Skip to content →

คีย์บอดบอดบอด

ปัญหาอย่างหนึ่งของการจะพิมพ์ภาษาที่ใช้อักษรละตินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ คือการที่คีย์บอร์ดมาตรฐานที่ใช้ในไทยนั้น คือผังคีย์บอร์ดแบบ US ซึ่งไม่สามารถใส่ diacritics ใดๆ ได้เลย ทำให้ประสบปัญหาในการพิมพ์ภาษาที่จะใช้อักษรมากกว่า 26 ตัวมาตรฐาน เอาง่ายๆ แค่ภาษาอังกฤษเอง พิมพ์คำว่า naïve, rôle, หรือ encyclopædia ก็ไม่ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ (หมายถึงเมื่อสักสองสามปีก่อน) ทางออกที่ผมรู้และลองใช้คือ

  • ก๊อปปี้มันดื้อๆ เนี่ยแหละ อันนี้หลายๆ คนก็ทำกัน
  • ใช้ฟังก์ชันจำพวก add symbol หรือ character map
  • ใส่ด้วยรหัส (ที่ดูจาก character map)
  • เพิ่มผังคีย์บอร์ด

วิธีแรกมีข้อจำกัดอย่างเห็นได้ชัดคือ มันต้องมีต้นแบบมา วิธีที่สองนั้น มีขั้นตอนที่ค่อนข้างมากเกินไปสำหรับการพิมพ์ตัวอักษรหนึ่งตัว วิธีที่สามอยู่ในข่ายเดียวกับวิธีที่สอง แต่เปลี่ยนเป็นต้องจำค่อนข้างมากแทน (เอาง่ายๆ อย่างภาษาฟินแลนด์ แค่ ä ö Ä Ö ก็สี่ตัวแล้ว ถ้าภาษาสเปนจะต้องจำประมาณสิบ ซึ่งมากเกินไป)

วิธีที่สี่นั้นมีปัญหาอยู่สองข้อ ข้อแรกคือ มันทำให้การเปลี่ยนภาษาต้องกดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปรกติคนไทยซึ่งใช้ระบบการเขียนสองชุด (คือสำหรับภาษาอังกฤษ และภาษาไทย) ก็จะมีการสลับผังคีย์บอร์ดกันเป็นปรกติอยู่แล้ว (จะใช้ grave accent ` ใช้ Alt+Shift หรือ Cmd+Space ก็ตามแต่) คนที่ใช้ภาษาอย่างญี่ปุ่น จีน หรือรัสเซีย ก็คงต้องเพิ่มผังแบบที่สามเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมมติว่ามีสามแบบ คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่น สมมติว่าต้องการจะพิมพ์ภาษาอังกฤษสลับกับภาษาไทย (แบบที่ผมทำอยู่) จากภาษาไทย ก็อาจจะต้องกดเปลี่ยนภาษาสองครั้ง ทางใดทางหนึ่ง (ระหว่างอังกฤษกลับมาไทย หรือจากไทยไปอังกฤษ จะต้องเปลี่ยนผ่านญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง) ดังนั้นหากเราเพิ่มผังแบบภาษาสเปน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ ฯลฯ เราก็จะต้องกดปุ่มมากครั้งขึ้นในการเปลี่ยนผังคีย์บอร์ดแทบทุกครั้ง แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจจะพิมพ์ภาษานั้นก็ตาม

ปัญหาที่สองคือ ผังคีย์บอร์ดแบบอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่จะมีความแตกต่างจากผังแบบ US ค่อนข้างมาก ตำแหน่งของสัญลักษณ์ต่างๆ ก็จะอยู่ไม่ตรงกัน ซึ่งเท่ากับว่า นอกจากจะไม่เคยชินแล้ว มันยังไม่ตรงกับผังที่สกรีนอยู่บนฮาร์ดแวร์ซึ่งเป็นแบบ US ด้วย (ลองเปรียบเทียบผังแบบ US กับ UK ดู)

ดังนั้น การเพิ่มผังคีย์บอร์ด ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพิมพ์พอสมควร ทั้งความเคยชินในการเปลี่ยนภาษา รูปแบบผังอักษร รวมถึงจะต้องจำให้ได้ด้วยว่า อักษรที่ต้องการอยู่ตรงไหน เพราะมันไม่ตรงกับฮาร์ดแวร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ ดูจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก เมื่อเทียบกับอักษรที่ต้องการเพิ่มขึ้นมาเพียงไม่กี่ตัว (และสำหรับผม ที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำขนาดนั้น) ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ ผังคีย์บอร์ดแต่ละแบบ ก็มักจะออกแบบไว้สำหรับการพิมพ์ในภาษาหรือประเทศนั้นๆ (บางประเทศที่ใช้หลายภาษา อาจจะออกแบบให้คีย์บอร์ดรองรับทั้งหมด) ซึ่งถ้ามีมากกว่าหนึ่งภาษา ก็อาจจะต้องใส่ผังคีย์บอร์ดหลายๆ แบบด้วย

จนกระทั่งผมรู้จักผังคีย์บอร์ดแบบ US-International ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป… (ฟังดูเหมือนธุรกิจเครือข่ายไหม?)

(ผมเคยพูดถึงผังนี้ครั้งนึง เพราะมันอยู่ในควิซเฟซบุก How well do you know… ที่ผมตั้ง แน่ล่ะว่ามันโคตรบ้า ใครจะมารู้ว่าผมใช้คีย์บอร์ดแบบไหน)

คีย์บอร์ดแบบ US-International ใช้ AltGr แทนที่จะเป็น Alt ทั้งสองข้างเหมือนกับ US ตามปรกติ ซึ่งก็จะเหมือนกับผังคีย์บอร์ดแบบอื่นๆ ที่มีใช้กันทั่วไป ถ้าลองสังเกตดู ส่วนอักษรปรกติ (สีดำ) นั้นจะเหมือนกับแบบ US ธรรมดาทุกอย่าง สามารถใช้พิมพ์เหมือนกับคีย์บอร์ด US โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไร (ยกเว้นเรื่องของ dead keys ที่จะเดี๋ยวจะพูดถึง)

ส่วนสีน้ำเงินนั้น พูดง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่ชินกับคีย์บอร์ดที่มี AltGr ก็คือ มันเป็นการเพิ่มอักษรตัวที่สามให้กับคีย์แต่ละอัน จากเดิมคีย์แต่ละอันจะมีอักษรสองตัว คือแบบกดธรรมดา กับกดพร้อมกับ shift ก็จะมีตัวที่สาม ที่ทำได้โดยกด AltGr ดังนั้น หากเราต้องการจะพิมพ์ ó เราก็เพียงแค่กด AltGr พร้อมกับ o และเราก็สามารถกด AltGr พร้อมกับ shift เพื่อให้กลายเป็น Ó ได้ด้วย

โอเค ถึงตรงนี้ หลายๆ ตัวก็ยังดูจำไม่สะดวกนัก เราอาจจะจำได้ว่า ó อยู่บน o แต่ ö กับ ø ก็อาจจะยังสับสนกันอยู่

ส่วนสุดท้ายคือส่วนสีแดง ซึ่งหน้าที่เป็น dead key หลักการของมันก็คือการประสมตามรูปร่างนั่นเอง เช่น ใช้ ‘+ a กลายเป็น á, “+o กลายเป็น ö, `+e กลายเป็น è, ~+n เป็น ñ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า อันนี้มันจำได้ง่าย และมันพิมพ์ได้มากกว่าส่วนสีน้ำเงินที่มีมาให้ด้วย

ในระบบวินโดวส์ เท่าที่เคยลองใช้ เหมือนจะตัว dead key นี้จะเป็น dead key จริงๆ คือถ้าพิมพ์ ‘ เฉยๆ ตัว ‘ จะยังไม่ปรากฏ เพราะถ้ากด ‘ แล้วตามด้วย a ทันที มันจะกลายเป็น á ไป ส่วนถ้าตามด้วย space หรือด้วยตัวอักษรอื่นที่ประสมกันไม่ได้ ถึงค่อยเป็น ‘ ตามปรกติ วิธีนี้ จะนับว่าสะดวกก็คงจะได้ เพราะไม่ต้องกด AltGr มากเกินไป แต่ผมไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ค่อยจะชินนัก มันทำให้การพิมพ์ตามปรกติชะงักไปด้วย (ถ้าใช้จนชินก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ต้องปรับพฤติกรรมที่ชินอยู่แล้วก็คงดีกว่า)

ใน Ubuntu มันจะมีอีกแบบมาเป็นตัวเลือกให้โดย default อยู่แล้ว (ในวินโดวส์รู้สึกก็จะลงเพิ่มได้ แต่จำไม่ได้แล้วว่าหามาจากไหน) คือเป็นระบบที่ใช้ AltGr ทำหน้าที่ dead key นั่นคือ จะต้องกด AltGr พร้อมกับสัญลักษณ์ก่อน แล้วตามด้วยตัวอักษร มันจึงจะทำงาน โดยส่วนตัวผมใช้แบบนี้ เพราะมันทำให้การพิมพ์ตามปรกติที่เคยชินอยู่แล้วไม่ติดขัด ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยากลำบากในการพิมพ์มากเกินไป (สำหรับคนที่ไม่ได้พิมพ์อะไรเป็นกิจลักษณะมากแบบผม อย่างน้อยๆ มันดีกว่าการจำรหัส Ctrl+xxxx แบบที่อาจารย์ภาษาสเปนเขียนขึ้นกระดานไว้ให้แน่ๆ)

จริงๆ แล้วถ้าเน้นการใช้งานเฉพาะ word processor แล้ว เข้าใจว่า word processor ก็มีรูปแบบ dead key ที่ใช้ประสมเป็นอักษรที่ diacritics พวกนี้เหมือนกัน (แต่คงพิมพ์ ¿ ไม่ได้กระมัง)

ปล. การพิมพ์อักษรที่มี diacritics ได้ เคยอยู่ในข้อพิจารณาตอนเลือกมือถือเมื่อปีก่อนด้วย หลังจากที่โมโตโรล่าเครื่องเดิมมันใส่อะไรไม่ได้เลย (และดันใช้ตอนที่มีพิมพ์แมสเซจภาษาฟินแลนด์บ่อยๆ ด้วย) ซึ่งข้อดีของโนเกียคือ แม้แต่รุ่นกระจอกๆ มันก็ทำได้ (แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ขายเมืองไทยด้วย ไม่เหมือนโมโตฯ ที่รุ่นขายเมืองไทยทำไม่ได้เลย)

Published in Technology

3 Comments

  1. เคย install ไว้พักนึงก่อนที่จะเอาออกเพราะไม่ได้ใช้และสับสนบ่อยเกินไปว่าพิมพ์อะไรอยู่

  2. ยากเกินไปครับ ไม่เคยพิมพ์ภาษาอื่นนอกจากไทยกับอังกฤษ เลยไม่เจอปัญหานี้

  3. รู้สึกว่าเยอรมันก็มีปัญหานี้เหมือนกัน

    จะเรียกว่าปัญหาก็ไม่ถูก เพราะว่า layout ที่โน่นมันเป็น de เท่านั้นเลย (สงสัยมีแต่เราที่เห็นว่าเป็นปัญหา T^T)

Comments are closed.