า เรื่องเครือข่ายมีผลที่ทำให้มูลค่าของวินโดวส์มากขึ้นไปอีก

  • ลูกค้าใช้/ที่ทำงานใช้/เพื่อนใช้/มหาลัยใช้/ฯลฯ อันนี้เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอยู่บนเครือข่ายเดียวกัน
  • ซอฟต์แวร์หลากหลาย/ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง/เล่นเกม เรื่องของซอฟต์แวร์เหล่านี้ หากตัดเรื่องข้อจำกัดของระบบปฏิบัติการ (ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีความแตกต่างกันมากแค่ไหน) การที่มีซอฟต์แวร์ออกมาบนวินโดวส์มาก ไมว่าจะเป็นโปรแกรมงานหรือเกม น่าจะเกิดจากการที่ตลาดวินโดวส์ใหญ่ ลองดูง่ายๆ ว่า ถ้าคุณจะเขียนโปรแกรมเกมขึ้นมาสักเกมหนึ่ง โดยคุณต้องเลือกเขียนทีละระบบปฏิบัติการ ถามว่ามีแนวโน้มจะเอาไปลงบนระบบไหนมากที่สุด แน่นอนว่าระบบที่มีโอกาสทำตลาดง่ายที่สุดก็คือระบบที่มีคนทั่วไปใช้มากที่สุด ยิ่งระบบมีคนมาก คนเข้าไปเขียนซอฟต์แวร์ก็ยิ่งมาก และซอฟต์แวร์มากก็ทำให้คนหันมาใช้ระบบมาก วนเวียนกันไป
  • ปัญหากับฮาร์ดแวร์น้อย ในกรณีนี้หากตัด Apple ที่เลือกจะทำซอฟต์แวร์มาทำงานบนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง (และวางตลาดค่อนข้างบน) ไมโครซอฟท์ก็ได้เปรียบเลือกการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์มากกว่าลินุกซ์ ซึ่งกรณีนี้ การมีคนใช้มากของไมโครซอฟท์ก็ contribute ให้กับสถานการณ์นี้เหมือนกัน ลองคิดดูว่า บริษัทฮาร์ดแวร์ที่ผลิตฮาร์ดแวร์แล้ว incompatible กับวินโดวส์จะเกิดอะไรขึ้น (ฮาร์ดแวร์ในที่นี้ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในตัวเครื่อง และบรรดา gadget ต่างๆ อย่างกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเพลง ฯลฯ) ถ้าอุปกรณ์ใช้กับวินโดวส์ไม่ได้ มีแนวโน้มที่อุปกรณ์จะผิด (มีช่วงแรกๆ ของ Vista ที่มีปัญหาเรื่องเข้ากันไม่ได้แล้วทำให้คนไม่ใช้ แต่ยาวๆ แล้วอุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องออกมา certify เรื่อง Vista compatability) แล้วกับคนใช้ลินุกซ์ล่ะ? ตัวอย่างหนึ่งที่เจอกับตัวเองคือ คอมพิวเตอร์โตชิบาของผมยังคงเปิด Bluetooth ไม่ได้ เพราะมันปิดอยู่ และต้องใช้โปรแกรมของโตชิบาเปิด ซึ่งแน่นอนว่า โตชิบาซัพพอร์ตแต่วินโดวส์
  • ความเข้ากันได้กับเอกสารของคนอื่นๆ แน่นอนว่า ในด้านเอกสารแล้ว ไฟล์ออฟฟิศของไมโครซอฟท์ ไม่ว่าจะเป็น .doc .xls .ppt นั้นเปรียบเสมือนเป็นมาตรฐานแบบ de facto อยู่แล้ว ดังนั้นคนที่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนไฟล์เหล่านี้กับคนอื่นที่ใช้ MS Office ก็โดนบังคับกลายๆ ให้ใช้ MS Office ไปด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว ในสถานการณ์ที่ทำงานเองคนเดียว คนเหล่านี้อาจไม่เลือกใช้โปรแกรมนี้ก็ได้ อย่างที่บอกไปว่า ชุดออฟฟิศของไมโครซอฟท์เรียกได้ว่าดี แต่หลายคนก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งานอะไรลึกมากมาย หรือฟังก์ชันที่ดีกว่าเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่คุ้มกับราคาที่แพงกว่าก็ได้ รุ่นน้องคนหนึ่งของผมตัดสินใจซื้อ Microsoft Office 2007 เขาบอกผมว่า เขาทนใช้ OpenOffice(.org) ไม่ได้ ทีแรกผมเข้าใจว่า อาจจะจัดงานออกมาได้ไม่ดีเท่า หรือการใช้งานไม่คุ้นชินทำให้ productivity ต่ำ แต่เขาขยายความทีหลังว่า เรื่อง interoperability มันยังไม่สมบูรณ์ (แต่ในกรณีนี้ ยังไงเขาก็คงใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ได้ OEM มาด้วย)
  • มี Internet Explorer ไว้เปิดเว็บไซต์เจ้าปัญหาต่างๆ ผมเชื่อว่า ถ้าแต่ละ OS มีส่วนแบ่งผู้ใช้ใกล้ๆ กันแล้ว ยังไงเว็บไซต์ต่างๆ ก็ต้องแคร์กันมากกว่านี้ครับ (ถึงการเขียนให้วินโดวส์อาจจะมากกว่า แต่มูลค่าตลาดที่สูงขึ้นย่อมทำให้การเขียนให้ OS อื่นคุ้มค่ามากขึ้น)

เราจะเห็นได้ว่า อันที่เลือกมายกตัวอย่างมานี้ เกิดขึ้นจากเครือข่าย พูดง่ายๆ คือ ยิ่งคนใช้เยอะ มูลค่ามันก็ยิ่งสูงตาม

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมา เป็นเรื่องของ network economics ครับ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินมาไม่นานนัก และยังไม่เคยได้ศึกษาอะไรเท่าไร แต่ก็พอจะอธิบายได้ว่า network effect ทำให้มูลค่าของสินค้ามันมากขึ้น ตัวอย่างของ network effect ก็อย่างเช่น โทรศัพท์ ถ้าทั้งโลกมีคนใช้โทรศัพท์อยู่คนเดียว มูลค่าของโทรศัพท์ก็คงต่ำเตี้ยติดดิน

ถ้ามาดูบริการออนไลน์ ซึ่งจะมีแบบ ระบบใครระบบมัน อย่าง instant messaging ผมก็เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ network effect เด็กๆ ที่เริ่มใช้ Windows Live Messenger ตอนนี้ ก็คงไม่เลือกเพราะ WLM มันดีกว่า GTalk, AIM, Yahoo! หรือ Skype แต่เลือกเพราะคนอื่นๆ ใช้ระบบของ WLM (อย่าง Skype ที่ว่าดีมาก เราก็ไม่ได้ออนกันแบบ regular basis เหมือน Windows Live) เว็บไซต์จำพวก social network ก็น่าเข้าข่ายนี้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Hi5, Twitter

ถ้าให้ลองวิเคราะห์ดูเล่นๆ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฝ่ายรอง จะมีโอกาสตีกลับขึ้นมาได้ ก็คงจำเป็นที่จะต้องทำให้เห็นว่า สินค้าหรือบริการของตัวเองนั้นดีกว่ามากๆ อย่างคนไทยหันมาใช้ Facebook มากขึ้นในช่วงหลังทั้งที่ Hi5 ครองตลาดเมืองไทยอยู่เดิม น่าจะเกิดจากการที่ Facebook มีระบบที่เสถียรกว่า มี application ดีกว่า (แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเครือข่ายด้วย เพราะ Facebook มีเครือข่ายของคนใช้ทั่วโลกสูงมาก ซึ่งคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติก็มีแนวโน้มจะใช้ Facebook ซึ่งก็ดึงคนอื่นๆ มาใช้กันมากขึ้น เรื่องของ app ก็เกี่ยวกับเครือข่ายด้วยเหมือนกัน)

ดังนั้นการที่ระบบปฏิบัติการอื่นจะมีบทบาทมากขึ้น ส่วนที่ยากที่สุดคงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องดึงให้คนหันมาใช้ ซึ่งยิ่งคนหันออกจากวินโดวส์มากขึ้น มูลค่าที่เกิดจากเครือข่ายตรงนี้ก็จะยิ่งมีน้อยลง และดึงให้คนหันออกมาได้มากขึ้นอีก ซึ่งสิ่งนี้คงไม่ใช่งานง่ายแน่นอน เพราะจะต้องพัฒนาสินค้าให้ดีจนเอาชนะทั้งผลจากเครือข่าย และผลจากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ปล. จุดที่อ้างอิงถึงหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจและอ้างมาถูกมากแค่ไหน เพราะเป็นแค่ที่เคยได้ยินและเคยอ่านสั้นๆ แล้วเอามาคิดต่อเอง ควรหลีกเลี่ยงการนำไปอ้างต่อไม่ว่าจะโดยทางการหรือไม่ก็ตาม

5 Comments

เสี่ยงตายกับ Windows 7

จั่วหัวเอนทรี่นี้แบบ “เว่อร์” เล็กน้อย

จริงๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่ลองลง Windows 7 RC ที่กำลังฮิตกันตอนนี้ เพียงแต่ว่า ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ของผมออกจะต่ำต้อยไปสักนิด (คือผมว่า ผมก็เป็น competent user เมื่อเทียบกับคนทั่วไปอย่างเช่นเพื่อนคณะผม แต่ก็เป็นในระดับที่ ใช้เครื่องมือต่างๆ เป็น ไม่ใข่มาแก้ปัญหาหรือลองปรับนู่นปรับนี่เองแต่อย่างใด)

เรื่องทุกอย่างมันคงง่ายมาก ถ้าเกิดผมสามารถหา Complete Idiot’s Guide to Installing Windows 7 RC on the existing Windows XP partition while retaining Linux partition

ก็คือ ทุกวันนี้ผม dual boot Windows XP กับ Linux Mint โดยใช้อันหลังเป็นหลัก อันแรกมีไว้เผื่อจำเป็น (incl. การเล่นปังย่า) ซึ่งผมต้องการเอา Windows 7 ไปแทน XP (เวอร์ชั่นบิท ที่ลงแล้วสร้างปัญหาสุดๆ) โดยที่ยังเก็บ Mint เอาไว้ไม่ให้เสียหาย

ฟังดูไม่ยาก มันก็ไม่ยากจริงๆ นั่นแหละ แค่น่าเสียวไส้นิดหน่อย อีตรงที่ ผมไม่ได้ backup ข้อมูลอะไรในเครื่องเลย ซึ่งใน partition ที่ใช้เป็นหลัก (ลง Linux Mint ไว้) มีทั้งงาน ทั้งรูป ที่ไม่ได้เก็บไว้ที่อื่น ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เหอะๆ

รูปเที่ยวสงกรานต์ (ที่นับว่า ดูได้เรื่องได้ราวที่สุดตั้งแต่ถ่ายมา) ก็คงจะหายไปหมด พร้อมกับอื่นๆ อีกมากมาย ตอนเลือก partition ที่จะ install นี่ รู้สึกเลยว่า ถ้ากูกดผิดอันนะ….

แต่ขั้นตอนการ install ก็ผ่านมาได้

ต่อไปที่จะต้องทำคือ กู้ bootloader ให้สามารถกลับมาเปิดลินุกซ์ได้เหมือนเดิม อาศัยหน้าของ Ubuntu มา (เพราะ Mint แปลงมาจาก Ubuntu อะไรๆ ก็เหมือนๆ กัน)

ตอนแรก เลือกวิธี โหลด Super Grub Disk มาใช้ ปรากฏว่า มัน fail ว่ะ

ทำไงดีๆ (ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า ของเดิมเสียหายหรือเปล่า เพราะยังเปิดไม่ได้) ก็เลยเลือกวิธี official ก็คือ เอาแผ่น Mint 6 (ซึ่งก็คือ Ubuntu 8.10) มา run แบบ LiveCD และทำตามขั้นตอนที่จดมาจากหน้าของ Ubuntu

เยส!

ก็ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่กับคนที่เคยโง่เรื่อง technical ของคอมพิวเตอร์มากๆ ก็รู้สึกประสบความสำเร็จดี (จริงๆ ตอนนี้ก็ยังโง่อยู่ แต่ฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว)

และในที่สุด ในเครื่องก็ไม่มีวินโดวส์เถื่อน เย่! (RC ใช้ได้ถึงปีหน้า)

(อันต่อไปที่ยังทำไม่สำเร็จคือ เปิด Bluetooth ในลินุกซ์

คือไอ้เครื่อง Toshiba เนี่ย มันบ้าจริงๆ ตัว OS ก็หาอุปกรณ์ Bluetooth เจอนะ แต่ว่า เครื่องมันปิดเป็น default แล้วต้องมีอะไรสักอย่างไปเปิด ซึ่งอะไรสักอย่างอันเนี้ย ผู้ผลิตทำออกมาแต่ในวินโดวส์ ลองวิธีที่บอกๆ แล้วก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องสู้ต่อไป เผื่อจะมีโอกาสใช้เน็ตมือถือกับเค้าสักวัน)

3 Comments