Skip to content →

Dramatic reality

ผมเองมักจะพูดอยู่หลายๆ ครั้งว่า ผมไม่ใช่คนที่ดูทีวีเท่าไรนัก ไม่ได้เติบโตมากับวัฒนธรรมของโทรทัศน์ ไอ้พวกแอนิเมชันญี่ปุ่นเช้าวันหยุดอะไรพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะเคยดู พวกทีวีพรีเมียมแบบเคเบิลอะไรนี่ก็ไม่ค่อยจะได้ดูนัก

ด้วยเหตุนี้ก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ผมจะไม่ค่อยได้สนใจรายการพวกทาเลนท์โชว์ต่างๆ ที่เป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือรายการต่างประเทศที่ฉายผ่านเพย์ทีวีก็ไม่ค่อยจะได้ดู (หรือพวกรายการริแอลิทีอื่นๆ อย่าง Survivor ก็ไม่ได้ดู) ส่วนที่ของไทยก็ไม่ค่อยจะได้สนใจดูเท่าไหร่ เพราะไม่ได้สนใจติดตามวัฒนธรรมป็อปของไทยขนาดนั้น (เขียนไปแล้วก็นึกได้ว่า ตอนที่เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนชนะ AF นี่ ก็ไม่เคยได้ดูเลย)

ก็เลยอาจจะเป็นเรื่องแปลกเล็กน้อย ที่ตอนนี้ผมมาติดตามดูรายการประเภททาเลนท์โชว์ที่โด่งดังตอนนี้อย่าง The Voice ฉบับของประเทศไทย (และได้รู้จักแล้ว ก็ลองหาของประเทศอื่นมาดู)

ถ้าพูดถึง The Voice แล้ว ผมเองเหมือนจะเห็นชื่อผ่านตาครั้งแรกช่วงที่เริ่มมีการบันทึกออดิชันกัน เพราะเพื่อนที่ชื่อ แมกซ์ ไปประกวดกับเขาด้วย ส่วนที่ลองเปิดดูจริงๆ ส่วนหนึ่งคือเพราะเพื่อนพูดถึงกันมากเรื่องที่แมกซ์ได้ไปออกในรายการ อีกส่วนหนึ่งคือกระแสตอบรับในทวิตเตอร์ในฉายวันแรกค่อนข้างดี

เมื่อลองเปิดดูรายการย้อนหลังที่มีคนเอามาเผยแพร่ ก็รู้สึกว่า เออ มันมีความน่าสนใจ น่าติดตามจริง โดยเฉพาะการออกแบบฟอร์แมตของการแข่งขันที่มีความน่าสนใจและค่อนข้างแตกต่างจากรายการประเภทแข่งขันร้องเพลงอื่นๆ ที่เคยได้ยินมา

ส่วนฉบับของประเทศอื่นนั้น ถึงแม้ว่ารายการนี้จะมีชื่อเสียงในต่างประเทศมาก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่เคยได้ลองดูหรือติตตามอะไร มาลองดูก็หลังจากได้ดูของไทยแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี โดยเริ่มจากคลิปรอบบลายด์ออดิชันของ Rachael Leahcar ของออสเตรเลีย ที่ @view_zaa แชร์มา จากนั้นก็ลองหาซีซันปัจจุบัน (3) ของสหรัฐมาดู (เพราะหาดูเต็มๆ ได้ง่ายกว่าของออสเตรเลีย)

ที่เขียนถึง The Voice ไปนั้น ประเด็นหลักที่เห็นควรค่าแก่การขบคิดคือ การนำเสนอปูมหลังของผู้เข้าแข่งขัน ควรจะเป็นระดับไหน คนดูถึงจะรู้สึกว่า “เหมาะ”

ผมรู้สึกว่า ตอนนี้โลกของผู้ชมโทรทัศน์ไทย กำลังอยู่ในภาวะที่อาจจะเรียกได้ว่า post-Got-Talent ที่คนจะรู้สึกแพ้ความ “ดราม่า” ในรายการโทรทัศน์ประเภทนี้เอามากๆ ผมเองไม่ได้ติดตามรายการ Got Talent ต่อเนื่อง (ได้ดูนิดๆ หน่อยๆ) แต่ผลตอบรับด้านไม่ดีข้อหนึ่งที่ได้เห็นคือ การเน้นนำเสนอความน่าสงสารของผู้แข่งขัน  (จริงๆ ก็มีด้านที่โดนวิจารณ์ด้านอื่นๆ อีก แต่อันนี้เป็นประเด็นที่จะพูดถึงตอนนี้)

ก็เลยกลายเป็นว่า บางครั้ง ผมเลยเห็นว่าบางส่วนในกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ คาดหวังว่า The Voice ที่โปรโมตตัวเองว่าเป็นรายการที่ “เน้นเสียงร้อง” ว่าจะต้อง เป็นรายการประกวดความสามารถจริงๆ ไม่มีดราม่าอะไรเรียกผู้ชม และจากที่ดูไปถึงตอนล่าสุด (ที่เป็นรอบแบทเทิลตอนแรก) ผมก็รู้สึกไม่แน่ใจว่า การตัดต่อของ The Voice ประเทศไทยนั้น กำลังอยู่ในกรอบนี้ด้วยหรือไม่ (คล้ายกับว่า พยายามจะสร้างจุดขายด้านการเป็นรายการที่สนใจเสียงร้อง ไม่เหมือนรายการอื่นๆ ที่ดูปัจจัยอื่นๆ อย่างหน้าตา หรือความน่าสงสารอะไร ก็เลยไม่เน้นปูมหลังของผู้เข้าแข่งขันไปเลย)

คำถามที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้ชมคือ เรากำลังคาดหวังอะไรจากรายการอย่าง The Voice

ถึงแม้ว่ารายการจะชูจุดขายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงร้อง โดยมีรูปแบบที่น่าสนใจว่า รอบคัดเลือกนั้น โค้ชจะเลือกผู้เข้าแข่งขันเข้าทีมโดยที่ฟังเพียงเสียงการแสดงอย่างเดียว แต่สุดท้ายแล้ว The Voice ก็คือรายการโทรทัศน์ที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม ซึ่งความบันเทิงมันก็ไม่ได้อยู่เพียงการประกวดร้องเพลง เพราะไม่อย่างนั้น เราก็แค่เอาคนขึ้นมาร้องเพลงสองนาที แล้วก็ลง ต่อกันไปเรื่อยๆ ก็ได้ ความบันเทิงของรายการลักษณะนี้ มันก็เป็นส่วนผสมขององค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งก็รวมถึงการได้รู้จักเบื้องหลังของผู้เข้าแข่งขัน

ในความเห็นผมในฐานะผู้ชม การได้เห็นปูมหลังของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน (อาจจะไม่จำเป็นต้องทุกคน) มันเป็นส่วนสำคัญของรายการลักษณะนี้ เพราะที่เราดูรายการลักษณะรีแอลิที ก็เพราะมันพยายามจะนำเสนอสิ่งที่ (จะทำให้เราเชื่อว่า) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ละคร ไม่ใช่ชุดการแสดงบนเวที แต่เราได้เห็นว่า แต่ละคนที่มาแข่งขันนั้นมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ชอบการร้องเพลง ที่ทำให้อยากประสบความสำเร็จด้านดนตรี ได้เห็นอารมณ์ของผู้เข้าแข่งขัน ของครอบครัวเพื่อนฝูงที่คอยสนับสนุน และได้เห็นปัญหา เล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ทำให้รู้สึกว่า นี่คือคนจริงๆ คนธรรมดาๆ ไม่ใช่ดาราที่เราเห็นแต่เบื้องหน้าทั่วไป ถ้าผมอยากดูแค่การแสดงดนตรีดีๆ ผมก็เปิดดีวีดีคอนเสิร์ตดูก็ได้

เท่าที่ได้ดูของสหรัฐ พบว่าการตัดต่อของสหรัฐนั้น ก็นำเสนอ ปูมหลังของผู้เข้าแข่งขันค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าโดยรูปแบบการตัดต่อนั้น ก็จะให้เวลากับแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนก็มีแค่สรุปมาให้ดู ส่วนบางคนนั้นก็นำเสนอมากกว่า เวลานำเสนอ ก็จะแสดงให้เห็นว่า อะไรคือแพชชันของแต่ละคน บางคนก็เจอปัญหาที่ใหญ่ อย่างเช่นป่วยหนักเกือบตาย ไม่รู้สึกตัวไปหลายวัน หรืออพยพลี้ภัยมาจากประเทศที่ไม่ปลอดภัย มาหาโอกาสในสหรัฐ บางคนก็เจอปัญหาที่สูงขึ้นไปในขั้นของมาสโลว์อย่างเรื่องการยอมรับ ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือบางคนที่ทำอาชีพอื่น แต่ชอบดนตรี อยากจะได้โอกาสในด้านดนตรี หรือเป็นนักดนตรีที่เส้นทางอาชีพเดิมค่อนข้างตันแล้ว อยากมาเริ่มโอกาสใหม่ในรายการ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับผู้เข้าแข่งขัน และอยากจะลุ้นกับผู้เข้าแข่งขันไปด้วย

จริงๆ แล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหากว่าการนำเสนอดราม่า คือการที่ไม่สามารถทำให้เราเชื่อได้ว่า สิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามที่พยายามจะนำเสนอ ไม่ใช่สิ่งที่จัดขึ้น

อย่างการบลายด์ออดิชันเอง ผมไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้วที่ว่าบลายด์น่ะ มันบลายด์จริงหรือไม่ ในความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่นำเสนอก็ได้ อยากรู้ก็ต้องถามคนที่เห็นเบื้องหลังดู แต่ในมุมของผู้ชม รายการนี้จะประสบความสำเร็จในด้านการให้ความบันเทิงกับคนดู ก็จะต้องทำให้มันเชื่อได้ว่า มันบลายด์จริงๆ โค้ชที่เลือกนั้น ไม่รู้จริงๆ ว่ากำลังเลือกใคร ไม่ได้จัดฉากไว้ ถ้าสุดท้ายแล้วรายการไม่สามารถสร้างความรู้สึกนี้ได้ รายการมันก็ล้มเหลวในการเป็น “ริแอลิที”

ในด้านดราม่าต่างๆ ถ้ามองในกรอบของ The Voice ประเด็นสำคัญคงไม่ใช่การทำให้ไม่มีความน่าตื่นเต้น (เช่น ความน่าสงสาร ความพิการ ฯลฯ เรื่องพวกนี้ยังอยู่ได้) แต่คือการทำให้เชื่อว่า การนำเสนอดราม่าต่างๆ นั้น เป็นความจริง เป็นเรื่องจริง และแก่นของการแข่งขันว่าเป็นรายการที่พิจารณาจากความสามารถนั้นยังเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ว่า ผู้ชมมารับรู้ (หรือค้นพบ) ว่าที่นำเสนอไปนั้น เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องจัดฉาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของผู้แข่งขันที่ไม่จริง หรือการเข้ารอบโดยคำนึงเฉพาะความสามารถนั้นเป็นเรื่องไม่จริง

ดังนั้น ถ้าถามผมในฐานะผู้ชมว่า อยากเห็นรายการแข่งขันร้องเพลงลักษณะนี้เป็นแบบไหน สิ่งที่ผมนึกออกก็คงจะเป็น รายการที่นำเสนอคนที่มีมิติ (ไม่แบน) รายการที่ไม่โดนจับได้ว่าเฟค (ซึ่งดีที่สุดก็คงจะเป็น พยายามอย่าเฟค) และเนื้อหาที่มีการแข่งขันกันนั้นมีคุณภาพ คุ้มค่าที่จะดูด้วย

Published in Media

3 Comments

  1. masatha masatha

    – ไม่นึกว่าป่านจะดูรายการนี้ด้วยแฮะ

    -และยิ่งนึกไม่ถึงว่าป่านจะเขียนถึง

    – เดิมตอนแรกก็ไม่คิดจะเสพดร่าม่า พวกปูมหลังของผู้เข้าร่วมแข่งขันเหมือนกัน (ตอนแรกกะว่าจะดูแค่ร้องเพลง พอร้องจบปุ๊บก็เปลี่ยนไปดูฅนอื่นปั๊บ) แต่ก็พบว่าทำไม่สำเร็จ แรก ๆ ก็เริ่มมาดูตอนโค้ชวิพากษ์ (เพราะมันตลกดี) หลังๆ ก็เริ่มมาดูปูมหลังของผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งบางฅนพอรู้แล้วก็มันทำให้ดูสนุกขึ้นจริง ๆ ก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับป่านว่ามีมิติก็น่าจะดี

    – สุดท้ายเห็นด้วยว่าต้องไม่เฟค เพราะถ้าเฟค รายการก็จะจบจริง ๆ

  2. “ริแอลิที”…

    แล้วตกลง reality TV มันหมายถึงอะไรบ้าง รายการประกวดพวกทาเลนท์โชว์อย่างนี้นับหรือเปล่า? ถ้าเอาแค่ว่าไม่ใช่นักแสดง ไม่มีบท รายการพวกเกมโชว์ ทอล์กโชว์ ก็น่าจะต้องเข้าข่ายเหมือนกัน

    • ถ้าอิงจากบทความวิกิพีเดียที่ไม่มี citation

      “There remains some disagreement over whether talent-search shows such as the Idol series, America’s Got Talent, Dancing with the Stars, and Celebrity Duets are truly reality television…”

      “Modern game shows like Weakest Link, Greed, Who Wants to Be a Millionaire?, American Gladiators, Dog Eat Dog and Deal or No Deal also lie in a gray area…”

Comments are closed.