Skip to content →

Canadian War Museum (1)

ถึงแม้ว่าการมาอยู่ที่ออตตาวาอาจจะดูน่าเบื่อสำหรับหลายคนอยู่บ้าง ด้วยเหตุที่ออตตาวานั้นเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากนัก ไม่ได้มีลักษณะของศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเช่นมอนทรีออล (มองเรอัล?) หรือโทรอนโต แต่ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐ ออตตาวาก็มีสิ่งที่น่าสนใจบางอย่างมาแทน นั่นคือเครือข่ายพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ตั้งอยู่ในนครหลวงแห่งนี้

บรรดาพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในออตตาวานี้ จะมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ จะมีช่วงที่สามารถเข้าชมได้ฟรีทุกเย็นวันพฤหัสบดี ก็เลยเป็นโอกาสอันดีสำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แบบประหยัดๆ ได้

พิพิธภัณฑ์แห่งล่าสุดที่ไปชมมาคือพิพิธภัณฑ์สงคราม (Canadian War MuseumMusée Canadien de la Guerre) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผมคุ้นเคยมาก ไม่ใช่เพราะไปบ่อย แต่เพราะก่อนหน้านี้รถเมล์สายที่ผมนั่งกลับบ้านจะผ่านทางนี้ และก็จะได้ยินเสียงประกาศชื่อป้ายเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ในสองภาษาอยู่เป็นประจำ ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

การไปชมพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้ ขาดอุปกรณ์ของบล็อกเกอร์ที่ดีไปหนึ่งอย่าง นั่นคือกล้องถ่ายรูป ดังนั้น ก็จะไม่มีภาพให้ชมแต่อย่างใด

รอบนี้ ผมได้เข้าไปดูแกลเลอรีหลักสี่อันที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของแคนาดา หากดูตามหน้าเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ ก็คือสี่อันแรกนั่นเอง ซึ่งกว่าจะเดินจบสี่อัน ก็หิวข้าว ทนไม่ไหว กลับบ้านไปก่อนที่จะได้ดูแกลเลอรีที่เหลือ

ชื่อของพิพิธภัณฑ์บอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สงคราม แน่นอนว่าก็ต้องเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งการเข้าชมพิพิธภัณฑ์สงคราม ก็ทำให้เห็นภาพทางประวัติศาสตร์ชัดเจนขึ้น เพราะสงครามก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์ และเป็นปัจจัยที่ «shape» รูปแบบของรัฐอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ดังนั้น การเดินแกลเลอรีประวัติศาสตร์สงครามรอบนี้ จึงเหมือนกับเติมความเข้าใจไทม์ไลน์พื้นฐานของความเป็นประเทศแคนาดา จากเดิมที่ดูในพิพิธภัณฑ์อารยธรรม (Canadian Museum of CivilizationMusée Canadien de Civilisations) ไปนั่นเอง

แกลเลอรีสี่อันที่ได้เข้าชม เป็นการแบ่งช่วงประวัติศาสตร์ของแคนาดาออกเป็นช่วงใหญ่ๆ สี่ช่วง ตามบทบาททางสงครามของแคนาดา

ช่วงแรก เป็นการพูดถึงสงครามที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินแคนาดา โดยเริ่มตั้งแต่สงครามระหว่างชนพื้นเมืองกันเอง ไปจนถึงเมื่อชาวยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามา จนก่อร่างสร้างตัวเป็นประเทศแคนาดาขึ้น ช่วงของสงครามระหว่างชนพื้นเมืองมีรายละเอียดไม่มาก ส่วนหนึ่งคงเพราะวัฒนธรรมชนพื้นเมืองก่อนที่ชาวยุโรปจะมาตั้งรกรากนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดนัก แต่ก็มีการพูดรูปแบบของสงครามระหว่างเผ่าต่างๆ และตัวอย่างอาวุธที่ใช้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

หลังจากที่ชาวยุโรปเริ่มเข้ามา (อันนี้หมายถึงพวกฝรั่งเศส-อังกฤษ ไม่นับพวกนอร์สไวกิงที่มาก่อนหน้านั้น) รูปแบบสงครามของชนพื้นเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ชนพื้นเมืองมีการค้าขายกับชาวยุโรป และได้รับอาวุธสมัยใหม่อย่างปืนจากชาวยุโรป ทำให้สงครามเปลี่ยนรูปแบบไป และมีการเป็นพันธมิตรกัน โดยพวกฝรั่งเศสก็จับมือกับเผ่าหนึ่ง พวกอังกฤษก็เข้าพวกกับอีกฝั่งหนึ่ง นอกจากนี้ก็มีสงครามระหว่างสองค่ายจักรวรรดินั่นคืออังกฤษ/บริเตน และฝรั่งเศส หลังจากนั้นก็มีสงครามปฏิวัติอเมริกัน ซึ่งส่งผลให้พวกลอยัลลิสต์ที่จงรักภักดีกับบริเตนอพยพมาอยู่ในอาณานิคมส่วนที่เป็นดินแดนของแคนาดาปัจจุบัน สงครามปี 1812 ที่ทำให้แคนาดาไม่เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงการปะทะบนแผ่นดินแคนาดาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

แกลเลอรีส่วนที่สอง พูดถึงยุคที่แคนาดา (ซึ่งจังหวัดหลักๆ รวมตัวเป็น Dominion of Canada ไปแล้ว) ส่งกองทัพไปทำสงครามนอกประเทศในฐานะส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริเตน (ซึ่งยังคงควบคุมนโยบายการต่างประเทศของแคนาดาอยู่) โดยหลักๆ ก็คือสงครามในแอฟริกาใต้กับพวกบัวร์ และสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

จริงๆ ผมเองก็ได้ยินชื่อของสงครามกับพวกบัวร์มาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยลองอ่านหรือรับรู้จริงจังว่ามันคือสงครามอะไรกับใคร ก็เพิ่งได้รับรู้เรื่องราวจริงๆ ตรงนี้เอง หลักๆ คือ สงครามนี้ เป็นสงครามระหว่างพวกอังกฤษ กับพวกบัวร์ ซึ่งก็คือลูกหลานของชาวดัตช์ที่มาตั้งรกรากในแอฟริกา โดยคำว่าบัวร์ (boer) ก็เป็นคำในภาษาเนเธอร์แลนด์กับภาษาอัฟริกานส์ ที่แปลว่าชาวไร่ชาวนา (และเผื่อใครยังไม่ทราบ ภาษาอัฟริกานส์ – Afrikaans คือภาษาที่มีรากมาจากภาษาเนเธอร์แลนด์ และสองภาษานี้ก็ยังพอคุยกันรู้เรื่อง ผมเองเคยเห็นเพื่อนชาวเบลเยียมกับชาวแอฟริกาใต้คุยกันดู)

หลังจากเป็นสงครามกับพวกบัวร์ ก็เป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในช่วงนี้แคนาดายังคงเอาต์ซอร์สงานนโยบายต่างประเทศให้สหราชอาณาจักรอยู่ ดังนั้นพอสหราชอาณาจักรประกาศสงคราม แคนาดาก็เลยมีเอี่ยวด้วยไปโดยปริยาย

จุดสำคัญอันหนึ่งที่จำได้ (จริงๆ เหมือนมันจะมีมากกว่าหนึ่ง แต่จำได้อันเดียว) คือกองกำลังของแคนาดา เป็นฝ่ายที่เผชิญอาวุธเคมีของเยอรมนีในยุทธการที่เมืองอีปร์ (Ypres/Ieper)

หลายอย่างในแคนาดาเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกนี้ อันหนึ่งคือสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามด้วยเหตุผลพื้นฐานก็คือ พวกผู้ชายเขาออกไปรบกัน นอกจากนี้ การเริ่มใช้เวลาออมแสง (daylight saving time) ก็เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มระยะเวลาในการทำงานที่จำเป็น รวมถึงเริ่มเก็บภาษีเงินได้เพื่อเอาเงินไปใช้ในสงครามด้วย

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังมีเรื่องของการออกกฎหมายเกณฑ์ทหารของแคนาดาด้วย จากเดิมที่กองกำลังของแคนาดาใช้ระบบอาสาสมัคร ซึ่งก็เกิดกระแสไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเกเบก ซึ่งไม่ได้รู้สึกสวามิภักดิ์กับบริเตนเท่าไรนัก

หลังจบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็เป็นช่วงที่แคนาดาเริ่มแยกออกมาจากจักรวรรดิบริเตนเรื่อยๆ (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อังกฤษหลังสงครามเริ่มไม่มีปัญญาดูแลจักรวรรดิได้) จุดสำคัญก็คงเป็นปี 1931 (แต่อันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสโคปของมิวเซียมเท่าไหร่) โดยรวมแล้ว ในแกลเลอรีที่สองนี้ ธีมของงานก็คือ การเข้าร่วมสงครามพวกนี้นำไปสู่ความเป็นอิสระมากขึ้นและการยอมรับจากนานาชาติ แต่ก็ด้วยต้นทุนที่สูงมากของสงครามนั่นเอง

Published in Media

3 Comments

  1. – ประเทศไทยน่าจะมีพิพิธภัณฑ์แบบนี้บ้างนะเนี่ย
    – ว่าแต่ รูปแบบพิพิธภัณ์น่าสนใจป่ะ? น่าเบื่อมะ?

  2. Was so excited thinking I would finally be able to understand this article. But no. 😛

    • Sorry for letting you down. 😀

      I actually did consider about giving it a Thai title to make it clear that it’s in Thai, but ended up with just the museum’s name.

Comments are closed.