Skip to content →

Category: Media

Verbatim

ผมเพิ่งได้อ่านโพสต์ในบล็อก Language Log (Fluent disfluency) ที่พูดถึงว่า เวลาที่เราถอดบทพูดจากคำพูดที่พูดสดๆ (แบบที่ไม่ได้ร่างเตรียมไว้แบบสุนทรพจน์) โดยที่คงไว้ตามต้นฉบับทั้งหมด (verbatim) เราจะพบว่า ข้อความที่ถอดออกมา จะเต็มไปด้วยคำพูดไม่เต็มประโยค พูดแล้วแก้ หรือมีคำประเภทฆ่าเวลา เป็นเรื่องปรกติ

ข้อความในบล็อกเขาพูดถึงว่าอย่างนี้

[V]erbatim transcripts of spontaneous speech are often full of filled pauses, self-corrections, and other things that must be edited out in order to create what that commenter would count as a “coherent sentence”. And this is true even for people who have risen far in the world on the basis of their ability to impress others in spontaneous verbal interaction.

ผมอ่านแล้วเลยนึกถึงสมัยเรียนปริญญาตรี ที่มีโอกาสได้ทำวารสารนักศึกษาอันหนึ่ง (เรียกว่าเป็นวารสาร แต่ออกไม่ค่อยจะเป็นวาระเท่าไหร่ ผมเลยมักจะเรียกว่าเป็น อวารสาร เสียมากกว่า) ตอนนั้น เคยมีคนสอนว่า การเขียนบทสัมภาษณ์ สามารถ “ฆ่า” คนถูกสัมภาษณ์เอาได้ง่ายๆ เพราะคนส่วนใหญ่เวลาพูดให้สัมภาษณ์ ถ้าถอดมาแบบตรงๆ มันอ่านออกมาไม่รู้เรื่องหรอก อ่านแล้วกลายเป็นรู้สึกว่าคนนั้นพูดจาไม่รู้เรื่องเอาได้ง่ายๆ

(ขออภัยที่จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นใครเป็นคนสอนมา เป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นว่าระหว่างสนทนากัน)

2 Comments

Power Grid Deluxe

Back when I was still in Bangkok, Power Grid (including the expansion maps) was easily the game that I (and my group) played most often. So when I wanted to start my collection here in Tilburg last year, Power Grid was one of the must-haves for me.

However, for some practical reasons at the time, instead of picking up a box of Power Grid, I got a Power Grid Deluxe (or more precisely, the Dutch version, Hoogspanning Deluxe). Deluxe is the tenth-anniversary version of Power Grid, with new board, new plants, new components, and some changes in the rules. For a good write-up on the changes in Deluxe, check out this BoardGameGeek thread.

One of the first things you would notice about Deluxe is the new bright, cartoonish style of artwork. This is mostly a matter of taste, but I still prefer the old industrial feel of the old Power Grid. Maybe it’s just some resistance to change, but I feel the original design also provides better colour contrast, making it slightly easier for the eyes.

The element of design change that I really like is the bigger board that now has slots for the power plant market. The board in play looks really organised now. Some have voiced their problem that the board is too big for their tables, but apart from that, I find the new board pretty neat. Gone are the days of trying to squeeze the power plant market on some unplayed regions or the side of the board. Similarly, there are on-board space for resource replenishment card, spaces to slide the pieces to show who’s bought/built stuff, and specific pieces to mark the Step 2 and end game points. Overall, it’s a good board design that takes into account some “hacks” that people had to do on the original board.

On the other hand, I’m not a fan of the new plastic coins that replace the paper money. The problem with paper money is that it’s not durable, but it’s much easier to handle. The new coins won’t stack nicely, because of the raised numbers on the surface. I’m in the hidden money camp, but now I sometimes won’t bother since it’s a mess to have it on you at all times.

Deluxe introduces a few thematic changes. The garbage is replaced by natural gas, and the hybrid plants are now consuming oil and gas instead of coal and oil. (I’m not the only one on my table who sometimes confuse the natural gas shape with hydro power.) The maps are scaled back, giving us Europe on one side and North America on the other, compared to the national or regional scale in the original game and expansions (Germany, United States, Nordic countries, Benelux, etc.). It doesn’t really matter game-wise, but I quite like the more detailed regional maps more than the broad continental maps.

There are a few small rule changes. The starting plants are now also random, giving more variety in repeated plays. Instead of starting with plants 3 to 10, you randomly start the game with drawing some cards from 3 to 15. These cards are distinguished by the darker backside. The rest of the low-numbered plants (subject to some random removal) are also mixed into the pile, giving hints of the plant size with their backsides. The game also provides the official variation for a two-player game called The Trust, which is quite good.

When I bought the game, the seller claimed that Deluxe would be compatible with original map expansions if you had some extra oil and garbage tokens, which they provided. I still haven’t tried, but I highly doubt that Deluxe is designed to be compatible with the existing maps, if you have the balancing in mind. The main concern is the balance of the new plant deck against the resource market of the old boards. A viable solution is probably to The New Power Plant Cards, which is a replacement deck for the original game, which pretty much turns it into the old (alternative-plant) game with new pieces.

Good

  • Large board with spaces for (almost) everything
  • Varied starting plants
  • Rule variation for two players
  • Still the same cool Power Grid game

Meh

  • (Depending on your preference) Artwork
  • The plastic coins
  • Not directly compatible with existing expansions
Comments closed

มีเว็บไซต์บริษัทดีไหม?

เมื่อวันก่อนได้คุยกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กคนหนึ่ง (aka พ่อ) เกี่ยวกับด้านการตลาด โดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็คุยไปถึงการมีเว็บไซต์ของบริษัท ว่าควรจะมีหรือไม่ ซึ่งผมก็ได้ให้ความเห็นไปในฐานะคนรุ่นนี้ ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการไปด้วย

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความคิดผมนี่ จะเป็นตัวแทนของประชากรได้ดีขนาดไหน อาจจะไม่ตรงหลักการหรือผลการศึกษาของนักการตลาดก็ได้

  • การมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตัวเอง ทำให้บริษัทมีตัวตนอย่างเป็นทางการบนโลกออนไลน์ ส่งผลกับธุรกิจในสองด้านใหญ่ๆ คือ เสริมสร้างภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ดูดีระดับหนึ่ง (บางคนอาจจะนึกค้านว่า ลำพังการมีเว็บไซต์อาจจะไม่ได้ใช้ต้นทุนสูงหรือเป็นเรื่องยากอะไร ทำไมถึงสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่เทียบกับไม่มีแล้ว มีก็ดูดีกว่า) กับอีกด้านหนึ่งคือ ทำให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลจากองค์กรเองง่าย
  • การมีเว็บไซต์ อาจไม่ได้เพิ่ม visibility ให้กับสินค้าหรือธุรกิจได้ชัดเจน (ในแง่ว่าทำให้คนที่ยังไม่รู้จักให้มารู้จักสินค้าของเรา) แต่มันมีลักษณะเป็น reference point มากกว่า (ย้อนกลับไปข้อแรก) ประเด็นเรื่อง visibility อาจจะพอได้บ้างถ้าสามารถทำให้มีตำแหน่งดีๆ ใน search engine ได้ แต่ในตลาดที่มีคู่แข่งมากๆ และรายใหญ่ ก็อาจจะไม่ง่ายนัก
  • เวลาที่คนเข้าเว็บไซต์ แล้วรู้สึกว่าเว็บไซต์ร้าง สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตัวธุรกิจ เวลาพูดถึงคำว่าเว็บไซต์ร้างนี่ ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องมีความเคลื่อนไหวเปลียนแปลงบ่อยๆ แต่หมายถึงว่า เนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นต้อง up-to-date ไม่ใช่ข้อมูลที่ล้าสมัย ในข้อนี้ หากเว็บไซต์มีแค่ข้อมูลล่าสุดของสินค้าที่ขาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เกิดอยากสร้างเนื้อหาที่มีต้องมีความเคลื่อนไหว เช่น มีเว็บบอร์ด สถานะล่าสุดรายสัปดาห์ ฯลฯ แล้วไม่สามารถอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ คนเข้าเว็บไซต์จะรู้สึกได้ทันทีว่าเว็บไซต์นั้นร้าง (นึกภาพว่า มีหัวข้อ สถานะประจำเดือน แต่ข้อมูลล่าสุดเป็นหกเดือนที่แล้ว) อาจจะต้องย้ำสักหน่อยว่า ข้อนี้ กำลังพูดถึงเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ ที่ไม่ได้จำเป็นต้องรักษาฐานผู้อ่าน หรือต้องการให้มีการเข้าชมซ้ำๆ ในระยะยาว

ปิดท้ายด้วยช่วงโฆษณาคอนโด G-Haus สุขุมวิท 109 ขนาด 37-50 ตารางเมตร ราคาล้านกลางๆ เข้าไปดูกันได้นะครับ (ไม่มีคูปองส่วนลดแจก)

4 Comments

The Fault in Our Stars (novel)

The Fault in Our Stars

The first John Green book I read was probably a less celebrated one: An Abundance of Katherines. That was last year, when I was looking for something light to read, and I like the premise about a geniusprodigy. (I’m quite fond of extremely intelligent characters, like Artemis Fowl and Lisbeth Salander.) It was ok, a bit fun, a bit annoying, but it does not fully demonstrate what John Green can do.

Then last month, I felt the need to be ignorant for a while, so I chose to bury myself into some books and avoid Twitter. That’s when I got to read two other books of Green – Looking for Alaska and The Fault in Our Stars.

Spoiler alert. (maybe)

One Comment

เด็กชายที่ยืนข้างกำแพง

ผมได้อ่าน The Perks of Being a Wallflower ของสตีเฟน ชบอสกี ครั้งแรกก็เมื่อต้นปี 2007 ซึ่งนับตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจหนังสือเล่มนี้

ในเรื่องความประทับใจนี่ ผมเองก็คงเอาเป็นมาตรฐานสำหรับคนอื่นไม่ได้มากนัก เพราะถึงจะโตมาแบบที่พอจะเรียกได้ว่า อ่านหนังสือพอสมควร (อย่างน้อยก็เทียบกับวัฒนธรรมประเทศนี้) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้อ่านอะไรคลาสสิกๆ กับเขาเท่าไหร่ (เพื่อนที่เรียนด้านงานเขียนวรรณกรรมอะไรพวกนี้ บอกว่า เรื่องนี้เฉยๆ แต่อย่างน้อยในกลุ่มวัฒนธรรมป็อปสมัยใหม่ Perks นี่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควร)

ตอนที่ได้รับรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ยิ่งได้รับรู้ว่า ผู้เขียนนั้น มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง ก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ อยากรู้ว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น จะแปลงตัวหนังสือมาเป็นภาพให้คนเห็นแบบไหน และตัวนิยายมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นจดหมาย จะทำออกมาเป็นภาพยนตร์แบบไหนกัน ยิ่งพอรู้ว่าเอมมา วัตสันจะมาแสดงเป็นแซม ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะก็เป็นนักแสดงที่ชื่นชอบอยู่แล้ว

One Comment

Dramatic reality

ผมเองมักจะพูดอยู่หลายๆ ครั้งว่า ผมไม่ใช่คนที่ดูทีวีเท่าไรนัก ไม่ได้เติบโตมากับวัฒนธรรมของโทรทัศน์ ไอ้พวกแอนิเมชันญี่ปุ่นเช้าวันหยุดอะไรพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะเคยดู พวกทีวีพรีเมียมแบบเคเบิลอะไรนี่ก็ไม่ค่อยจะได้ดูนัก

ด้วยเหตุนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ผมจะไม่ค่อยได้สนใจรายการพวกทาเลนท์โชว์ต่างๆ ที่เป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือรายการต่างประเทศที่ฉายผ่านเพย์ทีวีก็ไม่ค่อยจะได้ดู (หรือพวกรายการริแอลิทีอื่นๆ อย่าง Survivor ก็ไม่ได้ดู) ส่วนที่ของไทยก็ไม่ค่อยจะได้สนใจดูเท่าไหร่ เพราะไม่ได้สนใจติดตามวัฒนธรรมป็อปของไทยขนาดนั้น (เขียนไปแล้วก็นึกได้ว่า ตอนที่เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนชนะ AF นี่ ก็ไม่เคยได้ดูเลย)

ก็เลยอาจจะเป็นเรื่องแปลกเล็กน้อย ที่ตอนนี้ผมมาติดตามดูรายการประเภททาเลนท์โชว์ที่โด่งดังตอนนี้อย่าง The Voice ฉบับของประเทศไทย (และได้รู้จักแล้ว ก็ลองหาของประเทศอื่นมาดู)

ถ้าพูดถึง The Voice แล้ว ผมเองเหมือนจะเห็นชื่อผ่านตาครั้งแรกช่วงที่เริ่มมีการบันทึกออดิชันกัน เพราะเพื่อนที่ชื่อ แมกซ์ ไปประกวดกับเขาด้วย ส่วนที่ลองเปิดดูจริงๆ ส่วนหนึ่งคือเพราะเพื่อนพูดถึงกันมากเรื่องที่แมกซ์ได้ไปออกในรายการ อีกส่วนหนึ่งคือกระแสตอบรับในทวิตเตอร์ในฉายวันแรกค่อนข้างดี

เมื่อลองเปิดดูรายการย้อนหลังที่มีคนเอามาเผยแพร่ ก็รู้สึกว่า เออ มันมีความน่าสนใจ น่าติดตามจริง โดยเฉพาะการออกแบบฟอร์แมตของการแข่งขันที่มีความน่าสนใจและค่อนข้างแตกต่างจากรายการประเภทแข่งขันร้องเพลงอื่นๆ ที่เคยได้ยินมา

ส่วนฉบับของประเทศอื่นนั้น ถึงแม้ว่ารายการนี้จะมีชื่อเสียงในต่างประเทศมาก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่เคยได้ลองดูหรือติตตามอะไร มาลองดูก็หลังจากได้ดูของไทยแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี โดยเริ่มจากคลิปรอบบลายด์ออดิชันของ Rachael Leahcar ของออสเตรเลีย ที่ @view_zaa แชร์มา จากนั้นก็ลองหาซีซันปัจจุบัน (3) ของสหรัฐมาดู (เพราะหาดูเต็มๆ ได้ง่ายกว่าของออสเตรเลีย)

ที่เขียนถึง The Voice ไปนั้น ประเด็นหลักที่เห็นควรค่าแก่การขบคิดคือ การนำเสนอปูมหลังของผู้เข้าแข่งขัน ควรจะเป็นระดับไหน คนดูถึงจะรู้สึกว่า “เหมาะ”

3 Comments