Skip to content →

chayanin.in.th Posts

The Fault in Our Stars (novel)

The Fault in Our Stars

The first John Green book I read was probably a less celebrated one: An Abundance of Katherines. That was last year, when I was looking for something light to read, and I like the premise about a geniusprodigy. (I’m quite fond of extremely intelligent characters, like Artemis Fowl and Lisbeth Salander.) It was ok, a bit fun, a bit annoying, but it does not fully demonstrate what John Green can do.

Then last month, I felt the need to be ignorant for a while, so I chose to bury myself into some books and avoid Twitter. That’s when I got to read two other books of Green – Looking for Alaska and The Fault in Our Stars.

Spoiler alert. (maybe)

One Comment

Ford: Texting while driving is OK because our car will brake for you!

Yesterday, I was driving on the Express Way in Bangkok with my radio on, when an advertisement for a Ford car came up. The ad focused specifically on their collision avoidance system.

It was the most annoying car ad I’ve ever heard.

In this radio ad, three hypothetical drivers talk (quite proudly!) how the new Ford helps them avoid accident. How? Well, they were applying make-up, texting, and looking at girls on the street, and their Fords’ automatic braking stop the cars for them.

I realise it’s not easy to come up with scenarios to showcase this feature (which is actually nice) without some deficiency on the driver’s part. After all, it is driver’s full responsibility not to collide with the car in front of you.* But still, do they really have to make the ad like this? What I am extremely annoyed about is the fact that they are all intentional actions that take their eyes off the road, two of them involve their hands and some period of time, not just some minor lapse of concentration. Hell, there are craploads of campaigns around the world discouraging texting while driving. Moreover, they talk in their proud, happy voice. I know I’m not the safest driver out there (probably a 5 on a scale from 1 to @Paul_012), but if there’s a place I wouldn’t expect this kind of message, it’s a car ad.

*[The only exception I can think of is if a car cut in front of you from another direction, but that may not work with this system.]

In Ford’s defence, the system only works at low speed. (I can’t remember if they say this on the ad. I found it later on their website.) So it’s not like they’re talking about fatal crashes there.

One Comment

แท็กซี่เลือกให้บริการ?

ช่วงสักพักก่อนหน้านี้ ปัญหาเรื่องรถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครไม่ยอมรับผู้โดยสาร (จะส่งรถ แก๊สหมด อะไรก็ว่ากันไป) กลับมาเป็นประเด็นในความสนใจของสาธารณชนชาวประเทศกรุงเทพฯ กันอีกครั้ง (จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าทำไม เพราะก็ไม่ได้รู้สึกว่าปัญหามันรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ดีแล้ว)

ถ้ามองในมุมของผมที่เป็นผู้บริโภคที่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว แน่นอนว่าผมก็ไม่ชอบแท็กซี่แบบนี้ ผมอยากให้มีบริการแท็กซี่ที่มั่นใจได้ หาเรียกได้ในเวลาต้องการ จะไปไหนก็ไป แต่ในฐานะผู้บริโภค ผมก็ย่อมอยากได้ของดีที่สุด ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ไม่ได้สะท้อนมุมมองสาธารณะออกมาเท่าไหร่ (นอกจากอยากได้แท็กซี่ไม่เกี่ยงผู้โดยสารแล้ว ผมก็อยากได้รถเมล์ดีๆ ตรงเวลา อยากให้ถนนกรุงเทพฯ รถไม่ติด อยากได้รถไฟฟ้าไปทั่วๆ อยากได้รถไฟไปเชียงใหม่เร็วๆ ถ้าให้พูดว่าอยากได้มันก็อยากได้หมดนั่นล่ะ ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ)

ผมเองไม่ใช่คนขับแท็กซี่ (จะเคยพูดคุยก็นิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะชอบนั่งเงียบๆ มากกว่า) แต่ถ้าถามว่า ทำไมแท็กซี่ถึงไม่รับผู้ราคานั้โดยสาร ตอบเอาง่ายๆ ก็คงเป็นว่า ก็มันไม่คุ้มน่ะครับ

Comments closed

เด็กชายที่ยืนข้างกำแพง

ผมได้อ่าน The Perks of Being a Wallflower ของสตีเฟน ชบอสกี ครั้งแรกก็เมื่อต้นปี 2007 ซึ่งนับตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจหนังสือเล่มนี้

ในเรื่องความประทับใจนี่ ผมเองก็คงเอาเป็นมาตรฐานสำหรับคนอื่นไม่ได้มากนัก เพราะถึงจะโตมาแบบที่พอจะเรียกได้ว่า อ่านหนังสือพอสมควร (อย่างน้อยก็เทียบกับวัฒนธรรมประเทศนี้) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้อ่านอะไรคลาสสิกๆ กับเขาเท่าไหร่ (เพื่อนที่เรียนด้านงานเขียนวรรณกรรมอะไรพวกนี้ บอกว่า เรื่องนี้เฉยๆ แต่อย่างน้อยในกลุ่มวัฒนธรรมป็อปสมัยใหม่ Perks นี่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควร)

ตอนที่ได้รับรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ยิ่งได้รับรู้ว่า ผู้เขียนนั้น มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง ก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ อยากรู้ว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น จะแปลงตัวหนังสือมาเป็นภาพให้คนเห็นแบบไหน และตัวนิยายมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นจดหมาย จะทำออกมาเป็นภาพยนตร์แบบไหนกัน ยิ่งพอรู้ว่าเอมมา วัตสันจะมาแสดงเป็นแซม ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะก็เป็นนักแสดงที่ชื่นชอบอยู่แล้ว

One Comment

Dramatic reality

ผมเองมักจะพูดอยู่หลายๆ ครั้งว่า ผมไม่ใช่คนที่ดูทีวีเท่าไรนัก ไม่ได้เติบโตมากับวัฒนธรรมของโทรทัศน์ ไอ้พวกแอนิเมชันญี่ปุ่นเช้าวันหยุดอะไรพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะเคยดู พวกทีวีพรีเมียมแบบเคเบิลอะไรนี่ก็ไม่ค่อยจะได้ดูนัก

ด้วยเหตุนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ผมจะไม่ค่อยได้สนใจรายการพวกทาเลนท์โชว์ต่างๆ ที่เป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือรายการต่างประเทศที่ฉายผ่านเพย์ทีวีก็ไม่ค่อยจะได้ดู (หรือพวกรายการริแอลิทีอื่นๆ อย่าง Survivor ก็ไม่ได้ดู) ส่วนที่ของไทยก็ไม่ค่อยจะได้สนใจดูเท่าไหร่ เพราะไม่ได้สนใจติดตามวัฒนธรรมป็อปของไทยขนาดนั้น (เขียนไปแล้วก็นึกได้ว่า ตอนที่เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนชนะ AF นี่ ก็ไม่เคยได้ดูเลย)

ก็เลยอาจจะเป็นเรื่องแปลกเล็กน้อย ที่ตอนนี้ผมมาติดตามดูรายการประเภททาเลนท์โชว์ที่โด่งดังตอนนี้อย่าง The Voice ฉบับของประเทศไทย (และได้รู้จักแล้ว ก็ลองหาของประเทศอื่นมาดู)

ถ้าพูดถึง The Voice แล้ว ผมเองเหมือนจะเห็นชื่อผ่านตาครั้งแรกช่วงที่เริ่มมีการบันทึกออดิชันกัน เพราะเพื่อนที่ชื่อ แมกซ์ ไปประกวดกับเขาด้วย ส่วนที่ลองเปิดดูจริงๆ ส่วนหนึ่งคือเพราะเพื่อนพูดถึงกันมากเรื่องที่แมกซ์ได้ไปออกในรายการ อีกส่วนหนึ่งคือกระแสตอบรับในทวิตเตอร์ในฉายวันแรกค่อนข้างดี

เมื่อลองเปิดดูรายการย้อนหลังที่มีคนเอามาเผยแพร่ ก็รู้สึกว่า เออ มันมีความน่าสนใจ น่าติดตามจริง โดยเฉพาะการออกแบบฟอร์แมตของการแข่งขันที่มีความน่าสนใจและค่อนข้างแตกต่างจากรายการประเภทแข่งขันร้องเพลงอื่นๆ ที่เคยได้ยินมา

ส่วนฉบับของประเทศอื่นนั้น ถึงแม้ว่ารายการนี้จะมีชื่อเสียงในต่างประเทศมาก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่เคยได้ลองดูหรือติตตามอะไร มาลองดูก็หลังจากได้ดูของไทยแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี โดยเริ่มจากคลิปรอบบลายด์ออดิชันของ Rachael Leahcar ของออสเตรเลีย ที่ @view_zaa แชร์มา จากนั้นก็ลองหาซีซันปัจจุบัน (3) ของสหรัฐมาดู (เพราะหาดูเต็มๆ ได้ง่ายกว่าของออสเตรเลีย)

ที่เขียนถึง The Voice ไปนั้น ประเด็นหลักที่เห็นควรค่าแก่การขบคิดคือ การนำเสนอปูมหลังของผู้เข้าแข่งขัน ควรจะเป็นระดับไหน คนดูถึงจะรู้สึกว่า “เหมาะ”

3 Comments

ทำไมถึงให้ทิป?

หลายๆ คนคงทราบว่า ในบางประเทศนั้น มีธรรมเนียมของการทิปคนที่ให้บริการแบบชัดเจนมาก ตัวอย่างเช่นประเทศในอเมริกาเหนือ (ก็สหรัฐกับแคนาดานั่นแล) ที่ลูกค้าจะต้องให้ทิปกับคนบริการในร้านอาหาร คนส่งอาหาร แท็กซี่ ฯลฯ และเป็นเรื่องเสียมารยาทค่อนข้างรุนแรงที่จะไม่ให้ทิป

ในวัฒนธรรมเหล่านั้น ทิปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าจะต้องคาดการณ์ที่จะจ่ายตามปรกติ และเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่คนให้บริการคาดการณ์ที่จะได้ ในหลายๆ ประเทศไม่ได้มีธรรมเนียมการให้ทิปที่เข้มข้นเท่านี้ รวมถึงประเทศไทยเอง ที่ในตลาดการบริการส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร แท็กซี่ ไม่ได้มีธรรมเนียมการให้ทิปแบบจริงจังเทียบกับในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา

4 Comments