Skip to content →

Suvarnabhumi

ผมไม่แปลกใจ ที่ใครหลายคนจะมีภาพที่ติดในหัวว่า abc = ภาษาอังกฤษ เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ มันเป็นภาษาตะวันตกภาษาแรกที่ได้รู้จัก และก็น่าจะเป็นภาษาเดียวที่รู้จัก ผมเองก็มีภาพในหัวแบบเดียวกันตลอดช่วงสิบปีที่ผมใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศภาษาเดียว และไม่ได้มีความสนใจที่จะรู้จักภาษาศาสตร์หรือสัทศาสตร์ในหัว (ทุกวันนี้ก็มีแต่ความสนใจ แต่ไม่มีความรู้อยู่ในหัว)

ปัญหาคือ มันไม่ใช่

(บางทีมันก็อาจจะเป็นจริงว่า Ignorance is bliss. เพราะถ้าไม่รู้ คงไม่ปวดหัวแบบนี้)

ผลที่เกิดจากความคิดว่า อักษรละติน = ภาษาอังกฤษ เป็นไปในสองทาง ทางแรกคือ เราพร้อมจะอ่านชื่อใดๆ ก็ตามที่เขียนด้วยอักษรละตินเหมือนอ่านภาษาอังกฤษ (ที่เป็นภาษาที่ระบบการเขียนไม่ได้สะท้อนอะไรเสียงเลย) อีกทางหนึ่งคือ เราพร้อมจะเขียนสิ่งใดๆ ในอักษรละตินตามอย่างภาษาอังกฤษ (หรือถ้าพูดให้ถูกคือ ตามอย่างที่เราคิดว่าภาษาอังกฤษเป็น ซึ่งก็ใช่บ้างไม่ใช่บ้าง)

ที่บางครั้งอาจจะน่าเซ็งกว่า คือคนที่เราคาดหวังว่าน่าจะเข้าใจบ้าง ดันส่งต่อความเชื่อแปลกๆ ซะอีก


ตอบ@KNUTT929 ผมสงสัยกับการเรียกชื่อเล่นผมเป็นภาษาอังกฤษ ผมชื่อ นัท(Nut) แต่ฝรั่งเรียกผมว่า นุท/ Nut=นัท Noot=นุท ปัญหาคือ nut=คนบ้า (slang)
Nov 14 via webFavoriteRetweetReply

Embedly Powered

ผมเข้าใจว่าคุณบิกส์ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ภาษาหลักของเขาคือภาษาอังกฤษ และก็เรียนภาษาไทยจนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ (ในเชิงการใช้งาน) ผมเห็นว่าเขาก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีในการสอน “ภาษาอังกฤษ” แต่การพยายามช่วยถอดอักษรของคุณบิกส์นั้นอยู่ในขั้นน่ารำคาญอย่างมาก (จริงๆ แล้วผมอาจจะไม่ควรคาดหวังเรื่องแบบนี้จาก native Anglophone?)

ผมไม่รู้ว่าคุณบิกส์เขาคิดยังไงตอนที่ประกาศว่า Nut = นัท โดยที่เจ้าของทวีตต้นเรื่องเขาก็บอกว่า ฝรั่งอ่านชื่อเขาว่านุท (ฝรั่งที่ว่านี่ก็ชาติไหนไม่ทราบด้วยเหมือนกัน) ใช่ครับ nut (n.) ในภาษาอังกฤษออกเสียงว่า นัท (พูดให้เป๊ะมากก็ต้องบอกว่า ใกล้เคียงกับ นัท เพราะระบบเสียงในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมันไม่ตรงกัน) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เวลาที่มีคนเห็น nut แล้วจะต้องออกเสียงว่านัทตลอดเวลา อย่างชื่อคน Knut ก็อ่านออกเสียงว่า คนูท ไม่ใช่ คนัท ผมสงสัยว่า ถ้าผมบอกเขาว่าผมชื่อพัท เขาจะเขียนว่า Put หรือเปล่า ซึ่งก็เดาว่าคงไม่ใช่

ลองคิดดูว่า ถ้าผมเขียนคำว่า nu จะมีใครคิดว่าหมายถึงเสียง นะ ไหมครับ เชื่อว่าคงไม่มี แต่เสียงสระอะใน “นะ” มันก็เป็น phoneme เดียวกับใน “นัท” ถ้าเราใช้อักษรตัวเดียวกันแทนเสียงเดียวกัน มันน่าจะง่ายและสะดวกกว่ามาก (และที่สำคัญ การออกเสียง u ว่า อุ/อู มันก็เป็นไปตามหลักของหลายๆ ภาษา พื้นฐานที่สุดคือในภาษาละติน และก็ใช้แทนเสียงในลักษณะเดียวกันในภาษาสเปน อิตาลี เยอรมัน ฟินแลนด์ ฯลฯ)

ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมการเอา inconsistency แบบภาษาอังกฤษมาใช้นี่มันดีนักหนาตรงไหนกัน มันทำให้คนใช้ภาษาอังกฤษอ่านง่ายขึ้นบ้างละก็อาจจะใช่ แต่มันไม่ได้ช่วยในการอ่านชื่อภาษาไทยมากขึ้นเลย


ตอบ@_kasy_ หนูชื่อนัทเหมือนกันค่ะแต่เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิด เลยกระแดะสะกดชื่อเล่นตัวเองเป็น Nat -*-/ สะกดเป็น Nutt ก็ได้ครับ ปลอดภัยดี
Nov 14 via webFavoriteRetweetReply

Embedly Powered

ผมเห็นทวีตนี้แล้วยิ่งมึนเข้าไปใหญ่ สิ่งเดียวที่สรุปได้จากทวีตนี้คือ ไม่เป็นไรเลยที่จะมี idiosyncrasy ขอให้ดูดีในภาษาอังกฤษเป็นพอ ซึ่งการที่มีดัดแปลงอะไรตามใจชอบ ก็อาจจะทำได้เมื่อเป็นชื่อตัวเอง (อาจจะมึนหน่อย) แต่มันไม่เหมาะจะเอามาใช้ในงานที่ต้องการความสม่ำเสมอกว่านั้นแน่

รูปแบบการเขียนที่ระบบการเขียนสะท้อน (correspond) กับเสียงที่อ่าน เป็นรูปแบบที่ทำให้ภาษานั้นง่ายขึ้นครับ อันนี้พูดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่พยายามหัดภาษาที่มีลักษณะนี้ (ภาษาศาสตร์เรียก phonemic orthography) นึกภาพเวลาเรียนภาษาอังกฤษ พจนานุกรมภาษาอังกฤษจะต้องเขียนวิธีออกเสียงไว้ด้วยเสมอ และบางครั้งคนที่เรียนภาษาจากการอ่านมากๆ จะเจอปัญหาได้ว่า ไม่รู้ว่าคำบางคำออกเสียงอย่างไร เพราะไม่ได้ยินคนออกเสียงจริงๆ กลับกัน คนที่เรียนภาษาในแบบปรกติ คือได้ยินเป็นหลัก จะไม่รู้ว่าคำนี้สะกดอย่างไร (เรื่องนี้ทำให้เจ้าของภาษามีโอกาสสะกดคำผิดมากกว่าคนเรียนเป็นภาษาต่างประเทศด้วยซ้ำ)

แต่ตอนที่ผมหัดภาษาฟินแลนด์ และต่อมาภาษาสเปน ทั้งสองภาษานี้มีลักษณะ phonemic orthography ค่อนข้างมาก ทำให้ถึงทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาเท่าไหร่ (ด้วยความขี้เกียจ) แต่สิ่งที่ได้ติดตัวมาคือ เวลาที่ผมเห็นชื่อในภาษาเหล่านี้ (หรือคำทั่วไปในภาษาเหล่านี้) ผมรู้ว่ามันออกเสียงอย่างไร (อาจจะไม่ได้สำเนียงเจ้าของภาษา แต่ก็คงใกล้เคียง ไม่ได้ออกเสียงชื่อ Jesús ว่าจีซัส อะไรแบบนี้)

กลับไปในประเด็นแรก การเขียนในอักษรละติน ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาเช็ก ก็ยังคงเป็นภาษาของมัน และพินอิน โรมะจิ (ขออนุญาตเรียกรวม) ก็ยังคงเป็นภาษาจีนและญี่ปุ่นที่เขียนในอักษรละติน ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นภาษาอังกฤษ (เหมือนที่ “นโม ตสส ภควโต” ก็ยังคงเป็นภาษาบาลี แม้ว่าจะเขียนด้วยอักษรไทย) เราคงไม่บอกคงฝรั่งเศสว่า ชื่อ Nicolas ของเขาเขียนผิดหรือออกเสียงผิด และมันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาอื่น จะออกเสียงภาษานั้นไม่ถูก คนฟินแลนด์ที่ไม่รู้ภาษาสเปน ก็ออกเสียงชื่อ Alejandro ว่า “อาเลยานโดร”  ในกรณีนี้เราคงไม่บอกว่า Alejandro ผิดที่เขียนชื่อแล้วอ่านไม่ออก (แต่ก็ไม่ผิดที่คนไม่รู้ภาษาสเปนแล้วอ่านไม่ออก)

ลองดูชื่อต่อไปนี้: Göran, Jyrki, Bruschetta, Kjósarsýsla, Oireachtas มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่เราจะไม่สามารถออกเสียงคำเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ว่าภาษานั้นเป็นอย่างไร

การถอดจากภาษาที่เขียนด้วยระบบการเขียนอื่นมาเป็นอักษรละติน โดยหลักๆ ก็จะนิยมใช้อักษรในรูปแบบที่ intuitive กับคนส่วนใหญ่ เช่น -in ก็คงเข้าใจได้ตรงกันว่าออกเสียง อิน ไม่ใช่เสียงแบบในภาษาฝรั่งเศส แต่ถึงกระนั้น.. (ขออนุญาตยกมาทั้งทวีต)


กับระบบ romanisation ที่ดูเหมือนจะ intuitive อย่าง revised Hepburn คาราโอเกะยังกลายเป็นแครีโอ๊คี่ในภาษาอังกฤษ…
Nov 14 via Twitter for AndroidFavoriteRetweetReply

Embedly Powered

ผมก็ไม่รู้ว่า @andrewbiggs เขาจะไปบอกคนญี่ปุ่นว่า Hide ออกเสียงว่า /haɪd/ หรือเปล่านะ

ในกรณีของการถอดอักษรจากภาษาไทย ผมเข้าใจว่า ระบบการถอดภาษาไทยที่มีอยู่ รวมถึงการถอดแบบไม่เป็นระบบทั้งหลายที่ใช้กัน มีส่วนที่ counter-intuitive อยู่ อย่างการใช้ตัว L แทนตัวสะกด ล (ที่อยู่ในแม่กน) จริงๆ ก็ไม่ได้อยู่ในระบบของราชบัณฑิตฯ และคงไม่ได้ทำให้ใครออกเสียงได้ถูกต้อง (การสะกดแบบนี้พบในสองแบบคือ 1. การสะกดตามรากศัพท์บาลีสันสกฤต และ 2. การสะกดแบบตามใจตัวเอง)

ในระบบของราชบัณฑิตฯ เอง ถึงจะมีเหตุผลรองรับทางภาษาศาสตร์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายๆ ครั้งมันไม่ได้อ่านง่าย เพราะการใช้ digraph (หรือแม้แต่ trigraph ในกรณีของสระ) ติดต่อกันมันทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยอ่านยากจริง (การเขียนแบบลดทอนว่า Pattaya อ่านง่ายกว่า Phatthaya มาก) แต่อย่างน้อย มันคือระบบที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ความงี่เง่าอย่างที่บางคนเข้าใจ

(ถ้าจะทำให้ระบบมันง่ายขึ้น วิธีหนึ่งที่ผมคิดคือ เพิ่มตัวอักษรโดยใช้ diacritics แล้วทอนลงเวลาที่ไม่ต้องการความแม่นยำ หรือไม่งั้นก็ช่างหัวความแตกต่างระหว่าง /ท/ กับ /ต/ แล้วทำให้จากระบบ one-to-many กลายเป็น one-to-many-many-more ไป)

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยสอนคำภาษาไทย (และภาษาลาว) ให้เพื่อนชาวฟินแลนด์ ผมก็ใช้ระบบของราชบัณฑิตฯ เป็นพื้นฐานในการจด บวกกับสัญลักษณ์เสียงวรรณยุกต์ ที่ประยุกต์มาจากพินอิน (ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ก็จะออกมาตรงกับ IPA) ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี ในกรณีคงเป็นมาเป็นมาตรฐานไม่ได้นัก เพราะเป็นคนที่มีความรู้ภาษาตะวันออกอยู่แล้ว ในอีกกรณีหนึ่ง กลุ่มเพื่อนๆ ผมก็สอนภาษาไทยพื้นฐานให้เพื่อนชาวอิตาลี โดยใช้ระบบภาษา “คาราโอเกะ” ที่เละเทะ (ที่หลักๆ ก็อิงจากภาษาอังกฤษ) เพื่อนผมเลือกที่จะฟังแล้วจดเอง (เดาเอาว่าคงใช้ระบบเสียงภาษาเขาเป็นพื้นฐาน) มากกว่าจะให้เพื่อนคนไทยจดให้

เนื้อหาเพิ่มเติม

ขอพูดถึงเรื่องนี้เพิ่มเติมสักหน่อย


ตอบ@KanokwanGoy “พ”หรือ”ภ”เห็นชอบใช้ phสะกดน่ะค่ะจริงๆphไม่ได้ออกเสียงเป็น”ฟ”หรือคะ/ใช่แล้ว รู้สึกประเทศเดียวในโลกที่คิดว่า พ คือ ph ครับ 🙂
Nov 14 via webFavoriteRetweetReply

Embedly Powered

อย่างที่กล่าวถึงไปตอนต้นแล้วว่า การใช้ตัวอักษรสองตัวแบบ ph หรือ th นั้นทำให้ดูซับซ้อนขึ้น และก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า การใช้ ph แทนเสียงแบบ aspirated นั้น ค่อนข้างจะ counter-intuitive สำหรับคนส่วนใหญ่จริง เพราะในภาษาตะวันตก ph มักจะมีที่มาจากอักษรกรีก φ (ฟี) ซึ่งจะออกเสียงแบบ /ฟ/ และ th ก็มักจะมาจาก θ

ถ้าจะบอกว่า ประเทศเดียวในโลก แบบที่คุณบิกส์ว่า จะว่าใช่ก็อาจจะใช่ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีภาษาไหนที่เขาแยก /พ/ กับ /ป/ เป็นคนละ phoneme อีก แล้วเขาเขียนกันอย่างไร (มีภาษาจีนที่ใช้ b แทน /ป/ และ p แทน /พ/ ในพินอิน ซึ่งภาษาจีนก็ไม่มีเสียง /บ/) แต่ถ้าจะหมายถึงว่าเป็นเรื่องที่คนไทยคิดเองเออเอง ก็ดูจะเป็นการกล่าวหากันมากไป

การใช้ h เป็นสัญลักษณ์แทน aspiration ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยคิดกันเองเสียทีเดียว เวลาที่เขียน IPA แบบเคร่งครัด เสียง p แบบ aspirated ก็จะเขียนเป็น [pʰ] (ซึ่งก็ใช้ในการเขียน IPA สำหรับภาษาไทย) หรือระบบ pronunciation guide สำหรับภาษาไทยที่ Mary Haas คิด (และเป็นระบบที่แพร่หลายในการสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ) ก็ใช้ ph แทนเสียง /พ/ ไม่แตกต่างกัน

อีกส่วนหนึ่งของความสับสนคือ หลายคนจะเข้าใจว่า มีการใช้ p กับ ph แยกตัวอักษร พ และ ภ (รวมไปถึง ท และ ธ ในทำนองเดียวกัน) อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในระบบของราชบัณฑิตฯ แต่อย่างใด (มันคือระบบมั่วกันเองนี่แหละ) ที่คนสับสนอาจจะมาจากการถอดอักษรอีกระบบหนึ่งที่ก็ใช้กันแพร่หลายในระดับหนึ่ง

ระบบที่ว่า คือการถอดอักษรโดยยึดจากรากศัพท์ชื่อที่มาจากภาษาสันสกฤต (หรือบางครั้งบาลี) ซึ่งในระบบนี้ พ จะแทนที่ด้วย b และ ภ จะแทนที่ด้วย bh (ผมเข้าใจว่า เพราะสองเสียงนี้ จริงๆ แล้วเป็นคนละเสียงกัน แต่เมื่อเข้ามาในภาษาไทยแล้วกลายเป็นเสียงเดียว) ระบบนี้จะสร้างความมึนงงได้มากเวลาที่การออกเสียงในภาษาไทยนั้น ลดบางเสียงออกไป (เช่น Singha ภาษาไทยเหลือออกเสียงเพียงพยางค์เดียว หรือ Suvarnabhumi ก็แบบเดียวกัน) ระบบนี้มีข้อดีตรงที่จะรักษาความหมาย (ตามแบบรากภาษาอินเดียโบราณ) ไว้ได้มาก แต่ไม่ตรงกับการออกเสียงในภาษาไทย การถอดชื่อแบบนี้พบเห็นได้มากในนามสกุลพระราชทานต่างๆ เพราะพระมงกุฏเกล้าทรงนิยมสะกดชื่อให้ด้วยระบบนี้ (รวมถึงใครก็ตามที่อยากจะดู elite ด้วยเหตุผลตามนั้น)

Published in Media

2 Comments

  1. Masatha Masatha

    – จริง ๆ ก็ไม่แปลกใจที่คุณแอนดรูจะอธิบายแบบนั้น เพราะ 1. เขาสอนภาษาอังกฤษ ไม่ได้สอนภาษาอื่น 2. ภาษาที่เขาสอน สำหรับเพื่อการสื่อสารให้รู้เรื่อง ไม่ใช่ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ พอเป็นเรื่องชื่อฅน ก็ไม่แปลกที่จะสะกดในลักษณะที่ ‘อ่านออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ’ แล้วใกล้เคียงกับเสียงภาษาไทย

    -สำหรับกรณี ISA ตัว Ph, h มันต้องเป็นตัวเล็กยกสูงไม่ใช่หรือครับ? เขียนเป็น Ph แบบไม่ยกสูงแล้วเราจะทราบได้ไงว่าจะอ่านโดยใช้ระบบไหน?

    • ผมว่าผมก็เขียนเคลียร์แล้วนะ

      1. ถ้าใช้ตามตรรกะนี้ คนเยอรมันก็ต้องเปลี่ยนชื่อเวลาพูดภาษาอังกฤษ คงไม่ใช่มั้งครับ (และแบบเดียวกัน คนไทยไปประเทศไหน ก็ต้องสะกดชื่อใหม่ทุกรอบ ก็คงไม่ใช่อีกเหมือนกัน)
      2. เขาบอกชัดเจนว่า อะไรถูกอะไรผิด ประเด็นคือ ไอ้ที่เขาบอกว่าผิดน่ะ มันถูก (คือมีหลักที่มันถูกแน่ๆ อยู่) แค่ไม่ตรงจริต Anglophone แบบเขา ผมไม่แคร์ถ้าใครจะอยากสะกดแบบนั้น แต่แกเล่นบอกว่า แบบอื่นผิด เพราะมันไม่ตรงกับที่แกออกเสียง นี่มัน ethnocentric มากๆ
      3. ผมเคยมีอาจารย์อังกฤษที่ก็มีแนวคิดแบบเดียวกัน (ตั้งแต่ตอนเด็กๆ) แต่เขาก็เคยสอนว่า เสียงตัว u มันไม่ใช่เสียงสระอะ (เช่น ยำ สะกดว่า yam ไม่ใช่ yum เพราะ yum มันคนละสระกัน) คำถามคือ ไอ้แบบเนี้ย มันตามใจฉันมากๆ ว่าใครมองเสียงไหนใกล้กับเสียงอะไร
      4. ถ้าเขาจะบอกว่า เขาเป็นแค่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ งั้นเรื่องนี้มันก็อยู่นอก domain ของเขาแล้วครับ (คือถ้าเขาจะบอกว่า เฮ้ย romanise แบบนี้มันอ่านยากนะ ในสายตาของชาวต่างชาติ ก็เป็นเรื่องที่เขาจะคิดได้ แต่มาบอกว่า เฮ้ย เอ็งต้อง anglicise นะ เพราะฉันเป็นสอนภาษาอังกฤษ เหอ?)
      5. อย่างที่ผมบอกไป การ romanise แบบนี้มันเหี้ยมาก เพราะมันไม่มี consistency อะไรเลย เพราะเสือกไปอิงกับระบบภาษาที่มันไม่ consistent (Nut อ่านว่านัท แต่ Put อ่านว่าพุท? ภาษาแบบนี้จะไปอิงมันทำไม?)

      ส่วนย่อหน้าล่าง ไม่เข้าใจเลยครับ จะสับสนกับอะไรล่ะครับ ภาษาไทยไม่มีระบบ romanise ที่เสียง th ขัดกันเลยสักแบบเดียว

Comments are closed.