Skip to content →

เด็กชายที่ยืนข้างกำแพง

ผมได้อ่าน The Perks of Being a Wallflower ของสตีเฟน ชบอสกี ครั้งแรกก็เมื่อต้นปี 2007 ซึ่งนับตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจหนังสือเล่มนี้

ในเรื่องความประทับใจนี่ ผมเองก็คงเอาเป็นมาตรฐานสำหรับคนอื่นไม่ได้มากนัก เพราะถึงจะโตมาแบบที่พอจะเรียกได้ว่า อ่านหนังสือพอสมควร (อย่างน้อยก็เทียบกับวัฒนธรรมประเทศนี้) แต่ก็ไม่ค่อยจะได้อ่านอะไรคลาสสิกๆ กับเขาเท่าไหร่ (เพื่อนที่เรียนด้านงานเขียนวรรณกรรมอะไรพวกนี้ บอกว่า เรื่องนี้เฉยๆ แต่อย่างน้อยในกลุ่มวัฒนธรรมป็อปสมัยใหม่ Perks นี่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากพอสมควร)

ตอนที่ได้รับรู้ว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ยิ่งได้รับรู้ว่า ผู้เขียนนั้น มารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง ก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ อยากรู้ว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น จะแปลงตัวหนังสือมาเป็นภาพให้คนเห็นแบบไหน และตัวนิยายมีลักษณะของการเล่าเรื่องเป็นจดหมาย จะทำออกมาเป็นภาพยนตร์แบบไหนกัน ยิ่งพอรู้ว่าเอมมา วัตสันจะมาแสดงเป็นแซม ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก เพราะก็เป็นนักแสดงที่ชื่นชอบอยู่แล้ว

ครั้งแรกสุดที่ได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ มันไม่เหมือนกับที่เราจินตนาการไว้ตอนแรกเท่าไหร่ ตัวชาร์ลีนั้นคงไม่ผิดอะไรไปมาก (ภาพลักษณ์เด็กเก็บตัว เงียบๆ ก็คงไม่ได้ผิดไปจากนี้มาก) แต่ภาพของแซมกับแพทริกนั้น ต่างออกไปจากที่จินตนาการไว้บ้าง โดยในกรณีของแพทริกนั้น ตอนที่อ่านก็ไม่ได้ถึงกับรู้สึกว่า จะเป็นพวก “แต๋วแตก” เสียขนาดนี้ ส่วนแซมนั้น อาจจะเป็นความผิดตอนอ่านเองที่ดันไปนึกภาพสาวที่ไม่ได้ “ก๋ากั่น” อะไรขนาดนี้ แต่พอลองอ่านดูดีๆ แล้ว ก็พบว่า เออ แซมก็คงเป็นประมาณนี้แหละ ซึ่งข้อเสียอย่างหนึ่งของการไปดูภาพยนตร์มาแล้วคือ ตอนนี้กลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วนึกภาพแซมเป็นแบบวัตสันในหนัง และแพทริกก็เป็นแบบเอซรา มิลเลอร์ด้วยเหมือนกัน (แต่ได้นั่งจินตนาการฉากวาบหวิวโดยให้วัตสันรับบทก็ไม่เลวนะ)

หากเปรียบเทียบภาพยนตร์กับหนังสือแล้ว ฉบับภาพยนตร์นั้นมีลักษณะที่รวบรัดมากกว่า และตัดทอนพล็อตย่อยบางส่วนลงไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติของการดัดแปลงหนังสือเป็นภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีลักษณะการนำเสนอที่กระชับกว่า โดยรวมแล้ว การเลือกส่วนของหนังสือมาประกอบกันในภาพยนตร์นั้นก็เป็นจุดสำคัญของเนื้อเรื่องหลัก ทำให้โดยรวมแล้วก็ไม่ได้รู้สึกสูญเสียอะไรไปมากนัก (เช่น ประเด็นเรื่องญาติๆ นอกจากเฮเลนแล้วตัดออกไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร) แต่ก็มีบ้างที่รู้สึกว่า ส่วนที่หายไปนั้นน่าเสียดาย เช่น พัฒนาการความสัมพันธ์ของแซมและแพทริก หรือความสัมพันธ์ของชาร์ลีกับพี่สาว (และแฟนของพี่สาว)

หากมองแบบ ไม่เปรียบเทียบกับหนังสือแล้ว The Perks of Being a Wallflower ฉบับภาพยนตร์ ก็เป็นหนังที่ดูสนุก ดูแล้วประทับใจเรื่องหนึ่ง คนที่ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือมาดูแล้วก็ชอบกันหลายคน ในส่วนของคนอ่านหนังสือนั้น หนังก็เป็นการนำเสนอที่เปลี่ยนมุมมอง จากมุมมองที่มาจากในหัวชาร์ลีเพียงอย่างเดียว มาเป็นการมองในแบบของบุคคลที่สามมากกว่า ทำให้ได้เห็นมิติต่างๆ ของตัวละครในอีกรูปแบบหนึ่ง ได้เห็นการนำเสนอภาพในจินตนาการของผู้เขียนเอง และการได้เห็นฉาก Rocky Horror Picture Show สำหรับคนที่ตอนอ่านนึกไม่ออกเลยว่ามันหน้าตาเป็นยังไง ก็ช่วยให้เข้าถึง Perks ได้มากยิ่งขึ้น

Published in Media

One Comment

  1. จากที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพิ่งรู้ว่า title character เป็นผู้ชายแฮะ

Comments are closed.