Skip to content →

Tag: book

The Fault in Our Stars (novel)

The Fault in Our Stars

The first John Green book I read was probably a less celebrated one: An Abundance of Katherines. That was last year, when I was looking for something light to read, and I like the premise about a geniusprodigy. (I’m quite fond of extremely intelligent characters, like Artemis Fowl and Lisbeth Salander.) It was ok, a bit fun, a bit annoying, but it does not fully demonstrate what John Green can do.

Then last month, I felt the need to be ignorant for a while, so I chose to bury myself into some books and avoid Twitter. That’s when I got to read two other books of Green – Looking for Alaska and The Fault in Our Stars.

Spoiler alert. (maybe)

One Comment

เด็กชายที่ยืนข้างกำแพง

ผมได้อ่าน The Perks of Being a Wallflower ของสตีเฟน ชบอสกี ครั้งแรกก็เมื่อต้นปี 2007 ซึ่งนับตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจหนังสือเล่มนี้

ในเรื่องความประทับใจนี่ ผมเองก็คงเอาเป็นมาตรฐานสำหรับคนอื่นไม่ได้มากนัก เพราะถึงจะโตมาแบบที่พอจะเรียกได้ว่า อ่านหนังสือพอสมควร (อย่างน้อยก็เทียบกับวัฒนธรรมประเทศนี้) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้อ่านอะไรคลาสสิกๆ กับเขาเท่าไหร่ (เพื่อนที่เรียนด้านงานเขียนวรรณกรรมอะไรพวกนี้ บอกว่า เรื่องนี้เฉยๆ แต่อย่างน้อยในกลุ่มวัฒนธรรมป็อปสมัยใหม่ Perks นี่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควร)

ตอนที่ได้รับรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ยิ่งได้รับรู้ว่า ผู้เขียนนั้น มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง ก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ อยากรู้ว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น จะแปลงตัวหนังสือมาเป็นภาพให้คนเห็นแบบไหน และตัวนิยายมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นจดหมาย จะทำออกมาเป็นภาพยนตร์แบบไหนกัน ยิ่งพอรู้ว่าเอมมา วัตสันจะมาแสดงเป็นแซม ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะก็เป็นนักแสดงที่ชื่นชอบอยู่แล้ว

One Comment

หนังสือขายดี

วันก่อน ขณะกำลังคิดว่าจะหาหนังสืออ่านเล่นอะไรมาสำหรับช่วงนี้ดี เพราะช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ซื้อหนังสืออ่านเล่นสบายๆ เท่าไหร่ และหนังสือก็ติดค้างอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมอยู่ (น้ำคงท่วมไม่ถึงหนังสือ แต่มันไม่คุ้มที่จะเข้าไปเอา) ก็ได้คำถามเล่นๆ ขึ้นมาในหัวว่า เวลาหนังสือต่างๆ โฆษณาว่าเป็น “หนังสือขายดี” นั้น มันบอกอะไรกับเราที่กำลังพิจารณาเลือกหนังสือบ้าง?

2 Comments

To Read…

เมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน (วันที่ 2 ธันวาคม 2008) ผมเขียนลิสต์หนังสือที่อยากอ่านตอนนั้นไว้ใน Facebook (ในขณะที่กำลังจะสอบไฟนอล)

ตอนนี้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และก็มีหนังสืออยากจะลิสต์เอาไว้ (จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจด้วยว่า ครบหนึ่งปี แค่อยากทำเลยลองไปค้นของเก่ามาดู)

อันนี้คือลิสต์ของปีที่แล้ว

To Read…

  • Nineteen Eighty-Four (George Orwell)*
  • Fahrenheit 451 (Ray Bradbury)*
  • His Dark Materials triology (Philip Pullman)
  • Twilight Saga (Stephenie Meyer)

จากของปีที่แล้ว ผมได้อ่าน Nineteen Eighty-Four กับ Fahrenheit 451 ไปแล้ว ส่วน Twilight Saga ได้อ่านไปหนึ่งเล่มคือ Twilight และก็หยุดอยู่แค่นั้น (ส่วน His Dark Materials ไม่ได้อ่านเลย)

เอาของปีนี้บ้าง

  • ดีไซน์ + คัลเจอร์ (ประชา สุวีระนนท์) เล่มนี้เป็นหนังสือที่ออกมานานแล้ว เห็นมาก็นานแล้ว แต่ไม่ได้สนใจจะอ่าน จนกระทั่งช่วงที่ผ่านมาที่หันมาสนใจเรื่องดีไซน์มากขึ้น เลยอยากอ่าน (รู้สึกจะมีเล่มสองแล้วด้วย)
  • More Sex Is Safer Sex (Steven E. Landsburg) อันนี้เป็นหนังสือแนว pop economics อีกเล่มหนึ่ง จริงๆ ได้มาตั้งแต่วันเกิดแล้ว แต่ยังอ่านไม่จบเลย (กะว่าไปลาวเที่ยวนี้จะเอาไปอ่าน)
  • Undercover Economist กับ The Logic of Life (Tim Harford) สองเล่มนี้ก็เป็น pop economics เหมือนกัน น่าจะเป็น must read อันดับต้นๆ ในสาย pop econ ตอนนี้แล้ว
  • เล่มที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ใช่เล่มที่นึกถึงตอนจะเขียนเรื่องนี้เลย แต่ตอนนี้นึกไม่ออกแล้วว่า มันคือเล่มไหน (อ่าว)
One Comment

The Economics Naturalist

ผมไม่แน่ใจว่ามันมีมานานแล้วแต่ผมไม่เคยรู้ หรือว่ามันเพิ่มขึ้นจริงๆ แต่ผมรู้สึกว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา pop economics เป็นธีมที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมทีเดียว ซึ่งหนึ่งในหัวหอกก็อาจจะเป็นหนังสือ Freakonomics ที่ติดอันดับหนังสือขายดี ช่วงนี้ก็เลยรู้สึกว่าหนังสือเศรษฐศาสตร์แนวป็อปจะวางอยู่เต็มไปหมด

(เพิ่งรู้ว่า Freakonomics จะทำเป็นภาพยนตร์ด้วย จะทำยังไงฟะ?)

ผมเองก็เพิ่งอ่านจบไปอีกเล่มหนึ่งไม่นานครับ เป็นเรื่อง The Economics Naturalist: Why Economics Explains Almost Everything ของ Robert H Frank (คนเดียวกับที่เขียน Microeconomics and Behavior ที่เด็กบีอีก็ใช้กัน)

สำหรับคนที่เคยอ่าน Freakonomics แล้ว The Economics Naturalist จะแตกต่างออกไปอยู่บ้าง ในแต่ละบทของเล่มนี้ จะมีเหมือนธีมอันหนึ่ง แล้วยกตัวอย่างเป็นหลายๆ กรณีที่แตกต่างกัน ในขณะที่ Freakonomics แต่ละบทจะเหมือนเป็นคำถาม แล้วนำเสนอคำอธิบายที่ละเอียดและมีหลักฐานรองรับพอสมควร

โดยแรกเริ่มที่อ่าน Naturalist ผมรู้สึกว่ามันไม่สนุกมากเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งก็คือ มันเริ่มไม่มี wow effect เหมือนสมัยอยู่ม.ปลายแล้วเพิ่งเริ่มเรียนรู้เศรษฐศาสตร์อีกต่อไปแล้ว เวลาที่อ่าน Naturalist บทแรกๆ ก็จะรู้สึก “อ้อ” “อืม” แต่ไม่มี “ว้าว” “เออว่ะ” “จริงด้วย” แบบเมื่อก่อนเท่าไรแล้ว นั่นคือ ค่อนข้างเคยชินกับวิธีการอธิบายด้วยเศรษฐศาสตร์ จนไม่รู้สึกว่า มีอะไรใหม่ เพราะเอาจริงๆ แล้ว คนเราคงไม่ได้ตื่นเต้นเพราะได้รู้ว่าทำไมนมถึงเป็นกล่องแล้วน้ำอัดลมถึงเป็นกระป๋อง แต่ตื่นเต้นว่า “เฮ้ย มันอธิบายแบบนี้นี่เอง” มากกว่า

แต่สิ่งเหล่านี้่เปลี่ยนไปบ้างในบทถัดๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง price differentiation และเรื่อง tragedy of the common จริงๆ แล้วเรื่องหลังนั้นก็เป็นเรื่องที่ก็พอจะรู้จักพอสมควร แต่ในหลายๆ กรณีก็ไม่เคยรู้สึกว่า นี่มันเป็น tragedy of the common อย่างเช่นเรื่องผู้หญิงใส่ส้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอธิบายว่าสิ่งต่างๆ ว่าความสำคัญมันอยู่ในรูปสัมพัทธ์ ไม่ใช่สัมบูรณ์ ซึ่งเข้ามาขัดแย้งความคิดที่ว่า หลายเรื่องไม่สมควรถูก regulate ซึ่งอาจจะมาเขียนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าถามว่า The Economics Naturalist น่าอ่านมั้ย เทียบกับ Freakonomics แล้วเป็นยังไง ผมคิดว่า Naturalist ค่อนข้างจะวางเนื้อหาให้เข้าใจแนวคิดของเศรษฐศาสตร์หลายอย่าง ต่างจากหนังสืออย่าง Freakonomics ที่ไม่ได้วางเหมือนเป็นหลักสูตร แต่จะเน้นไปที่หาประเด็นที่ท้าทายและอาจจะเรียกได้ว่า controversial กว่า และมีการวิจัยหรือสำรวจเพื่ออธิบายแบบ empirical ในขณะที่ตัวอย่างจำนวนมากของ Naturalist จะออก trivial แต่เหมาะมากกับคนที่ไม่มีพื้นเศรษฐศาสตร์เลย Freakonomics จะได้หลายประเด็นที่น่าเอาไปคิดจริงจัง ในขณะที่ Naturalist จะแนวคิดเศรษฐศาสตร์หลายอย่างที่สามารถเอาไปมองในชีวิตประจำวัน

2 Comments