Skip to content →

ว่าด้วยศัพท์บัญญัติ

ช่วงนี้กระแสเรื่องศัพท์บัญญัติกลับมาอีกรอบ หลังจากที่มีข่าวเรื่องราชบัณฑิตแสดงความเป็นห่วงการใช้ภาษาไทย และข่าวส่วนใหญ่ได้เจาะไปที่คำศัพท์หมวดเทคโนโลยี โดยเฉพาะคำว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ในความหมายว่าอีเมล และคอมพิวเตอร์วางตัก ในความหมายว่าแล็ปท็อป

ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับศัพท์บัญญัติไปครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่มีการคุยเรื่องนี้ในวงเพื่อนผมระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องการแปลคำศัพท์เฉพาะทางวิชาการ แต่ภายหลังผมก็ขี้เกียจไป ตอนนี้ก็เลยดูเป็นโอกาสอันดีที่จะเอาหัวข้อนี้กลับมาเขียนถึงอีกครั้ง

โดยสรุปสั้นๆ คือ ผมไม่มีปัญหากับการแปลหรือสร้างคำศัพท์ในภาษาไทยจากภาษาต่างประเทศ เพื่อมาใช้แทนสิ่งของหรือแนวคิดที่ไม่ได้มีในภาษาไทยมาก่อน

หลายคนมักจะรู้สึกว่า คำศัพท์ภาษาไทยที่มาใช้แทนภาษาต่างประเทศ มันตลก ประดักประเดิด ไม่เข้าท่า ฟังไม่รุ้เรื่อง ซึ่งก็คงจริงสำหรับบางคำที่มันฟังดูไม่เข้าท่าจริงๆ แต่ถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า การใช้คำว่า “ความยืดหยุ่น” แทนคำว่า elasticity มันตลกและเข้าใจยากตรงไหน (แปลคำว่า demand, supply เป็นอุปสงค์อุปทานยังดูไม่เข้าท่ากว่าตั้งเยอะ) แต่เอาจริงๆ ผมเชื่อว่า ปัญหาของสิ่งเหล่านี้ อยู่ที่ความไม่ชินเป็นสำคัญ

หากเราลองนึกดูแล้ว ทุกวันนี้มีคำศัพท์ในชีวิตประจำวันมากมาย ที่ก็ถูก “สร้าง” ขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนในภาษาอื่น เมื่อตอนจักรยานเข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน คำศัพท์ว่า “จักรยาน” คงไม่ได้มีความหมายในภาษาไทยเป็นการเฉพาะแน่ๆ และในยุคแรกก็คงมีคนเสนอชื่อเรียกสิ่งประดิษฐ์นี้ (และ “ไบซีเกิล” ก็คงเป็นหนึ่งในคำเรียกของยุคนั้น) มาถึงทุกวันนี้ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่า “จักรยาน” เป็นคำแปลกปลอมแต่อย่างใด

ลองจินตนาการดูเล่นๆ ว่า หาก “เมกาโฟน” เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในยุคนี้ แล้วมีคนเสนอให้เรียกมันว่า “โทรโข่ง” มันคงช่างน่าหัวเราะไม่ต่างจากศัพท์บัญญัติอื่นๆ ในยุคนี้ แต่เพราะมันใช้มานานจนชิน จนเราไม่รู้สึกอะไร เช่นเดียวกับที่คนยุคปัจจุบันก็ไม่ได้รู้สึกแปลกกับคำอย่าง โทรศัพท์ โทรเลข รถเปิดประทุน รัฐสภา รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย

ไม่เพียงแต่ศัพท์ที่ใช้กันมานานหลายสิบปีเท่านั้น คำศัพท์เกิดใหม่หลายๆ คำก็เข้ามาอยู่ในภาษาไทยโดยไม่รู้แปลกปลอม อย่างคำว่าโลกาภิวัฒน์นี้ก็ไม่ได้เก่าแก่ถึงขนาดนั้น แต่ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีคนรู้สึกว่า “โกลบอลไลเซชั่น” มันสะดวกกว่าคำแปลภาษาไทย (ที่ใช้รากสันสกฤต) หรือคำว่าอย่าง “มือถือ” ก็นำมาใช้แทนคำว่า “โมบายล์” ได้อย่างไม่เคอะเขิน

(แต่จริงๆ คำว่า “มือถือ” นี้ก็เป็นความล้มเหลวของการบัญญัติศัพท์จากส่วนกลาง ที่ไม่สามารถนำศัพท์ทางการว่า “โทรศัพท์เคลื่อนที่” ให้คนทั่วไปใช้ได้)

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยกับการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตที่พูดถึงกันทั่วไปในปัจจุบัน รวมถึงทัศนคติที่อยู่เบื้องหลัง

ประการแรกคือ ไม่มีใครต้องการใช้ศัพท์ที่วุ่นวายเกินความจำเป็นหรอกครับ ผมเข้าใจว่า คำว่า “อีเมล” (สะกดแบบนี้) ก็อยู่ในรายการศัพท์บัญญัติอยู่แล้ว แต่สมมติว่ามีคนต้องการให้ใช้คำว่า “ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์” จริงๆ ผมก็คงต้องถามว่า เมายาหรือเปล่า ถึงคิดว่าคนจะใช้วลีความยาวเจ็ดพยางค์โดยที่มีคำเรียกสองพยางค์อยู่แล้ว (แถมสุดท้าย “อิเล็กทรอนิกส์” มันก็ไม่เห็นจะเป็นคำไทยตรงไหน)

ประการที่สอง ไม่มีใครเขามารอฟังศัพท์บัญญัติแล้วค่อยใช้คำตามที่ปราชญ์ทั้งหลายคิดมาให้ใช้ และปัจจัยสำคัญคือ กลุ่มคนใช้ภาษาคิดจะใช้หรือไม่ การบัญญัติศัพท์แล้วเก็บทิ้งไว้ในหนังสือที่ไม่มีใครอ่าน หรือออกมาไม่ทันกาล คงยากที่จะประสบความสำเร็จในการให้คนนำไปใช้จริง การที่คำว่า “มือถือ” เป็นคำศัพท์มาตรฐาน ทิ้งคำว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้แค่ในหนังสือราชการ เป็นการบอกว่า ผู้กำหนดภาษาคือฝูงชน ไม่ใช่ผู้เฒ่าบนหอคอย ต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันไม่เหมือนกับยุคของจักรยานที่สิ่งประดิษฐ์ใหม่นั้นมาในวงแคบๆ ของเจ้าขุนมูลนายแล้ว

โดยสรุปคือ ผมไม่รังเกียจคำศัพท์บัญญัติแทนคำต่างประเทศทั้งหลาย และก็รู้สึกว่าถ้าใช้ไปจนชิน หลายคำมันก็ไม่ได้เลวร้าย แต่ไม่ใช่ว่าจะบัญญัติศัพท์อะไรไม่เข้ากับการใช้งานจริง แถมเก็บไว้ให้คนไปตามหาเอาเอง แล้วมาโวยวายว่าคนไม่เอาไปใช้แบบทุกวันนี้ได้ (และที่สำคัญ ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ก็คือ การที่คนใช้ภาษาไม่เหมือนกับกฎเกณฑ์ในอดีต หรือกฎเกณฑ์ที่ใครก็ไม่รู้มากำหนดไว้ ไม่ได้แปลว่าเป็นหายนะของภาษาหรอกครับ)

ความรู้ข้างเคียง: สถาบันภาษาฝรั่งเศสของเคเบก คิดคำศัพท์คำว่า courriel มาใช้ในความหมายว่าอีเมล โดยย่อเอาจากคำว่า courrier électronique ที่แปลว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ล่ะ แล้วสถาบันฝรั่งเศสก็นำไปใช้เป็นคำแปลอย่างเป็นทางการตาม ปรากฏว่า ในเคเบกมีใช้คำนี้กันทั่วไป แต่ในฝรั่งเศสไม่มีค่อยมีใครไปใช้ตามอย่าง (จริงๆ ต้องบอกว่า สถาบันของเคเบกนั้น “เร็ว” กว่าของฝรั่งเศส บวกกับความกลัวภาษาอังกฤษในเคเบกที่มีอยู่เป็นทุนเดิม)

อีกเรื่องที่อยากพูด: ถ้าการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางภาษามันเป็นเรื่องหายนะขนาดนั้น เราไม่กลับไปตามหาเสียง /ญ/ กันล่ะครับ?

ท้ายสุด: อ่านบล็อกนี้แล้วรู้สึกว่า เขียนได้อ่านไม่รู้เรื่องมากๆ ครับ

Published in Society

6 Comments

  1. อ่านรู้เรื่องดี และเห็นด้วย

  2. พูดถึงราชบัณฑิตฯ โดยไม่มีหอคอยงาช้างเข้ามาเกี่ยวไม่ได้สินะ… (แต่นี่ก็สำนวนแปลจากภาษาต่างประเทศ)

    เคยคิดจะบล็อกเรื่องอาการ “lost in translation” ที่เกิดจากศัพท์บัญญัติเทคนิคนานแล้วเหมือนกัน การแพทย์เป็นสาขาหนึ่งที่มีศัพท์เทคนิคปริมาณมาก ที่พอแปลเป็นภาษาไทยไม่ว่าจะโดยราชบัณฑิตหรือโดยมาตรฐานโรงเรียนแพทย์เองแล้วก็ลงเอยว่าอ่านไม่รู้เรื่อง และก็ส่งผลง่าย ๆ ให้ไม่มีใครใช้

    กระนั้นระบบราชการก็ยังเป็นเครื่องค้ำจุนบทบาทความเป็นผู้ควบคุมภาษาของราชบัณฑิตฯ อยู่ ศัพท์บัญญัติพวกนี้จะต้องมานั่งเปิดก็เวลาเขียนใบชันสูตร ความเห็นทางคดี ฯลฯ ที่เป็นเอกสารทางราชการนี่แหละ

    แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นราชการจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของภาษาได้ คำ ละมุนภัณฑ์ ยังหายไปไปจากรายการศัพท์บัญญัตินานแล้วเลย

    การควบคุม (regulate) ภาษา อาจมองว่าเป็นการพยายามปฏิเสธธรรมชาติพื้นฐานของภาษาที่มีการใช้งานอยู่ได้ก็จริง แต่อีกนัยหนึ่งมาตรฐานการใช้ภาษาก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินกิจกรรมของสังคมที่มีการติดต่อสื่อสารกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีก็ยังไม่พัฒนามากพอที่จะเข้าใจภาษาธรรมชาติได้หลากหลายขนาดนั้น

    ความจริงก็ไม่ใช่แค่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่รวมถึงบังคับให้เปลี่ยนด้วย (นึกถึงความพยายามปฏิรูปภาษาสมัยจอมพล ป. แต่ไม่มีความรู้)

    แต่อย่างเรื่องภาษาวิบัติที่ชอบตีโพยตีพายกันนี่ส่วนตัวมองว่าการใช้ภาษาพิสดารที่เป็นกระแสนิยมแบบ อุคริ จุ๊บุ หุหุ เหอเหอ พวกนี้ ไม่ได้เป็น [threat] ต่อความคงอยู่ของมาตรฐานภาษาเลย เพราะมันแทบไม่มีทางแทรกตัวเข้าไปในภาษาที่ใช้ในสังคมทั่วไปได้ (ไม่ต้องพูดถึงวงธุรกิจและราชการ) แต่การใช้ภาษาผิด ๆ อย่างแพร่หลายในบริบททางการ/กึ่งทางการ (โดยเฉพาะโดยสื่อมวลชน) มากกว่า ที่กัดเซาะมาตรฐานภาษาให้พังไป (ซึ่งตรงนี้คงแล้วแต่คนมองว่าควรจะพยายามชะลอหรือยับยั้งหรือเปล่า ส่วนตัวยังยอมรับการผันวรรณยุกต์มั่ว ๆ ไม่ได้ แต่เวลาต่างหากที่จะเป็นเครื่องตัดสิน)

    อะ โยงเข้าเรื่องนี้จนได้ ไม่ใช่ประเด็นแท้ ๆ

    เรื่องศัพท์บัญญัติมีอีกประเด็นคือ สงสัยว่าภาษาลาวในปัจจุบันรับอิทธิพลจากภาษาไทยแค่ไหน ทางไหน เพราะภาษาลาวแบบที่ได้ยินในโทรทัศน์นั้นก็มีคำใหม่ ๆ ที่ใช้เหมือนภาษาไทยเต็มไปหมด

  3. Zerothman Zerothman

    ภาษาเป็นของใคร?

    • อธิปไตยเป็นของใคร?

      -Oops-

  4. eig eig

    เห็นด้วยในทุกประเด็นเลยหว่ะ 55 ชอบๆ

    เราเชื่อว่าอนาคต พอมีศัพท์ใหม่เกิดขึ้น แล้วความเร็วในการสื่อสารระดับ mass เร็วขนาดนี้
    การพูดทับศัพท์ของภาษาไทยจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจำเป็นต้องสื่อสาร และคำที่แพร่หลายในภาษาอังกฤษได้แสดงว่ามันควรจะพูดได้ง่ายพอระดับนึง

    อย่าง globalization อาจจะพูดยากหน่อย+ไม่ใช่ศัพท์ mass เลยมีคนตั้งโลกาภิวัฒน์ขึ้นมาใช้ในวงการแล้วก็แพร่หลายที่หลัง

    พูดถึงคำว่ามือถือ นี้น่าสนใจจริงๆ แฮะ ว่าแพร่หลายได้ยังไง

    มันมีคำศัพท์ไหนอีกมะ ที่ใหม่กว่ามือถือ แล้วไม่ได้ทับศัพท์อ่ะ

  5. cake cake

    เราอยากให้ยกตัวอย่างให้ดูหน่อยอ่ะ

Comments are closed.