Skip to content →

chayanin.in.th Posts

ไฟฉาย

ของทุกอย่างก็มีกลุ่ม enthusiasts ของตัวเอง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมรู้สึกว่าควรจะเพิ่มจำนวนไฟฉายที่มีในครอบครอง เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (ทุกวันนี้มีแค่อันเล็กๆ อันเดียวไว้ในที่อยู่อาศัย) ก็เลยเสิร์ชกุเกิลคำว่าไฟฉาย เผื่อจะมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงร้านที่ขาย

แล้วก็พบว่า มีเจอเว็บไซต์ขายไฟฉายโดยเฉพาะ ขึ้นมาสองเว็บแรก ตามด้วยเว็บไซต์ที่บอกว่า สำหรับ “คนชอบไฟฉาย บ้าไฟฉาย”

คือถามว่ามันแปลกไหม ก็ไม่หรอก แต่ก็แปลกใจอยู่บ้าง เพราะโลกของไฟฉายนี่เป็นโลกที่อยู่นอกความรับรู้ของเราโดยสิ้นเชิง (ถ้าไม่นับตอนเด็กๆ ที่เคยเอาไฟฉายใหญ่ๆ ที่มีไฟฉุกเฉินที่ที่บ้านมีมากดเสียงวี้ดๆ เล่น ก็เคยใช้แต่ไฟฉายใส่ถ่านกดเปิดปิดธรรมดา) ถึงจะ conceive ได้ว่า เครื่องมือเครื่องใช้ลักษณะนี้ มันมีหลายเกรดหลายระดับตามการใช้งานอยู่แล้ว (แบบคน เดินป่า ขุดเหมือง สำรวจถ้ำ ก็คงมีไฟฉายเกรดดีกว่าที่เราเคยสัมผัสใช้กัน) แต่ไม่ได้คิดเลยว่า มันจะมี community ที่สนใจเรื่องไฟฉายโดยเฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่ว่า เป็นชุมชน trekking ที่คุยกันเรื่องอุปกรณ์เดินป่า ไรงี้)

ถ้าพูดจริงๆ เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้รับรู้นะ ว่ามีกลุ่ม enthusiast ในเรื่องเครื่องบิน ตึกสูง (skyscrapers) อะไรพวกนี้ด้วย ก็คงได้เปิดโลกไปเรื่อยๆ

flashlightsearch

4 Comments

มีเว็บไซต์บริษัทดีไหม?

เมื่อวันก่อนได้คุยกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กคนหนึ่ง (aka พ่อ) เกี่ยวกับด้านการตลาด โดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็คุยไปถึงการมีเว็บไซต์ของบริษัท ว่าควรจะมีหรือไม่ ซึ่งผมก็ได้ให้ความเห็นไปในฐานะคนรุ่นนี้ ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการไปด้วย

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความคิดผมนี่ จะเป็นตัวแทนของประชากรได้ดีขนาดไหน อาจจะไม่ตรงหลักการหรือผลการศึกษาของนักการตลาดก็ได้

  • การมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตัวเอง ทำให้บริษัทมีตัวตนอย่างเป็นทางการบนโลกออนไลน์ ส่งผลกับธุรกิจในสองด้านใหญ่ๆ คือ เสริมสร้างภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ดูดีระดับหนึ่ง (บางคนอาจจะนึกค้านว่า ลำพังการมีเว็บไซต์อาจจะไม่ได้ใช้ต้นทุนสูงหรือเป็นเรื่องยากอะไร ทำไมถึงสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่เทียบกับไม่มีแล้ว มีก็ดูดีกว่า) กับอีกด้านหนึ่งคือ ทำให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลจากองค์กรเองง่าย
  • การมีเว็บไซต์ อาจไม่ได้เพิ่ม visibility ให้กับสินค้าหรือธุรกิจได้ชัดเจน (ในแง่ว่าทำให้คนที่ยังไม่รู้จักให้มารู้จักสินค้าของเรา) แต่มันมีลักษณะเป็น reference point มากกว่า (ย้อนกลับไปข้อแรก) ประเด็นเรื่อง visibility อาจจะพอได้บ้างถ้าสามารถทำให้มีตำแหน่งดีๆ ใน search engine ได้ แต่ในตลาดที่มีคู่แข่งมากๆ และรายใหญ่ ก็อาจจะไม่ง่ายนัก
  • เวลาที่คนเข้าเว็บไซต์ แล้วรู้สึกว่าเว็บไซต์ร้าง สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตัวธุรกิจ เวลาพูดถึงคำว่าเว็บไซต์ร้างนี่ ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องมีความเคลื่อนไหวเปลียนแปลงบ่อยๆ แต่หมายถึงว่า เนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นต้อง up-to-date ไม่ใช่ข้อมูลที่ล้าสมัย ในข้อนี้ หากเว็บไซต์มีแค่ข้อมูลล่าสุดของสินค้าที่ขาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เกิดอยากสร้างเนื้อหาที่มีต้องมีความเคลื่อนไหว เช่น มีเว็บบอร์ด สถานะล่าสุดรายสัปดาห์ ฯลฯ แล้วไม่สามารถอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ คนเข้าเว็บไซต์จะรู้สึกได้ทันทีว่าเว็บไซต์นั้นร้าง (นึกภาพว่า มีหัวข้อ สถานะประจำเดือน แต่ข้อมูลล่าสุดเป็นหกเดือนที่แล้ว) อาจจะต้องย้ำสักหน่อยว่า ข้อนี้ กำลังพูดถึงเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ ที่ไม่ได้จำเป็นต้องรักษาฐานผู้อ่าน หรือต้องการให้มีการเข้าชมซ้ำๆ ในระยะยาว

ปิดท้ายด้วยช่วงโฆษณาคอนโด G-Haus สุขุมวิท 109 ขนาด 37-50 ตารางเมตร ราคาล้านกลางๆ เข้าไปดูกันได้นะครับ (ไม่มีคูปองส่วนลดแจก)

4 Comments

The Fault in Our Stars (novel)

The Fault in Our Stars

The first John Green book I read was probably a less celebrated one: An Abundance of Katherines. That was last year, when I was looking for something light to read, and I like the premise about a geniusprodigy. (I’m quite fond of extremely intelligent characters, like Artemis Fowl and Lisbeth Salander.) It was ok, a bit fun, a bit annoying, but it does not fully demonstrate what John Green can do.

Then last month, I felt the need to be ignorant for a while, so I chose to bury myself into some books and avoid Twitter. That’s when I got to read two other books of Green – Looking for Alaska and The Fault in Our Stars.

Spoiler alert. (maybe)

One Comment

Ford: Texting while driving is OK because our car will brake for you!

Yesterday, I was driving on the Express Way in Bangkok with my radio on, when an advertisement for a Ford car came up. The ad focused specifically on their collision avoidance system.

It was the most annoying car ad I’ve ever heard.

In this radio ad, three hypothetical drivers talk (quite proudly!) how the new Ford helps them avoid accident. How? Well, they were applying make-up, texting, and looking at girls on the street, and their Fords’ automatic braking stop the cars for them.

I realise it’s not easy to come up with scenarios to showcase this feature (which is actually nice) without some deficiency on the driver’s part. After all, it is driver’s full responsibility not to collide with the car in front of you.* But still, do they really have to make the ad like this? What I am extremely annoyed about is the fact that they are all intentional actions that take their eyes off the road, two of them involve their hands and some period of time, not just some minor lapse of concentration. Hell, there are craploads of campaigns around the world discouraging texting while driving. Moreover, they talk in their proud, happy voice. I know I’m not the safest driver out there (probably a 5 on a scale from 1 to @Paul_012), but if there’s a place I wouldn’t expect this kind of message, it’s a car ad.

*[The only exception I can think of is if a car cut in front of you from another direction, but that may not work with this system.]

In Ford’s defence, the system only works at low speed. (I can’t remember if they say this on the ad. I found it later on their website.) So it’s not like they’re talking about fatal crashes there.

One Comment

แท็กซี่เลือกให้บริการ?

ช่วงสักพักก่อนหน้านี้ ปัญหาเรื่องรถแท็กซี่ในกรุงเทพมหานครไม่ยอมรับผู้โดยสาร (จะส่งรถ แก๊สหมด อะไรก็ว่ากันไป) กลับมาเป็นประเด็นในความสนใจของสาธารณชนชาวประเทศกรุงเทพฯ กันอีกครั้ง (จริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าทำไม เพราะก็ไม่ได้รู้สึกว่าปัญหามันรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ดีแล้ว)

ถ้ามองในมุมของผมที่เป็นผู้บริโภคที่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว แน่นอนว่าผมก็ไม่ชอบแท็กซี่แบบนี้ ผมอยากให้มีบริการแท็กซี่ที่มั่นใจได้ หาเรียกได้ในเวลาต้องการ จะไปไหนก็ไป แต่ในฐานะผู้บริโภค ผมก็ย่อมอยากได้ของดีที่สุด ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ไม่ได้สะท้อนมุมมองสาธารณะออกมาเท่าไหร่ (นอกจากอยากได้แท็กซี่ไม่เกี่ยงผู้โดยสารแล้ว ผมก็อยากได้รถเมล์ดีๆ ตรงเวลา อยากให้ถนนกรุงเทพฯ รถไม่ติด อยากได้รถไฟฟ้าไปทั่วๆ อยากได้รถไฟไปเชียงใหม่เร็วๆ ถ้าให้พูดว่าอยากได้มันก็อยากได้หมดนั่นล่ะ ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ)

ผมเองไม่ใช่คนขับแท็กซี่ (จะเคยพูดคุยก็นิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะชอบนั่งเงียบๆ มากกว่า) แต่ถ้าถามว่า ทำไมแท็กซี่ถึงไม่รับผู้ราคานั้โดยสาร ตอบเอาง่ายๆ ก็คงเป็นว่า ก็มันไม่คุ้มน่ะครับ

Comments closed

เด็กชายที่ยืนข้างกำแพง

ผมได้อ่าน The Perks of Being a Wallflower ของสตีเฟน ชบอสกี ครั้งแรกก็เมื่อต้นปี 2007 ซึ่งนับตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจหนังสือเล่มนี้

ในเรื่องความประทับใจนี่ ผมเองก็คงเอาเป็นมาตรฐานสำหรับคนอื่นไม่ได้มากนัก เพราะถึงจะโตมาแบบที่พอจะเรียกได้ว่า อ่านหนังสือพอสมควร (อย่างน้อยก็เทียบกับวัฒนธรรมประเทศนี้) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้อ่านอะไรคลาสสิกๆ กับเขาเท่าไหร่ (เพื่อนที่เรียนด้านงานเขียนวรรณกรรมอะไรพวกนี้ บอกว่า เรื่องนี้เฉยๆ แต่อย่างน้อยในกลุ่มวัฒนธรรมป็อปสมัยใหม่ Perks นี่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควร)

ตอนที่ได้รับรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ยิ่งได้รับรู้ว่า ผู้เขียนนั้น มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง ก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ อยากรู้ว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น จะแปลงตัวหนังสือมาเป็นภาพให้คนเห็นแบบไหน และตัวนิยายมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นจดหมาย จะทำออกมาเป็นภาพยนตร์แบบไหนกัน ยิ่งพอรู้ว่าเอมมา วัตสันจะมาแสดงเป็นแซม ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะก็เป็นนักแสดงที่ชื่นชอบอยู่แล้ว

One Comment