Skip to content →

chayanin.in.th Posts

ความคิด

คนที่ติดตามอ่านบลอกของผมมานานๆ อย่างเช่นพี่ก้อน ก็คงจะรู้สึกได้ถึงความ “แกว่ง” ของความคิดของผม เพราะเอาง่ายๆ ว่า แค่ในช่วงสองสามปีที่ผมเขียนบลอก (เท่ากับว่าได้บันทึกความคิดของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราว) ผมก็ผ่านช่วงที่ความคิดของผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ (หรือหลังตีน) มาแล้ว ยิ่งกลับไปอ่านเศษงานที่ตัวเองเคยเขียนไว้ประปรายตามที่ต่างๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่า ตอนนั้นเราคิดอย่างนั้นไปได้อย่างไร

เอาแค่ในบลอกอันเก่า ก็มีหลากหลายเอนทรี่ที่พออ่านแล้ว รู้สึกว่า นั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังไม่เห็นด้วยอยู่เลยนี่หว่า หลายครั้งรู้สึกอยากจะลบด้วยซ้ำ ยิ่งนึกไปถึงสิ่งที่ตัวเองเคยคิดตอนมอสองมอสาม ยิ่งรู้สึกว่า ตอนนั้นเรางี่เง่าจริงๆ

ไหนจะสิ่งที่เคยเขียนในหนังสือแนะแนว หรืออนุทินของอาจารย์สุมาลี รู้สึกอะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันครับ เรื่องความคิดที่พูดถึงนี้ หลักๆ จะหมายถึงมุมมอง ความคิดเห็น ที่มีต่ออะไรใหญ่ๆ อย่าง ปรัชญา สังคม การเมือง การศึกษา นะครับ เรื่องรสนิยมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสไตล์หนัง เพลง หนังสือ ไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงง่ายกว่าอยู่แล้ว (แต่ในแง่ของหนังสือกับภาพยนตร์ จะอิงไปตามแนวคิดมุมมองด้านอื่นๆ อยู่ระดับหนึ่งเหมือนกัน)

ยกตัวอย่างให้เห็นสักเรื่องก็เช่น มีช่วงหนึ่งที่ผมคิดว่า การสอนวิชาศาสนาในโรงเรียน ควรจะเน้นสอนหลักธรรมมากกว่า เพราะน่าจะตรงกับจุดประสงค์ของการสอนที่อยากให้เด็กมีคุณธรรม แต่พอผ่านมาอีกช่วงหนึ่ง ผมกลับคิดว่า การสอนศาสนาในโรงเรียนทั่วไป (ที่ไม่ใช่โรงเรียนศาสนา) น่าจะสอนในแง่ของรูปแบบ ความเป็นมา อิทธิพลต่อวัฒนธรรม มากกว่าที่จะสอนอย่างให้เชื่อหลักธรรมอย่างที่พยายามทำ (คืออาจจะสอนแค่ให้รู้ว่า ศาสนาพุทธสอนอย่างนี้นะ แต่ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาเสียเอง) เพราะคุณธรรมหรือความดีเป็นอัตวิสัย และการบังคับเรียนหลักธรรมอาจขัดกับเสรีภาพในความเชื่อ สองความคิดนี้ ห่างกันแค่ไม่กี่ปีเองครับ (และทั้งสองความคิด ก็เคยแซมด้วยความคิดที่ว่า ไม่ควรมีการสอนวิชาศาสนา)

ลองนั่งคิดเล่นๆ ดูครับ เปรียบประสบการณ์กับสีที่เติมมาในภาชนะสักอย่างหนึ่ง คนที่ประสบการณ์น้อยอย่างผม เมื่อได้เห็นอะไร ได้รู้อะไรใหม่ๆ สีที่ออกมามันก็เปลี่ยนไปง่าย และมีอิทธิพลสูง ส่วน “ไม้แก่ดัดยาก” ก็เพราะว่าปริมาตรของสารในภาชนะมีเยอะกว่า สีใหม่ปริมาตรเท่ากัน ก็ยากกว่า ในการไปหักล้างสีเดิม

อืม ดูมีเหตุมีผล แต่ว่างเปล่าไร้สาระดีแท้

ส่วน “ไม้แก่” ที่ชอบกินน้ำแดง ไม่มีคำอธิบายครับ 🙂

หมายเหตุ: นี่เป็นเอนทรี่แรก ที่ผมเขียนเก็บไว้ครับ ปกติถ้าเขียนเสร็จมักจะโพสแล้ว ตอนที่ผมเขียนอยู่นี่ วันเดียวกับเรื่องเหี้ยครับ

5 Comments

เหี้ย

เหี้ย
ภาพถ่ายเอง จากสวนสัตว์ดุสิต

ผมเพิ่งได้อ่านบทความหนึ่งในจุดประกายของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันนี้ (14 ก.ค.) ครับ โดยบทความนั้นชื่อว่า “เหี้ยกับการเมือง” (อ่านออนไลน์ได้ที่ http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/14/news_275487.php)

อย่างที่น่าจะคาดเดาได้ บทความนี้พูดถึงเหี้ย (Varanus salvator) ครับ โดยเริ่มเกริ่นจากเหตุการณ์ที่เว็บไซต์ของรัฐสภาถูกเจาะเข้าไป แล้วเปลี่ยนรูปของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเป็นรูปตัวเหี้ย

จากนั้น บทความนี้ก็กล่าวถึงประชากรเหี้ยในทางนิเวศวิทยา และสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของเหี้ย และเหี้ยในสังคมหรือวัฒนธรรมไทย ว่าทำไมถึงมาเป็นสัญลักษณ์แบบนี้ และเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยแต่ละส่วนก็ไปสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขานั้นๆ

โดยส่วนตัว ผมชอบแบบความแบบนี้นะครับ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ใหญ่โตหรูหราอลังการอะไร แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็ทำให้เข้าใจลักษณะทางสังคมหรือวัฒนธรรมหนึ่งๆ ไม่น้อยไปกว่าการศึกษาเรื่องทางโครงสร้างอะไรใหญ่ๆ เหมือนกัน

นอกจากนี้ มันยังแสดงให้เห็นว่า เรื่องๆ หนึ่ง เราสามารถศึกษามันในหลายด้าน หลายมิติมากๆ คิดดูว่า อย่างโรงเรียนที่เคยพยายามทำการศึกษาแบบบูรณาการ ถ้าเอาเรื่อง เหี้ย มาเป็นหัวข้อการศึกษา เราก็จะสามารถศึกษาได้ตั้งแต่ทางวิทยาศาสตร์ ศึกษารายละเอียดทางชีววิทยา หรือทางฟิสิกส์ ว่าจะออกแบบอาคารอย่างไรไม่ให้ตัวเหี้ยมาอยู่ ในทางสังคมและวัฒนธรรม ว่าทำไมสังคมหนึ่งถึงได้เอาสัตว์ชนิดนี้มาเป็นคำด่าหรือสัญลักษณ์ของสิ่งไม่ดี ในทางภาษา ว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องใช้คำด่า และทำไมคำด่าถึงเป็นลักษณะนี้ ในทางศิลปะ ว่าตัวเหี้ยไปโผล่ในศิลปะแบบใดบ้าง และอาจจะวาดรูปโครงสร้างทางกายภาพของตัวเหี้ย ศึกษาจิตวิทยา ว่าถ้าเราไปพูดคำว่าเหี้ยใส่คนอื่น จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร ฯลฯ

น่าสนุกดีนะครับ

ว่าแต่พี่อิ๊กจะให้เอาเอนทรีนี้ลงในคิวบิกบลอกเพื่อการศึกษาหรือเปล่าครับ? 😛

4 Comments

ชุดนักประดาน้ำ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วสิ่งเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือตาหนึ่งข้าง

เมื่อวันอาทิตย์ ผมก็ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่อยู่ในชอร์ตลิสต์ของตัวเอง คือเรื่อง Le Scaphandre et le papillon (ชุดนักประดาน้ำกับผีเสื้อ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสอีกที)

เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ อิงมาจากเรื่องจริง ของผู้ชายชาวฝรั่งเศส ชอง-โดมีนีก โบบี อดีตบรรณาธิการของนิตยสารแอลของฝรั่งเศส “ชอง-โด” ประสบอาการเส้นเลือดในสมองแตก ที่ทำให้เขาอยู่ในอาการโคม่านานถึงยี่สิบวัน ก่อนที่จะตื่นมาเพื่อพบว่า ตัวเองเป็นอัมพาตตั้งแต่หัวจรดเท้า โบบีถูกระบุว่าเป็น locked-in syndrome ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ยากมาก

โบบียังคงสามารถคิด ฟัง มองเห็น และได้กลิ่น แต่ส่วนเดียวในร่างกายที่ขยับได้คือ ตาซ้าย

ตาซ้ายของโบบีนี้เอง ที่กลายเป็นทางเดียวในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก จากร่างกายที่เหมือนกับขังจิตวิญญาณนี้ไว้ โบบีเริ่มต้นจากการกระพริบตาหนึ่งสำหรับ “ใช่” และสองครั้งสำหรับ “ไม่”

จากนั้น speech therapist ของเขาก็ใช้วิธีไล่อ่านตัวอักษรตามความถี่ของการใช้ในภาษาฝรั่งเศส และให้โบบีกระพริบตาเมื่อถึงอักษรที่ต้องการ ด้วยวิธีนี้เอง ที่โบบีสามารถสื่อสารออกมาเป็นคำ เป็นประโยค และสุดท้าย มีผลงานออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Le Scaphandre et le papillon

โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบรูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นมุมมองผ่านตาข้างเดียวนี้ของโบบี และอารมณ์ขันที่ผ่านออกมาจากเสียงคิดของชอง-โด

ที่สำคัญ ถึงแม้หนังจะไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อประวัติจริง หรือบันทึกที่โบบีเขียนผ่านตาข้างเดียวนั้นเต็มที่ แต่ก็พยายามทดแทนด้วยการสื่ออารมณ์ของการ “ถูกขัง” ที่ทำให้ใครหลายๆ คน ได้รับรู้ถึงค่าของชีวิต (ผมเห็นผู้ชมข้างหลังผมร้องไห้)

ให้เป็นอย่าง ชอง-โด โบบีนั้น แทบทุกคนคงจะบอกว่า ตายไปเลยยังดีเสียกว่าที่จะทำอะไรไม่ได้ แม้แต่จะไล่แมลงวันที่เกาะบนจมูก

แต่แม้แต่จะตาย ก็ยังทำเองไม่ได้!!

ช่างเป็นชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

ลองคิดดูว่า ถ้าเหตุการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส แต่เกิดในประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งจริงๆ ก็อาจจะมีเกิดอยู่แล้ว) คนๆ นั้น จะได้โอกาสอย่างที่ชอง-โดมีนีก โบบีได้ไหม?

เอาเป็นว่า ถ้าผมเกิดเป็น locked-in syndrome ขึ้นมา ขอร้องว่า “ใช้ภาษาอังกฤษ” อย่าไล่พยัญชนะไทย สระไทย และวรรณยุกต์ให้ผมต้องกระพริบตาเลยนะครับ

ผมตัดสินใจที่จะหยุดสงสารตัวเอง นอกจากตาของผมแล้ว มีสองสิ่งที่ไม่เป็นอัมพาต จินตนาการกับความทรงจำของผม
— ชอง-โดมีนีก โบบี (จากภาพยนตร์ ไม่แน่ใจว่าเอามาจากหนังสือหรือเปล่า)

2 Comments

ไลเซนส์สิ่งแวดล้อม

เอนทรีนี้ เป็นเอนทรีที่ไม่ได้วางแผนจะเขียนอะไรเลยครับ เพิ่งเจอมาสดๆ ร้อนๆ แล้วก็หยิบมาเขียนเลยทีเดียว

เรื่องของเรื่องคือ ผมเพิ่งค้นในกูเกิล หาซอฟต์แวร์ดิกชันนารีภาษาอังกฤษครับ แล้วผมก็เจอเว็บไซต์นี้ ซึ่งก็เป็นเว็บไซต์ของซอฟต์แวร์ซึ่งอนุญาตให้ดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี โดยมีข้อแม้ว่า เราจะต้องเข้าตามเงื่อนไขไลเซนส์ของเขา

ผมก็ลองเปิดไปดูครับ ทีแรกก็คิดว่าคงเหมือนทั่วๆ ไป ว่าจะต้องเป็นนันคอมเมอร์เชียลอะไรแบบนี้ ปรากฏว่า ผิดคาดครับ

(ดูที่นี่) ประโยคแรกของไลเซนส์ ว่าไว้อย่างนี้ครับ

WordWeb free version may be used indefinitely only by people who take at most two commercial flights (not more than one return flight) in any 12 month period.

งงหรือเปล่าครับ?

ทีแรกผมก็คิดว่า ซอฟต์แวร์นี้ มันเกี่ยวกับการใช้บนเครื่องบินเหรอ หรือว่าอะไร แต่เมื่อกี้อ่านก็ไม่มีนี่หว่า อ่านต่ิอๆ ไป ถึงได้เข้าใจ เรื่องของเรื่องก็คือว่า การบินเนี่ย มันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามาก (สิ่งแวดล้อมนั่นแหละครับ) เขาก็เลยถือว่า คนที่มีปัญญาขึ้นเครื่องบินปีละมากกว่าสองเที่ยวเนี่ย ก็ควรจะมีปัญญาซื้อซอฟต์แวร์เองด้วย ถ้าเปิดอ่านต่อไป เขายังบอกต่ออีกว่า ที่ทำเนี่ย อาจจะฟังดูงี่เง่า แต่ว่าก็ได้สะท้อนถึงราคาที่ต่ำเกินจริงของตั๋วเครื่องบิน เพราะทุกครั้งเวลาที่คุณบิน คุณไม่ได้จ่ายต้นทุนที่สิ่งแวดล้อมรับ ซึ่งก็คือต้นทุนของคนอื่น ในทางเศรษฐศาสตร์ ก็คือมันเป็นผลกระทบภายนอกทางลบ ที่นำไปสู่ภาวะล้มเหลวของตลาด ดังนั้นซอฟต์แวร์นี้ก็เลยพยายามที่จะเพิ่มต้นทุนของการบิน เพื่อที่จะแก้ไขความไม่สมบูรณ์ตรงนี้ และถ้าในอนาคตราคาค่าบินปรับขึ้นสะท้อนกับต้นทุนทั้งหมดแล้ว ทางเขาก็จะเปลี่ยนรูปแบบไลเซนส์ให้เป็นโมเดลเศรษฐศาสตร์ที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

แรกสุดที่เห็นเนี่ย ผมขำครับ เพราะมันเป็นรูปแบบไลเซนส์ที่ยังไงก็ไม่น่าเป็นจริงในทางปฏิบัติแน่นอน (คือยังไงก็บังคับใช้ไม่ได้) แต่พออ่านๆ ไป คิดๆ ไปแล้ว ผมว่าจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสียทีเดียวนะครับ เพราะรูปแบบไลเซนส์บางอันในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบง่ายอะไร เดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็เซฟรูปจากอินเตอร์เน็ตมาใช้ได้ ทั้งที่ทุกรูปมีลิขสิทธิ์ ซึ่ีงก็ไม่ได้แปลว่าลิขสิทธิ์ของงานสร้างสรรค์บนอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องงี่เง่า อันนี้ก็เช่นกัน ถึงใครๆ จะเอาโปรแกรมมาใช้ได้ และเจ้าของก็คงไม่มาตรวจสอบแน่นอนว่า พวกคนที่เอาไปใช้ ตรงตามเงื่อนไขของเขาหรือเปล่า แต่มันก็อยู่ที่ตัวคนนำไปใช้เองด้วย (เหมือนกับที่หลายคนก็ไม่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป ทั้งที่ก็คงไม่ได้ถูกตรวจเจอ)

ผมเชื่อว่า ลองออกรูปแบบไลเซนส์มาแบบนี้แล้ว เขาก็ึคงไม่ได้หวังว่า จะทำเงินจากการขายเท่าไหร่ (คนที่ซื้อก็อาจจะเป็น คนที่สนับสนุน อยากบริจาค ก็เป็นได้) แต่ก็เพิ่ม awareness ให้กับสังคมบ้าง ไม่มากก็น้อย ถึงจะเป็นอะไรที่ดูเพ้อฝัน แต่ก็ทำให้โลกนี้ดูน่าอยู่ขึ้นครับ

2 Comments

ฝรั่งเศส vs. อิตาลี

เข้ากระแสยูโรฟีเวอร์มากๆ ครับ สำหรับเอนทรี่นี้ เมื่อคู่ชิงฟุตบอลโลกเมื่อสองปีก่อน อย่างฝรั่งเศสกับอิตาลี จะต้องมาแย่งกันเข้ารอบในสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลยูฟายูโร 2008 แถมยังจะมีตาอยู่อย่างโรมาเนียจะคาบไปกินเสียอีก แต่จริงๆ ผมไม่ได้จะเขียนถึงฟุตบอลหรอกครับ (เช่นเดียวกับข้อความในเมสเซนเจอร์ของผม ที่ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอลอย่างที่หลายๆ คน เข้าใจ)

เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนนี้มีเทศกาลวัฒนธรรมสองเทศกาลในกรุงเทพ ที่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน คือเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส จัดโดยสถานทูตฝรั่งเศสร่วมกับสมาคมฝรั่งเศส กับอีกเทศกาลหนึ่งคือ เทศกาลอิตาลี จัดโดยสถานทูตอิตาลีร่วมกับคณะกรรมการการค้าอิตาลีครับ

จุดสนใจสำคัญหนึ่ง ก็คือทั้งสองงานนี้ ก็จะมีงานย่อย เป็นเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส กับเทศกาลภาพยนตร์อิตาลี งานแรกฉายที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ เซนทรัลเวิลด์พลาซา ส่วนอันหลัง ฉายที่โรงภาพยนตร์สกาลาและลิโด ที่สยามสแควร์ ดังนั้นที่ว่าปะทะกัน ผมก็หมายถึงว่า ไม่รู้จะเลือกไปดูอะไรดี ภายใต้ทรัพยากรเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด (ถึงเวลาคงรู้ครับ ว่าผมจะหมดเงินดูหนังไปสักเท่าไร)

จะว่าไปแล้ว สองชาตินี้ ถึงจะเป็นสองชาติที่ดูจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความคล้ายกันอยู่หลายอย่าง หลายเรื่องทำให้สองชาตินี้แข่งๆ กันอยู่ในที ลองคิดๆ ดูแล้ว มีอะไรหลายๆ อย่างมาก

  • สองชาตินี้ ได้ชื่อในเรื่องความโรแมนติก (แต่ก็แบบดิบๆ)
  • เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง
  • เชื่อมั่นในอาหารของตัวเองว่า เป็นอาหารชั้นดี (รวมถึงไวน์ด้วย)
  • ชาตินิยมอยู่ในที พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และก็ภูมิใจกับภาษาของตัวเอง
  • ทีมฟุตบอลมีชื่อเสียง
  • และทีมใดทีมหนึ่งก็กำลังจะต้องตกรอบ

อันนี้ก็เป็นอะไรพื้นๆ ที่นึกออกครับ จริงๆ มันก็แปลก ที่สองชาตินี้จะมีอะไรคล้ายกัน เพราะก็เป็นชาติใกล้กัน มีรากฐานใกล้เคียงกัน แต่ก็มีอะไรมากกว่าชาติใกล้เคียงกันอื่นๆ จนทำให้สองชาติดูจะเป็นคู่กัดแข่งๆ กันอยู่ (อาหาร ไวน์ และฟุตบอล แค่นี้ก็มากพอแล้วครับ) จากที่เคยมีเพื่อนเป็นคนอิตาลี ก็พบว่ามันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แบบเกลียดกันเป็นศัตรู แต่ก็ชิงดีชิงเด่นในเรื่องเดียวกัน

ตอนนี้ ก็ตั้งใจว่าจะไปดูหนังฝรั่งเศสแน่นอนครับ เพราะมีเรื่องที่สนใจแน่นอน ส่วนของอิตาลี ผมหาข้อมูลไม่ค่อยได้ ไม่รู้จะไปดูเรื่องไหนดี แต่ก็อยากไปลองดูสักเรื่องสองเรื่องเหมือนกัน

หรือจะทำแบบพี่เมย์ดีครับ รอดูผลฟุตบอล ชาติไหนชนะ ก็เอาของชาตินั้น (ไม่ทันมั้งนาย)

ทิ้งท้าย

  1. จะอาบน้ำยังไง ไม่ให้นิ้วโป้งมือขวา นิ้งกลางมือซ้าย และส้นเท้าขวาโดนน้ำครับ?
  2. ผมได้แลปทอปแล้วครับ จากงานคอมมาร์ตเอกซ์เจน ลังเลนานพอสมควร ระหว่าง เบนคิว เลโนโว เดลล์ และฟุจิตสีซีเมนส์ (ดูไม่น่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่ด้วยดีลตอนนั้นก็พอจะเอามาคิดรวมกันได้จริง) สุดท้ายเดินไปบูทโตชิบา แล้วก็ซื้อเลย (แล้วคิดตั้งนานเพื่อ?)
  3. เป็นความรู้ใหม่สำหรับผมครับ ว่าในงานแบบนี้ บูทแต่ละยี่ห้อ จะมีหลายร้านมาออก และอาจให้ราคาไม่เท่ากันได้ ต้องเดินดูรอบๆ ถามหลายๆ โต๊ะ (ปกติไม่ค่อยได้ซื้ออะไรพวกนี้ครับ เลยไม่ทราบ)
7 Comments

วิญญาณลูกบาศก์

ผมเพิ่งกลับมาจากกำแพงแสน นครปฐมครับ ช่วงนี้ผมยังไม่เปิดเทอม ก็เลยไปทำงาน Cubic Pneuma ของคิวบิกครีเอทีฟ เป็นงานที่เข้าไปทำกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะของการจัดอบรมครับ ก็นับว่าเป็นงานลักษณะนี้ครั้งแรกของผม

จริงๆ ก็ไม่ได้มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับงานนี้นักหรอกครับ แต่ก็เพิ่มอีเอกซ์พีมาอีกสักหน่อย น่าจะอัพสกิลได้ในเร็ววัน (อ๊ะ ไม่เกี่ยวครับ)

ยังไงก็ขอบคุณพี่ณัชสำหรับงานนี้อีกครับ (ตกลงพี่ณัชเป็นน้องอาจารย์ยืนใช่ไหมครับ?)

ตอนนี้เริ่มอยากเปิดเทอมแล้วครับ รู้สึกชีวิตยังว่างๆ ยังไม่รู้ว่าชีวิตมหา’ลัยมันเป็นยังไง (เชื่อว่า เดี๋ยวพอเปิดจริงๆ ก็คงจะอยากปิดในเร็ววัน ว่ากันว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า นี่ล่ะมั้ง)

รู้สึกว่าเอนทรี่นี้สิ้นคิดมากครับ ไม่มีจุดมุ่งหมายเท่าไหร่ เอาไว้ keep record ของตัวเองละกัึนครับ

จบครับ

5 Comments