Skip to content →

บัตรประชาชนในฐานะเอกสารยืนยันตัวบุคคล

วิกฤตการณ์ “บัตรเหลือง” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2553–54 นี้ ได้นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลในการจัดทำเอกสารสำคัญอย่างบัตรประจำตัวประชาชน ที่ตัวบัตรเกิดการขาดแคลนเป็นเวลาหลายเดือนอย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ประชาชนที่ต้องทำบัตรประจำตัวใหม่นั้น ต้องถือใบรับที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนเป็นการชั่วคราว หรือที่เรียกว่าใบเหลือง เป็นเวลาหลายเดือน

แต่หากเราพิจารณาประเด็นนี้แล้ว เราจะพบว่า ยังมีอีกด้านหนึ่ง ที่ไม่ได้รับการอภิปรายในวงกว้างเท่าที่ควร ที่จริงๆ แล้ว ก็อาจเรียกได้ว่ามีส่วนทำให้การขาดแคลนบัตรประจำตัวประชาชนนี้กลายเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง นั่นคือการให้ความสำคัญอย่างมากแก่บัตรประจำตัวประชาชนในกฎหมายของไทย

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ชุมชนออนไลน์ที่ผมสิงสถิตอยู่ มีหลายคนพยายามจะชูประเด็นเรื่องความจำเป็นของการมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยมีการอ้างอิงถึงความ (ไม่) จำเป็นในลักษณะเดียวกันในรัฐอื่นๆ ทั่วโลก แต่ด้วยการหล่อหลอมของการศึกษาไทยที่ทำให้คนจำนวนมากนิยมแนวคิดอำนาจนิยม (authoritarian) ที่ให้รัฐมีอำนาจอย่างมากในการควบคุม ทำให้หลายคนนั้น เรียกได้ว่า dismiss แนวคิดการไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนโดยสิ้นเชิง ผมเองจึงสงสัยและอยากรู้ว่า แนวคิดและแนวปฏิบัติของการมีบัตรประจำตัวประชาชนนั้นแตกต่างการอย่างไรในแต่ละรัฐ และแนวทางของไทยนั้นเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

เปรียบเทียบนโยบายการมีบัตรประจำตัวของประเทศต่างๆ

ในบรรดารัฐต่างๆ ที่มีอยู่ราวสองร้อยรัฐทั่วโลกในปัจจุบัน ต่างก็มีนโยบายเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนที่สรุปได้ออกมาเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่บังคับให้ประชาชนมีบัตรประจำตัว ตัวอย่างประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา เปรู เกาหลีใต้ มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีการออกบัตรประจำตัว แต่ไม่บังคับว่าต้องมี ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น ลักษณะนโยบายของประเทศในกลุ่มนี้ก็คือ ประชาชนสามารถขอมีบัตรประจำตัวไว้แสดงตนได้ แต่ไม่จำเป็น เพราะอาจจะใช้เอกสารราชการรูปแบบอื่นแทนได้อยู่แล้ว เช่น ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ หรือหนังสือเดินทาง ซึ่งประชากรจำนวนมากในประเทศก็จะมีเอกสารอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกบัตรประจำตัวมาใช้แสดงตัวเป็นการเฉพาะอีก

กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่ไม่มีการใช้บัตรประจำตัวเลย ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น (ในกรณีของสหราชอาณาจักร เคยมีนโยบายที่จะมีบัตรประจำตัว แต่ก็ยกเลิกไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)

ในมุมมองของผมแล้ว หากเราพิจารณานโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประจำตัวประชาชน เราจะพบว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า เราจะต้องมีเอกสารทางการที่ใช้ในการยืนยันตัวบุคคลหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงแทบทุกประเทศในโลกก็จะมีการใช้เอกสารสำหรับยืนยันตัวบุคคลในรูปแบบหนึ่งอยู่ แต่ประเด็นที่จะพิจารณาคือ จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องมีเอกสารที่ออกมาจำเพาะเพียงเพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคล นอกเหนือไปจากเอกสารอื่นๆ ที่มีการใช้กันทั่วไปอยู่แล้ว

กฎหมายบัตรประจำตัวประชาชนของไทย

สำหรับประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประจำตัวประชาชนคือพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542

ตามที่กล่าวไปข้างต้น ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่บังคับให้มีบัตรประจำตัวประชาชน ดังที่เขียนไว้ในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2526 ตามการแก้ไขในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2542

ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

นอกจากจะบังคับว่าต้องมีแล้ว กฎหมายยังระบุให้ประชาชนพกติตตัวตลอดเวลาด้วย ตามที่ปรากฎในมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2526 ตามการแก้ไขในมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2542

ผู้ถือบัตรผู้ใดไม่อาจแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ เมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

ถึงแม้ว่าโทษตามกฎหมายอาจไม่ได้รุนแรงนัก และไม่ได้มีการบังคับตรวจตรากันเคร่งครัดขนาดนั้น แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไทยจำเป็นต้องพกบัตรนี้ติดตัวตามกฎหมาย

ในด้านหนึ่ง ข้อบังคับการมีบัตรประจำตัวของไทย ส่งผลให้บัตรประจำตัวประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนที่จะต้องพกเอกสารขนาดยักษ์ติดตัวตลอดเวลาเมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนบัตรประจำตัวอย่างที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ได้มีเท่าที่ระบุในพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหรือระเบียบอื่นๆ ด้วย

ผมขอยกตัวอย่างจากปัญหาข้อหนึ่งที่มีการเขียนไว้ในเว็บไซต์ของกรมที่ดิน ซึ่งมีกรณีว่า มีการขอซื้อที่ดิน ซึ่งตามกฎระเบียบที่มีอยู่ จะต้องใช้เอกสารยืนยันตัว ในกรณีนี้เป็นปัญหาว่า ผู้ขอซื้อที่ดินลืมนำบัตรประจำตัวประชาชนมา จึงขอใช้พาสปอร์ตที่มีอยู่แทน แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้
คำตอบส่วนหนึ่งในเว็บไซต์ ระบุว่า

ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ และระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. ๒๕๔๘ บัตรประจำตัวประชาชน กับหนังสือเดินทางเป็นเอกสารคนละประเภทและมีไว้เพื่อใช้ในกรณีที่ต่างกัน บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านทุกคนต้องมีไว้เพื่อใช้แสดงตนว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทย เว้นแต่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนหนังสือเดินทางเป็นเอกสารราชการซึ่งบุคคลสัญชาติไทยใช้ในการเดินทางในต่างประเทศ จึงไม่จำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องมีหนังสือเดินทาง และหนังสือเดินทางไม่ใช่เอกสารที่จะมีไว้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ขณะเดียวกันบัตรประจำตัวประชาชนก็ไม่ใช่เอกสารที่จะมีไว้แทนหนังสือเดินทางได้เช่นกัน

หากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิจารณาจากหนังสือเดินทางและสำเนาทะเบียนบ้านแล้วเชื่อได้ว่าผู้ซื้อเป็นผู้มีสิทธิและความสามารถตามกฎหมายที่จะทำการซื้อและถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ และไม่มีกรณีหลีกเลี่ยงกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ได้ แต่ถ้ามีข้อสงสัยใดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ชอบที่จะอาศัยอำนาจตามนัยมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เรียกให้ผู้ซื้อนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงประกอบการจดทะเบียนได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป

(เน้นคำโดยผู้เขียน)

ในกรณีนี้ แม้เราจะเห็นว่า เจ้าพนักงานสามารถยอมรับการใช้หนังสือเดินทางในการยืนยันตัวได้ แต่กฎหมายก็ไม่ได้ให้ถือว่าใช้เป็นเอกสารยืนยันได้ ในทางกลับกัน เจ้าพนักงานสามารถเลือกที่จะยืนยันให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนได้

เพื่อนของผมเองคนหนึ่งก็เคยประสบเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน คือไปติดต่อทำธุระที่ธนาคาร โดยตั้งใจจะใช้หนังสือเดินทางเป็นเอกสารยืนยัน (เหตุผลก็เพราะวิกฤตการณ์ใบเหลืองนี่เอง) ด้วยคิดว่าก็น่าจะใช้แทนกันได้ไม่มีปัญหา (ตัวผมเองก็คิดเช่นนั้น) แต่เมื่อไปถึงแล้ว พนักงานธนาคารปฏิเสธที่จะยอมรับหนังสือเดินทางเป็นเอกสารยืนยันตัวบุคคล โดยยืนยันว่าจะต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบรับเท่านั้น

ในกรณีนี้ จึงดูเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า มีความจำเป็นขนาดไหน ที่ประชาชนไทย จะต้องพึ่งพาบัตรประจำตัวประชาชนในฐานะหลักฐานยืนยันตัวบุคคลอย่างที่ไม่สามารถใช้เอกสารอื่นใดทดแทนได้ขนาดนี้ ในเมื่อเอกสารทางการอื่นอย่างหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ก็เป็นเอกสารที่ราชการออกให้ มีรูปถ่ายและหมายเลขประจำตัวประชาชน (หลักๆ แล้ว หนังสือเดินทางก็ขาดแต่เพียงที่อยู่เท่านั้น ซึ่งก็ตั้งคำถามได้ว่า เป็นสิ่งจำเป็นขนาดไหน) เป็นไปได้หรือไม่ เอกสารชนิดอื่นที่รัฐบาลออกให้ จะสามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันตัวบุคคลตามกฎหมาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเอกสารชนิดเดียวตลอดเวลา รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องบังคังให้มีเอกสารนี้ติดตัว และแนวคิดล่าสุดที่ต้องการจะตีตรานี้ลงไปในเด็กประถมอีกด้วย

(บทความนี้เขียนส่งไป Echo แต่เขายังไม่ลง ก็เลยเอาลงบล็อกก่อน)

Published in Society

14 Comments

  1. แอบอู้งานนั่งอ่านอยู่ ขอเติมประเด็นที่อาจจะกลับมาคอมเมนต์ก่อน
    • ตัวอย่างสหรัฐฯ กับ SSN
    • Smart card ทำไปทำไม
    • ความไม่ตระหนักเรื่อง identity theft
    • Results ที่ขึ้นมาเมื่อ google “เลขประจำตัวประชาชน”

    • สำหรับประเด็นหลังสุด +
      ◦ การที่หลายหน่วยงานทำเหมือนว่ามันเป็นเหมือนเลขบัตรเครดิต ขณะที่หน่วยงานอื่นทำเหมือนเป็นที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์

    • ป.ล. เคยบอกไหมว่าที่นี่ต้องเข้า chayanin.in.th ผ่าน Tor?

      • เย้ย ทำไมอ่ะครับ

    • โอเค…
      ตัวอย่างสหรัฐฯ กับ SSN
      ไม่เกี่ยวกับบัตรประชาชนเสียทีเดียว แต่สำหรับประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันคือเลขประจำตัวประชาชน (ที่หลายที่มักเรียกผิดเป็นเลขบัตรประชาชน) ในยุคนี้คงค่อนข้างชัดว่าไม่เฉพาะสำหรับงานทะเบียนราษฎร ที่มีธรรมชาติเป็น database ฐานข้อมูล และจำเป็นต้องมี primary key กุญแจหลักเพื่อแยกแยะ ไม่ว่าใน application การใช้งานใดการบริหารข้อมูลบุคคลก็ต้องการเครื่อง identify ระบุตัวบุคคลที่ดีกว่าการบอกชื่อบรรพบุรุษและสถานที่เกิด หรือชื่อเมียผู้ใหญ่บ้าน จึงยากที่จะปฏิเสธการใช้เลขประจำตัวสากลแม้จะพยายามต่อต้าน Big Brother และแนวคิดอำนาจนิยมก็ตาม สถานภาพของ social security number ในสหรัฐฯ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง (ในสหราชอาณาจักรยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร แต่ทำไมเลขที่เอามาใช้นี่ต่างมาจากระบบสวัสดิการสังคมนะ?)
      [Side note: เปิด ๆ ดูผ่านไปเจอ http://www.homeoffice.gov.uk/media-centre/news/database-destruction ติดใจ + ขำนิด ๆ ตรง “incinerated in an environmentally friendly waste-for-energy process” นี่แหละ (ว่าแต่ทำไม Flagfox บอกว่า server อย่ที่ St Louis?]

      Smart card ทำไปทำไม
      สงสัยมาสักพักแต่ก็ยังไม่เคยลองหาคำตอบ เพราะ assume ทึกทักเอาเอง (คงคล้าย ๆ กับที่เห็นคนวิจารณ์ทั่วไป) ประมาณว่า ตามสไตล์รัฐบาลไทย หาเรื่องทำไว้ก่อน ที่ใช้มีหรือเปล่าหรือจะมีเมื่อไรนั่นอีกเรื่องนึง ก็ลองหา ๆ ดูเจอ http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1096219791.news สรุปว่านอกจากการบันทึกข้อมูล biometric ชีวมิติ biometric (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีที่ใช้ เพราะปัจจุบันนี้ไม่เห็นมีที่ไหนที่ให้สแกนลายนิ้วมือพร้อมยื่นบัตรประชาชน) และประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูล (ซึ่งบัตรแข็ง 4th generation มีแถบแม่เหล็กอยู่ก็ยังไม่ทราบว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง) ก็ไม่เห็นจะอธิบายประโยชน์อะไรจากความเป็น smart card อีก (แล้วแผนการดำเนินนโยบายที่ระบุในเว็บเพจที่อ้างถึง ระยะแรก ปี 2547 ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปร่าง) น่าสงสัยเหมือนกันว่าทำไมยังไม่ค่อยเห็นการโวยวายในประเด็นนี้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับปัญหาการขาดแคลนบัตร (หรือมี แต่ไม่ได้ตามข่าว?)

      ความไม่ตระหนักเรื่อง identity theft
      โดยเกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรก ในประเทศไทยบุคคลทั่วไปดูยังไม่ตระหนักถึงปัญหา identity theft แม้ที่ผ่านมาก็เคยเห็นเป็นข่าวหลายครั้งแล้ว ยิ่งคำนึงถึงแนวโน้มการเข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของได้แพร่หลายขึ้น บวกกับความไม่รู้เรื่องการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล และปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ผมว่าแนวโน้มปัญหานี้ในอนาคตมีได้อีกมาก ซึ่งนี่น่าจะเป็นข้อโต้แย้งหลักของการมีบัตรประจำตัวประชาชน dedicated เป็นบัตรเฉพาะ

      Results ที่ขึ้นมาเมื่อ google “เลขประจำตัวประชาชน”
      ความจริงชัดกว่าเมื่อค้นหาข้อความ เลขบัตรประชาชน อันนี้ก็ไม่รู้จะวิจารณ์ว่าอย่างไรเหมือนกัน

      การที่หลายหน่วยงานทำเหมือนว่ามันเป็นเหมือนเลขบัตรเครดิต ขณะที่หน่วยงานอื่นทำเหมือนเป็นที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์
      อันนี้สืบเนื่องจากตอนที่สอบเพื่อขอรับการประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ศูนย์ฯ ได้ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชน เป็น parameter เดียวในการเข้าถึงข้อมูลผู้สอบและผลการสอบ ทั้ง ๆ ที่เลขประจำตัวประชาชนไม่ได้มีลักษณะเป็นข้อมูลลับที่จะทดแทนรหัสผ่านได้เลย (ซึ่งแม้หลังโทร.ไปเฉ่งเกือบสิบรอบ ส่งหนังสือทางการไป 2 ฉบับ ดูจะมีการแก้ไขบ้าง (โดยให้ใช้เลขที่นั่งสอบร่วมด้วย) แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่) เว็บไซต์หน่วยงานราชการ/ในกำกับของรัฐบางแห่งก็ให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยใช้เพียงเลขประจำตัวประชาชน (หรืออาจจะร่วมกับชื่อ สกุล วันเกิด ซึ่งก็แทบจะเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่ดี) ดูเหมือนผู้ที่จัดทำระบบเหล่านี้จะไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างการระบุ (identification) กับการพิสูจน์ตัวจริง (authentication)

      เท่าที่ว่ามายังไม่มีอะไรตอบประเด็นของบทความโดยตรงเลย ตอนนี้ผมมองบริบทของคำถามเป็นสเปกตรัมที่ด้านหนึ่งมีเอกสารเฉพาะกิจหลายอย่างที่อาจมีความซ้ำซ้อน และต่างก็อาจสามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีบัตรประจำตัวประชาชนใบเดียวเป็นบัตรครอบจักรวาล ใช้ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ขึ้นรถไฟฟ้าจนถึงข้ามพรมแดน (ซึ่งถ้าหายหรือโดนปลอมไปทีเดียวก็จบเห่) ตอนนี้บัตรประชาชน smart card ของไทย ดูเหมือนทะเยอทะยานอยากจะให้เป็นอย่างหลัง แต่ก็ยังทำไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายก็เป็นแค่บัตรอีกใบที่เพิ่มเติมจากเอกสารเฉพาะกิจนับไม่ถ้วนอยู่ดี

      ป.ล. แต่งคอมเมนท์นาน มาก อย่างกับเอ็นทรีบล็อกตัวเอง

  2. การพกบัตรเหลืองไปธนาคาร มันยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอครับ?

    • อ้อ ประเทศที่ไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเลยนี่ ใช้อะไรแสดงฐานะของบุคคลอ่ะครับ?

      • ไม่มีมั้งครับ ประเทศที่ไม่ต้องใช้เอกสารอะไรเลย จะมีก็แต่ประเทศที่ไม่มีการกำหนดให้ใช้เอกสารแค่แบบเดียวในการยืนยันตัวตนในทุกกรณี

        พอดีตอนนี้อาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่มีการใช้ “บัตรประจำตัวประชาชน” เลยได้เห็นว่าเขายืนยันตัวตนกันยังไง ซึ่งมันก็แตกต่างกันไปตามการใช้งานน่ะครับ จะเปิดบัญชีธนาคารก็ต้องมีเอกสารที่น่าเชื่อถือที่เชื่อมโยงใบหน้ากับชื่อ (หนึ่งอัน) และชื่อกับที่อยู่ (อีกหนึ่งอัน) คนก็ใช้ใบขับขี่คู่กับบิลค่าไฟบ้าน หรือพาสปอร์ตคู่กับเอกสารประกันภัยบ้าน ฯลฯ

        หรืออย่างจะเข้าคลับเข้าบาร์ มีการตรวจอายุ ก็สามารถไปสมัครบัตรยืนยันอายุ ที่มีแค่ใบหน้า ชื่อ และอายุ

        ประมาณนี้ครับ

        • ผมว่า แบบนั้นยุ่งยากกว่ามีบัตรแบบครอบจักรวาลอีกนะครับ

          • Oat Oat

            ถ้ามองในมุมของผู้ตรวจสอบก็ยุ่งยากกว่าครับ แต่ในมุมของผู้ผูกตรวจสอบก็สะดวกกว่ามาก

    • ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจะพกกระดาษเป็นแผ่นๆ ที่ไม่ได้ออกแบบไว้ให้พกไปไหนมาไหนหรอกครับ โดยเฉพาะถ้ามันควรจะมีอย่างอื่นที่ใช้แทนได้อยู่แล้ว

      แค่ตอนนี้ไม่มี government ID อื่นนอกจากพาสปอร์ตใช้ (จริงๆ คือมี แต่มันไม่มีภาษาอังกฤษ) ผมว่าชีวิตก็ยุ่งยากขึ้นไม่น้อยแล้วนะ

    • Oat Oat

      ตอนนั้นผมทำกระเป๋าตังหายครับ แล้วก็กะจะไปทำบัตร ATM ก่อนโดยใช้พาสปอร์ตแล้วค่อยไปขอบัตรเหลืองใหม่ ด้วยเหตุผลด้านความสะดวก พอไปถึงธนาคาร(ไม่เอ่ยนาม) ก็ถูกพนักงานและ๖หลังจากนั้น)ผู้จัดการสาขาปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่ากฏของธนาคารระบุไว้ว่าต้องใช้บัตรประชาชน

  3. คำ ผกา คำ ผกา

    ขออนุญาตนำข้อมูลไปอ้างอิงในรายการ คิด เล่น เห็น ต่าง ทาง Voice TV. ได้ไหมคะ?? ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    • ข้อมูลทั้งหมดดึงไปได้เลยครับ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรนอกจาก primitive internet research เลย (แทบไม่ได้ double check ด้วยซ้ำ อันที่จริงแล้ว)

Comments are closed.