Skip to content →

chayanin.in.th Posts

ฝรั่งเศส vs. อิตาลี

เข้ากระแสยูโรฟีเวอร์มากๆ ครับ สำหรับเอนทรี่นี้ เมื่อคู่ชิงฟุตบอลโลกเมื่อสองปีก่อน อย่างฝรั่งเศสกับอิตาลี จะต้องมาแย่งกันเข้ารอบในสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลยูฟายูโร 2008 แถมยังจะมีตาอยู่อย่างโรมาเนียจะคาบไปกินเสียอีก แต่จริงๆ ผมไม่ได้จะเขียนถึงฟุตบอลหรอกครับ (เช่นเดียวกับข้อความในเมสเซนเจอร์ของผม ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอลอย่างที่หลายๆ คน เข้าใจ)

เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนนี้มีเทศกาลวัฒนธรรมสองเทศกาลในกรุงเทพ ที่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน คือเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส จัดโดยสถานทูตฝรั่งเศสร่วมกับสมาคมฝรั่งเศส กับอีกเทศกาลหนึ่งคือ เทศกาลอิตาลี จัดโดยสถานทูตอิตาลีร่วมกับคณะกรรมการการค้าอิตาลีครับ

จุดสนใจสำคัญหนึ่ง ก็คือทั้งสองงานนี้ ก็จะมีงานย่อย เป็นเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส กับเทศกาลภาพยนตร์อิตาลี งานแรกฉายที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ เซนทรัลเวิลด์พลาซา ส่วนอันหลัง ฉายที่โรงภาพยนตร์สกาลาและลิโด ที่สยามสแควร์ ดังนั้นที่ว่าปะทะกัน ผมก็หมายถึงว่า ไม่รู้จะเลือกไปดูอะไรดี ภายใต้ทรัพยากรเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด (ถึงเวลาคงรู้ครับ ว่าผมจะหมดเงินดูหนังไปสักเท่าไร)

จะว่าไปแล้ว สองชาตินี้ ถึงจะเป็นสองชาติที่ดูจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความคล้ายกันอยู่หลายอย่าง หลายเรื่องทำให้สองชาตินี้แข่งๆ กันอยู่ในที ลองคิดๆ ดูแล้ว มีอะไรหลายๆ อย่างมาก

  • สองชาตินี้ ได้ชื่อในเรื่องความโรแมนติก (แต่ก็แบบดิบๆ)
  • เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง
  • เชื่อมั่นในอาหารของตัวเองว่า เป็นอาหารชั้นดี (รวมถึงไวน์ด้วย)
  • ชาตินิยมอยู่ในที พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และก็ภูมิใจกับภาษาของตัวเอง
  • ทีมฟุตบอลมีชื่อเสียง
  • และทีมใดทีมหนึ่งก็กำลังจะต้องตกรอบ

อันนี้ก็เป็นอะไรพื้นๆ ที่นึกออกครับ จริงๆ มันก็แปลก ที่สองชาตินี้จะมีอะไรคล้ายกัน เพราะก็เป็นชาติใกล้กัน มีรากฐานใกล้เคียงกัน แต่ก็มีอะไรมากกว่าชาติใกล้เคียงกันอื่นๆ จนทำให้สองชาติดูจะเป็นคู่กัดแข่งๆ กันอยู่ (อาหาร ไวน์ และฟุตบอล แค่นี้ก็มากพอแล้วครับ) จากที่เคยมีเพื่อนเป็นคนอิตาลี ก็พบว่ามันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แบบเกลียดกันเป็นศัตรู แต่ก็ชิงดีชิงเด่นในเรื่องเดียวกัน

ตอนนี้ ก็ตั้งใจว่าจะไปดูหนังฝรั่งเศสแน่นอนครับ เพราะมีเรื่องที่สนใจแน่นอน ส่วนของอิตาลี ผมหาข้อมูลไม่ค่อยได้ ไม่รู้จะไปดูเรื่องไหนดี แต่ก็อยากไปลองดูสักเรื่องสองเรื่องเหมือนกัน

หรือจะทำแบบพี่เมย์ดีครับ รอดูผลฟุตบอล ชาติไหนชนะ ก็เอาของชาตินั้น (ไม่ทันมั้งนาย)

ทิ้งท้าย

  1. จะอาบน้ำยังไง ไม่ให้นิ้วโป้งมือขวา นิ้งกลางมือซ้าย และส้นเท้าขวาโดนน้ำครับ?
  2. ผมได้แลปทอปแล้วครับ จากงานคอมมาร์ตเอกซ์เจน ลังเลนานพอสมควร ระหว่าง เบนคิว เลโนโว เดลล์ และฟุจิตสีซีเมนส์ (ดูไม่น่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่ด้วยดีลตอนนั้นก็พอจะเอามาคิดรวมกันได้จริง) สุดท้ายเดินไปบูทโตชิบา แล้วก็ซื้อเลย (แล้วคิดตั้งนานเพื่อ?)
  3. เป็นความรู้ใหม่สำหรับผมครับ ว่าในงานแบบนี้ บูทแต่ละยี่ห้อ จะมีหลายร้านมาออก และอาจให้ราคาไม่เท่ากันได้ ต้องเดินดูรอบๆ ถามหลายๆ โต๊ะ (ปกติไม่ค่อยได้ซื้ออะไรพวกนี้ครับ เลยไม่ทราบ)
7 Comments

วิญญาณลูกบาศก์

ผมเพิ่งกลับมาจากกำแพงแสน นครปฐมครับ ช่วงนี้ผมยังไม่เปิดเทอม ก็เลยไปทำงาน Cubic Pneuma ของคิวบิกครีเอทีฟ เป็นงานที่เข้าไปทำกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะของการจัดอบรมครับ ก็นับว่าเป็นงานลักษณะนี้ครั้งแรกของผม

จริงๆ ก็ไม่ได้มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับงานนี้นักหรอกครับ แต่ก็เพิ่มอีเอกซ์พีมาอีกสักหน่อย น่าจะอัพสกิลได้ในเร็ววัน (อ๊ะ ไม่เกี่ยวครับ)

ยังไงก็ขอบคุณพี่ณัชสำหรับงานนี้อีกครับ (ตกลงพี่ณัชเป็นน้องอาจารย์ยืนใช่ไหมครับ?)

ตอนนี้เริ่มอยากเปิดเทอมแล้วครับ รู้สึกชีวิตยังว่างๆ ยังไม่รู้ว่าชีวิตมหา’ลัยมันเป็นยังไง (เชื่อว่า เดี๋ยวพอเปิดจริงๆ ก็คงจะอยากปิดในเร็ววัน ว่ากันว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า นี่ล่ะมั้ง)

รู้สึกว่าเอนทรี่นี้สิ้นคิดมากครับ ไม่มีจุดมุ่งหมายเท่าไหร่ เอาไว้ keep record ของตัวเองละกัึนครับ

จบครับ

5 Comments

เครดิตผลงานกับลิขสิทธิ์ สองเรื่องที่เกี่ยวกัน?

ในสังคมปัจจุบัน (จริงๆ มันก็อาจจะมีมาตั้งแต่ยุคไหนๆ แต่เนื่องจากความทรงจำของผม ไม่อาจจะย้อนไปได้ ก็ขอแค่ยุคปัจจุบันแล้วกัน) มีวัฒนธรรมหรือมารยาทอยู่อย่างหนึ่ง คือการให้เครดิตเจ้าของผลงาน เมื่อนำผลงานไปใช้ต่อ ทั้งในสังคมภายนอก และสังคมออนไลน์ (ในสังคมออนไลน์จะมีปัญหาเด่นชัดกว่าเล็กน้อย) แต่สิ่งที่หลายๆ คน อาจจะยังไม่ทราบคือ การให้เครดิตของงานนั้น ไม่ได้ «justify» การเอาผลงานไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้ขออนุญาตแต่อย่างใด

(ที่ผมจะเขียนต่อไป หลักๆ จะเป็นพูดถึงการนำงานเขียนไปใช้ เนื้อหาอาจจะครอบคลุมใช้ได้กับผลงานอื่น เช่น ภาพนิ่ง วิดีโอ เสียง แต่โดยหลักๆ จะครอบคลุมถึงงานเขียนครับ)

ตามความเข้าใจของผม ส่วนของการอ้างเครดิตนั้น เป็นความจำเป็นทางด้านวิชาการ ในแง่ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การค้นคว้าต่อ และให้เกียรติแก่ผู้สร้าง ในแง่การคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างนั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักและเป็นผลจากการให้เครดิตเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ของผู้สร้างผลงานซึ่งนำออกเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีในเชิงพานิชย์อย่างจริงจัง จึงเหลือเพียงเกียรติหรือชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ ทำให้การให้เครดิตจึงเป็นทางออกที่ค่อนข้างประนีประนอม เพราะผู้สร้างยังคงได้รับเกียรติหรือชื่อเสียงส่วนนี้อยู่

ซึ่งนั่น อาจทำให้หลงลืมด้านผลประโยชน์เชิงพานิชย์ไปได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือ การเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์บนอินเตอร์เน็ต ไม่ได้แปลว่าผู้สร้างจะสละสิทธิ์ของตัวเองในงานนั้น ปล่อยให้งานกลายเป็น «public domain» นะครับ (เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถอัดหนังหรือเพลงที่ออกอากาศทางโทรทัศน์หรือวิทยุไปขายได้นั่นแหละครับ)

ถึงจุดนี้ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยแล้ว มีคำถามครับ

  1. การเอาหนังสือที่วางขายทั่วไป ไปถ่ายเอกสารขาย ผิดไหม?
  2. การขโมยจักรยาน ขโมยรถยนต์ ที่จอดอยู่ข้างถนน ผิดไหม?

หลายๆ คน ก็อาจจะสงสัยว่า “แล้วจะเอาอะไรกันนักหนา เราก็เอาไปให้คนอื่นอ่านเพิ่มเฉยๆ ไม่ได้เอาไปขายอะไรเสียหน่อย เครดิตก็ให้แล้ว น่าจะดีใจเสียอีกที่งานได้รับการเผยแพร่มากขึ้น” คำตอบง่ายๆ คือ “อย่าไปคิดแทนคนอื่น” จริงๆ แล้ว คุณเองก็ได้รับผลประโยชน์จากการนำผลงานของเขาไปใช้เหมือนกัน (ถ้าไม่ได้ คุณจะทำไปทำไมครับ อย่างน้อยมันก็ทำให้บลอกหรือเวบบอร์ดของคุณมีเนื้อหามากขึ้น) สมมติว่าผู้สร้างสรรค์ผลงาน เผยแพร่ผลงานของเขาในเวบไซต์ของตัวเอง แล้วมีการขายโฆษณา การที่คุณเอาผลงานของเขาไปเผยแพร่ที่อื่น แทนที่คนอ่านจะเข้าไปที่หน้าของเขา ก็อาจจะเข้าไปที่หน้าของคุณเอง เรตติงที่ลดลงก็อาจทำให้มูลค่าการโฆษณาลดลงได้ นอกจากนี้ เขาอาจจะนำงานของเขาไปขายในภายหลัง การที่มีผลงานเผยแพร่ในวงกว้างไปแล้ว มันก็ทำให้มูลค่าของมันลดลงได้ อันนี้คือตัวอย่าง ที่บางคนอาจจะ “คิดแทน” ไม่ถึง

ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะเห็นว่า หลายครั้งเวลามีประเด็นปัญหาของการคัดลอกผลงาน คนส่วนใหญ่มักจะมองเรื่องเครดิตเป็นหลัก (ยกเว้นงานที่มีผลประโยชน์เชิงพานิชย์จริงๆ เช่น เอางานเขียนไปส่งสำนักพิมพ์ขาย จึงมักจะหันมาพูดเรื่องลิขสิทธิ์) ทั้งที่จริงแล้ว ในหลายกรณี มันไม่สมควรตั้งแต่การคัดลอกมาทั้งบทความโดยไม่ขออนุญาตผู้สร้างสรรค์แล้ว และที่ผมเขียน ไม่ได้แปลว่าผมไม่เคยทำอะไรลักษณะนี้เลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ หลังจากได้ศึกษา ทั้งในทางปรัชญาและกฎหมายมากขึ้น ก็ทำให้ผมระมัดระวังมากขึ้น ก็เลยเอามาเขียนถึง เพื่อที่ว่าบางคน ที่อาจจะยังไม่รู้ ก็จะได้รู้และระวังกันมากขึ้นเช่นเดียวกัน สำหรับข้อมูลส่วนไหนที่อาจจะผิดพลาด หรือมีข้อโต้แย้ง บอกกล่าวกันได้เลยครับ

เกร็ดความรู้

  1. บางสิ่งบางอย่าง ไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย เช่น ข่าว ข้อเท็จจริง กฎหมาย ที่สำคัญคือ ลิขสิทธิ์ไม่ครอบคลุมถึงความคิด กระบวนการ หลักการ
  2. ลิขสิทธิ์ (copyright) ไม่เหมือนกับสิทธิบัตร (patent) และเครื่องหมายการค้า (trademark) ลิขสิทธิ์มีความคุ้มครองตามกฎหมายทันทีที่ผลงานถูกสร้างสรรค์ขึ้น นั่นคือตั้งแต่คุณเขียนงาน กดชัตเตอร์ วาดภาพ แต่งเพลง ผลงานของคุณได้รับความคุ้มครองทันที และตามกฎหมายในปัจจุบัน (ซึ่งเข้าใจว่ามีที่มาจากข้อตกลงระหว่างประเทศ) คุณไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายลิขสิทธิ์ หรือเขียนคำสงวนลิขสิทธิ์ไว้ จึงจะได้รับความคุ้มครอง (ต่างจากในอดีต)
  3. ปัจจุบัน มีรูปแบบสัญญาอนุญาตแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ครีเอทิฟคอมมอนส์ (ดูตัวอย่างจากในบลอกของพี่ณัช) ซึ่งคุณสามารถอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อ โดยมีเงื่อนไข เช่น จะต้องบอกว่าเป็นงานของคุณ ห้ามเอาไปใช้ในทางการค้า ห้ามดัดแปลง หรือจะต้องให้งานดัดแปลงมีไลเซนส์แบบเดียวกัน เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม

  1. Copyright, create or destruct? #1 (Cubic Blog) โดยพี่ณัข อธิบายเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ขั้นพื้นฐานแบบง่ายๆ
  2. คุณรู้มั้ย ทำไมถึงควรให้เครดิต?? โดยคุณ k9 ครับ ผมไม่รู้จัก แต่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ทำไมถึงต้องให้เครดิต
2 Comments

Babel

ผมเป็นคนไม่ชอบดูหนังพากย์ทับ (dubbed) ครับ

จริงๆ แล้ว ก็คงเป็นความนิยมของหลายๆ คนเหมือนกัน ที่ไม่นิยมการ dub ภาพยนตร์ ไม่ว่าจะฟังภาษาดั้งเดิมมันออกหรือไม่ก็ตาม สำหรับผม ขอคำบรรยายดีๆ ในภาษาที่อ่านออก (ภาษาที่ผมมีความรู้พอจะอ่านแล้วเข้าใจหนังได้ ก็คงจะมีแต่ไทยกับอังกฤษ)

สาเหตุที่ชอบดูหนังในภาษาต้นฉบับ คิดว่าคงไม่ต้องอธิบาย เพราะถ้าให้ผมอธิบาย ก็คงอธิบายไม่ถูก แต่เชื่อว่าคนอ่านส่วนใหญ่ก็คงจะแชร์ความรู้สึกเดียวกัน ผมเคยต้องพบกับความทรมาน จากการที่ต้องดูหนังที่อยากดูมาก โดยต้องเลือกระหว่าง ฟังเสียงต้นฉบับที่ไม่รู้เรื่อง (เยอรมัน) กับฟังเสียงภาษาไทยที่น่าเสียอารมณ์อย่างมาก

ครั้งนั้นผมเลือกฟังภาษาไทย เพราะผมเคยดูหนังเรื่องนั้นแบบผ่านๆ โดยไม่รู้เรื่องมาแล้ว (ก่อนหน้าครั้งนั้น ผมก็ได้ดีวีดีนี้มา โดยที่ซับไทเทิลมีแต่ภาษาที่ผมไม่รู้เรื่อง) ก็เลยยอมตัดใจ ขอดูให้ีรู้เรื่องสักที

ดีใจที่ได้ดูครับ และหงุดหงิดอย่างเกินคำบรรยาย (ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ Sophie Scholl — The Final Days ครับ เคยเขียนถึงมาแล้ว ชื่อต้นฉบับคือ Sophie Scholl — Die letzten Tage) อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้ดีวีดีของไทยมาเป็นเจ้าของแล้ว คงจะสามารถฟังเสียงภาษาเยอรมันไปพร้อมกับอ่านคำบรรยายไทยหรืออังกฤษได้ (แต่ยังคงไม่ได้ทำ เพราะยังไม่มีอารมณ์ที่จะดูครับ หนังเรื่องนี้ออกจะเครียดสักหน่อย)

ล่าสุด ผมยืมดีวีดีมา เรื่อง The Day I Became A Woman เป็นภาพยนตร์จากอิหร่านที่ได้รับการยกย่องพอสมควร ดูไปจนจบครับ แล้วทิ้งให้มันรันไว้ ออกไปข้างนอก

กลับมาอีกที มันวนขึ้นรอบใหม่ คราวนี้ขึ้นแบบพากย์ภาษาไทย

รีบปิดอย่างรวดเร็ว!

มันน่ารำคาญ กับเสียงพากย์ของคนซ้ำๆ ที่พากย์กันแทบทุกเรื่องนะครับ พอฟังเสียงพากย์ทับแล้ว ทุกเรื่องมันเหมือนกันไปหมดจริงๆ แล้วอารมณ์ของคำพูด มันต่างออกไปเลย กับรอบแรกที่ดูในภาษาเปอร์เซีย

ถ้าย้อนประวัติตัวเองดู ผมเคยชินกับการอ่านซับไทเทิลภาษาไทยมาตั้งแต่เด็ก เลยไม่ทำให้รู้สึกว่า การอ่านคำบรรยายทุกๆ ประโยค เป็นเรื่องน่ารำคาญอย่างที่บางคนคิด พอมาถึงยุคดีวีดี ผมก็ชินกับการอ่านซับไทเทิลภาษาอังกฤษไปเลย (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะซื้อดีวีดีเถื่อนด้วยครับ แหะๆ ก็เป็นที่รู้กันว่า คำบรรยายไทยในดีวีดีเถื่อน บางครั้งก็ช่าง…)

ถ้าจะลองเปรียบเทียบดู บางทีการพากย์ทับในรูปแบบเดิมๆ (คนพากย์เมืองไทยน่ะ ซ้ำไปซ้ำมาจริงๆ ครับ) ก็เหมือนกับเอาซอสมะเขือเทศใส่ไปในอาหารทุกอย่าง แล้วมันก็กลบรสของอาหารนั้นๆ ไปทั้งหมดกระมังครับ

ใช่ครับ ผมชอบเฟรนช์ฟรายส์ไม่ใส่ซอสมะเขือเทศ (อ๊ะ ไม่เกี่ยว)

หมายเหตุ: ผมเขียนบลอกมาจบมาหลายสัปดาห์แล้วครับ ไม่รู้ทำไม ถ้าคุณได้อ่านเอนทรีนี้ แปลว่า ผมทำมันสำเร็จจนได้ครับ

5 Comments

สงกรานต์

ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเต็มไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราก็ยังเห็นภาพข่าวแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการจราจรบนเส้นทางหลักๆ นอกเมืองหลวง ที่หนาแน่นแบบ… (สามารถเลือกเติมคำในช่องว่างได้ตามใจชอบ) ข่าวอุบัติเหตุที่มีคนตายรวมกันในช่วงไม่กี่วันมากกว่าเกิดสงครามกลางเมือง (เหตุนองเลือดอย่าง 6 ตุลาคม 2519 เขายังว่าตายแค่คนเดียว แต่สงกรานต์วันเดียวตายกันหลายสิบคน) หลังๆ หน่วยงานรัฐก็ชอบรณรงค์ “สงกรานต์ในอุดมคติ” ไม่ว่าจะเรื่องการละเล่น เรื่องการแต่งกาย และอีกหลายอย่าง (แหม อากาศร้อนๆขนาดนี้ คงไม่มีใครอยากใส่คลุมแขนคลุมขากันมิดชิดหรอกครับ)

กับบางคน เทศกาลสงกรานต์กลายเป็นเทศกาลแห่งการละเมิดสิทธิประจำปี แหม ก็หยวนๆ กันหน่อยจะเป็นอะไรไป คนไทยก็หยวนๆ กันทั้งปีทั้งชาติอยู่แล้ว แค่เอารถกระบะออกไปสาดน้ำ เจอคนข้างทา่งก็หยุดจอดกลางถนนเสียหน่อย จะเป็นไรไป จะรีบร้อนไปไหน นี่งานเทศกาล รถผ่านไปผ่านมาก็รับแป้งไปหน่อย แค่จบงานก็ล้างรถกัน ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหรอกหน่า อย่าคิดมากกันไปเลย จริงไหมๆ
(ยังไม่นับเรื่องที่คนเขียนถึงกันมากมาย อย่าง “ลับ ล้วง พราง” ด้วย “มือที่มองไม่เห็น” ในโพสต์ทูเดย์)

ยืนยันได้ว่า ข้อความข้างบน ประชดประชันหรือเสียดสีอะไรทั้งสิ้น จริงๆ นะ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องธรรมชาติมั่กๆ ก็คนไทยเป็นคนที่รู้จักเรื่องสิทธิเป็นอย่างดีนี่ครับ

เขียนเล่นๆ อย่าคิดมาก หาอะไรมาทดลอง publish ดู ถ้าให้ serious จริงจังกว่านี้ (ลองเลียนแบบ blog พี่ณัช) ก็คงบอกว่า แทนที่จะมัวไปห่วงสาวๆ นุ่งน้อยห่มน้อยในหน้าร้อน น่าจะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า อย่างเช่น การเคารพสิทธิผู้อื่น เพราะมันครอบคลุมถึงทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเมาไม่ขับที่เป็นปัญหา (ทุกคนมีสิทธิที่จะขับรถบนถนนที่ปลอดภัย) จนไปถึงคนที่ไม่ต้องการจะเล่นสงกรานต์ (คงไม่ต้องถึงขนาดว่า เรียกร้องสิทธิที่จะเดินตัวแห้งบนถนนข้าวสาร เอาแค่บนทางสัญจรธรรมดา ผู้คนก็น่าจะมีสิทธิสัญจรได้ตามปกติ ไม่ใช่นึกจะมาปิดถนนก็ทำได้ กฎหมายไม่มีเว้นวันหยุดราชการเสียหน่อย) ถ้าพูดแบบ Baba ในภาพยนตร์ The Kite Runner (ไม่ได้อ่านฉบับหนังสือ แต่ก็เดาว่าน่าจะมีคำพูดแบบเดียวกัน) ก็ต้องบอกว่า บาปมีอยู่อย่างเดียวคือขโมย ไม่ว่าจะเป็นการขโมยสิทธิในการรับรู้ความจริง (โกหก) หรือสิทธิที่ที่จะมีพ่อ (ฆาตกรรม) อ๊ะเริ่มไม่เกี่ยว สุขสันต์วันเทศกาลปีใหม่ของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับผม

One Comment

ทดลอง (ครั้งแล้ว ครั้งเล่า)

มกำลังลองทำ weblog นอก windows live space อีกครั้ง ตั้งใจว่า ถ้าสะดวกกว่า ได้ผลดีกว่า ก็อาจจะเขียน blog ที่นี่ (หรือที่อื่น) แทนที่ space แล้วก็ตั้งใจว่า จะลองปรับสไตล์การเขียนของตัวเองดูด้วย

สาเหตุหนึ่ง ที่ลองคิดกับตัวเอง (และคนอื่นบางคน) คือ ผมไม่แน่ใจว่า อยากจะให้ที่เก็บสิ่งที่ผมเขียน นั้นเชื่อมโยงกับ wl messenger ด้วยเหตุว่า ทุกการเปลี่ยนแปลง จะปรากฏสู่ทุกคนใน contact list และทุกคนที่ผมเพิ่งรู้จัก ก็จะสามารถอ่านได้ทันทีโดยใช้ความพยายามน้อยมาก

ในขณะเดียวกัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเป็นความลับอะไร (ก็คือ ไม่ได้อยากจะใช้ระบบ อ่านได้เฉพาะบางคน) แค่ว่า รู้สึกว่าการเข้าถึงได้จาก messenger (ซึ่งผมให้ระดับ privacy ต่ำสุด) มันง่ายและไม่ใช้ความพยายามอะไร แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะกับคนบางคน ก็เป็นคนที่ ได้เข้ามาอ่านและ ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นได้ (อ่านแล้วงงดีไหมครับ?)

เอาเป็นว่า นี่จะยังอยู่ในระยะทดลอง ทั้งเรื่อง feature ต่างๆ และก็การเข้าถึงของคนอื่นๆ ด้วยครับ

2 Comments