Skip to content →

Titanic 2012

หลายๆ คนคงรู้กันว่า ภาพยนตร์ Titanic ฉบับ 1997 อันโด่งดัง ถูกนำมาแปลงฉายเป็นแบบสามมิติ (หลายๆ คนคงพูดถึง 3d boobs) แต่จริงๆ แล้ว รอบนี้ผู้ผลิตก็ re-release ฉบับสองมิติออกมาด้วย (วิกิพีเดียบอกว่า เป็น remastered)

ผมเองไม่ได้มีความทรงจำกับ Titanic มากนัก ตอนปี 1997 นี่ยังไม่เคยเข้าโรงภาพยนตร์เลยสักครั้ง (ได้ดูภาพยนตร์ในโรงครั้งแรกก็อีกสองปีหลังจากนั้น ที่เข้าไปดู The Phantom Menace) จำได้แค่ว่า มันเป็นกระแสใหญ่มาก รับรู้ได้จากนิตยสาร Life & Family (สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน มันคือนิตยสารสำหรับแม่ๆ อยู่ในเครือรักลูก โดยเจาะไปที่วัย pre-teen และ teen ดังนั้นมันก็จะ cover เรื่องที่วัยรุ่นในแต่ละช่วงฮิตๆ กัน เพื่อให้แม่ๆ ตามกระแสลูกได้ทัน ไม่ว่าจะทามิย่า โยโย่ ทามาก็อต ฯลฯ) และได้ดูแบบ VHS ฉบับคลองถมหลังจากนั้น

จริงๆ ทีแรกก็สนใจจะไปดูเหมือนกัน ว่า Titanic ทำออกมาแบบสามมิติแล้วจะเป็นยังไง แต่ด้วยความที่ผมก็ไม่ได้สนใจด้านภาพยนตร์สามมิติเท่าไหร่นัก (ไม่เคยดูภาพยนตร์สามมิติเลยนอกจากที่เป็น attraction ในสวนสนุก) และมีคนชวนไปชม Titanic แบบสองมิติในโรงหนังที่บรรยากาศดีที่สุดในกรุงเทพฯ ก็เลยได้ไปดู Titanic ในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก (และก็ได้พบว่า น่าจะเป็นครั้งแรกที่ดูแบบจริงจังด้วย)

ความรู้สึกแรกของการดู Titanic คือ

เบื่อชิบหายเลยครับ

หลังจากเข้าไปดูแล้ว ผมก็พบว่า ผมแทบจะจำครึ่งแรกของหนังไม่ได้เลย นั่งดูเหมือนกับไม่เคยดูมาก่อน ครึ่งแรกของหนังความยาวสามชั่วโมงนี้ คือรับรู้ได้ว่ามันคือหนังที่ทำมาดี แต่ผมดูจำได้ว่า ผมดูนาฬิกาหลังจากหนังผ่านไปชั่วโมงครึ่ง เพราะมันเบื่อมาก

ครึ่งแรกของ Titanic มันช่างละครไทยหลังข่าวชัดๆ สาวไฮโซ ที่จริงๆ แล้วครอบครัวกำลังประสบปัญหาการเงิน จนต้องพยายามจะจับผู้ชายเศรษฐีให้แต่งงานกันลูกสาวตัวเอง แต่ลูกสาวดันไปสนิทสนมกับหนุ่มชั้นล่าง แม่ก็เลยทั้งดูถูกทั้งพยายามกีดกันเต็มที่ ชายหนุ่มไฮโซที่เป็นคู่หมั้นก็เป็นตัวเลว มีบอดี้การ์ดคอยเป็นมือเป็นเท้า ฯลฯ ถ้าไม่พูดถึงไปก่อนว่าเป็นไทแทนิกก็คงจะเป็นละครหลังข่าวสักเรื่องจริงๆ จะดีกว่าละครไทยก็ตรงที่รู้สึกว่าการแสดงมันไม่ยัดเยียดเท่า และพระเอกนางเองเมคเลิฟกันได้

จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นมา ก็หลังจากเรือมันใกล้จะล่มแล้วนั่นแหละ จึงได้เข้าถึงด้านที่เป็นวิกฤติการณ์ เป็นโศกนาฏกรรม และด้านลึกของความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้าง

perception ของ Titanic ที่ผมเคยได้รับมา มันทำให้รู้สึกว่า Titanic คือหนังรัก ที่มี disaster เป็นฉากหลัง แต่พอได้ดูแบบจริงจังแล้ว ถึงได้รู้ว่า romance (ที่ครอบคลุมเฉพาะความสัมพันธ์ของตัวละครนำสองตัว) เป็นส่วนที่เล็กมากของ Titanic ซึ่งทำให้หนังน่าสนใจพอสมควร

นอกจากเรื่องของ disaster หรือเรื่องของความสุญเสียแล้ว ประเด็นที่หนังหยิบมานำเสนอเยอะกว่าเรื่องของโรสกับแจ็ก ก็คงเป็นเรื่องปัญหาชนชั้นในภาพรวมที่เกาะอยู่กับ RMS Titanic ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงจบเรื่อง ตั้งแต่ตอนขึ้นเรือ ไปจนถึงวาระสุดท้ายของเรือ หนังที่พยายามจะให้เห็นภาพคนงานที่ทำงานกับเครื่องจักรไอน้ำใต้ท้องเรือ เปรียบเทียบกับห้องผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และแสดงให้เห็นชัดเจนมากตอนเกิดวิกฤติการณ์ ภาพของคนงานที่จะต้องพยายามกระเสือกกระสนออกมาจากห้องเครื่องโดยที่ประตูเหล็กกำลังจะปิดจากระบบรีโมต ผุ้โดยสารชั้นสามถูกขังอยู่หลังประตูลูกกรง ทำให้การดุ Titanic เครียดเกือบจะเท่ากับเวลาดูหนังที่นำเสนอภาพสงครามโลกได้

Titanic มันคือความหดหู่สิ้นหวัง ในน้ำเย็นเฉียบกลางแอตแลนติกเหนือ ท่ามกลางสภาพชนชั้นในต้นศตวรรษที่ 20 และนมเคตสวยมาก

Published in Media

4 Comments

  1. ดันมาสะดุดเอาตรงประโยคสุดท้าย…

    จริงๆ Kate โชว์หลายเรื่องมาก เรื่องเดียวที่เคยดูแล้วไม่เห็นนมคือ Contagion

  2. ก็เข้าใจว่าการวิจารณ์ภาพยนตร์เป็นเรื่อง subjective ในตัวมันเองอยู่แล้วนะ แต่ความนำเรื่องโรงภาพยนตร์นี่…

  3. ถึงจะเห็นด้วยว่า part แรกน้ำเน่า แต่ก็คิดว่า part แรกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ ไม่ใช่สารคดี

    ประเด็นคือ การจะเป็นเรื่องได้ มันจำเป็นต้องมีตัวละคร และ conflict ของตัวละคร (คืออยู่ๆ เอาเรือไปจมคงไม่ได้) ทีนี้ถ้าให้นึกว่าตัวละครจะมี conflict อะไรที่เกิดขั้นได้บนเรือ และสามารถปูไปสู่ conflict ของความแตกต่างทางชนชั้นและการเอาชีวิตรอด ก็คงไม่พ้นเรื่องทำนองนี้ (ใช้สูตรความรัก+ความแตกต่างทางชนชั้น เพื่อปูไปการเอาชีวิตรอด+ความแตกต่างทางชนชั้น)

    สรุปคือ ถึง part แรกจะ sloppy ในตัวมันเอง แต่ก็ take part สำคัญที่ทำให้ตอนจบ รวมถึงภาพรวมของภาพยนตร์ complete ในตัวมัน

    The whole is greater than sum if its parts.

    • จริงๆ เพิ่งอ่าน paragraph ท้ายๆ อย่างละเมียดอีกที เดาว่า chayanin ก็คงไม่ได้มองต่างไปเท่าไหร่แหะ

Comments are closed.