Skip to content →

การจัดกระเป๋าเดินทางแบบ optimal

บทเรียนแรกๆ ที่ใครๆ จะได้เรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์ คือทรัพยากรนั้นมีจำกัด และมนุษย์เราก็จะต้อง “trade off” อยู่เสมอๆ การจัดกระเป๋าเดินทางก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามกฎของโลกนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมเชื่อว่า สำหรับคนที่จะต้องจัดของเพื่อไปใช้สำหรับอยู่ที่ไกลๆ เป็นเวลาหลายๆ เดือนหรือหลายปี จะต้องเจอปัญหาว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะสามารถนำทุกอย่างที่จะต้องใช้หรือต้องการจะใช้ในช่วงระยะเวลาที่จะต้องไปอยู่ ดังนั้นการชั่งน้ำหนัก (ทั้งในความหมายโดยนัย และความหมายตามตัวอักษร) ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าเดินทางโดยสารเครื่องบิน ข้อจำกัดเบื้องต้นอันหนึ่งก็คือ ปริมาตรและน้ำหนัก (หรือ technically คือมวล?) ของสัมภาระทั้งหลายที่จะเอาไปด้วยได้

เพื่อความเรียบง่าย สมมติว่ามีตัวแปรเดียวที่เราจะกังวล จะเป็นน้ำหนักหรือปริมาตรก็ตามแต่

การคิดเบื้องต้นที่สุด สมมติว่า จุดมุ่งหมายของเราคือ maximise utility ของที่มี (marginal) utility ต่อขนาดสูง ก็ควรจะสำคัญกว่าของที่มี utility ต่อขนาดต่ำ

โอเค เรื่อง utility มัน abstract ไป น่าเบื่อ เราลองมาขยายความดีกว่า

ถึงแม้ว่าเราจะเอาของติดตัวไปด้วยได้เพียงจำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายแล้วเราจะบริโภคของเพียงเท่านั้นในช่วงระยะเวลาที่เราไปอยู่ ดังนั้น ก็จะมีของจำนวนหนึ่งที่เราจะไปซื้อหาในสถานที่ที่เราจะไปอยู่แล้ว

ของส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า อาจจะเป็นของที่ไปหาซื้อไม่ได้ หรือหาซื้อได้ลำบาก เช่น ของทางจิตใจต่างๆ หนังสือภาษาไทย เครื่องปรุงอาหารบางชนิด เป็นต้น

ในที่นี้ ขอพูดถึงของเพียงที่เหลือ คือของที่สามารถไปหาซื้อได้ สามารถนำมาเปรียบเทียบเป็นตัวเงินได้ (จริงๆ แล้ว ถ้าจะเอาให้ละเอียด ของทั้งสองประเภทมันก็จะเทียบกันได้ แต่เพื่อ keep it simple, stupid ก็ขอเทียบแค่ตัวเงินเพราะมันจับเห็นภาพได้ชัดเจน และใช้คิดจริงๆ ได้มากกว่า)

ในกรณีนี้ หลักเกณฑ์ที่สามารถเอามาใช้เปรียบเทียบได้ คือ จำนวนเงินที่จะประหยัดได้ / ขนาด

ที่เขียนว่าจำนวนเงินที่จะประหยัดได้ ก็หมายความตามนั้น ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเท่ากับ ราคาปลายทาง – ราคาในประเทศ เพราะตัวเราเองก็คงจะมีของบางอย่างที่จะเอาไปใช้ด้วยได้โดยไม่ต้องซื้อใหม่อยู่แล้ว และจำนวนนี้ก็หมายถึงจำนวนจริงๆ ไม่ใช่อัตราส่วนร้อยละ

เช่น หากเรามีเสื้อผ้าอยู่แล้ว ถ้าเราไม่เอาไปด้วย เราก็จะต้องไปหาซื้อใหม่ จำนวนเงินที่จะประหยัดได้จากการเอาไปด้วยก็คือราคาของเสื้อผ้านั้นเต็มๆ ไม่ใช่ส่วนต่างราคา

ส่วนของบางอย่างที่เราอาจจะไม่ได้มีอยู่เดิม เช่น จะซื้อรองเท้าใหม่ไปดีไหม ก็จะเปรียบเทียบว่า ถ้าซื้อในเมืองไทย จะเสียเงินเท่าไหร่ และถ้าไปซื้อปลายทาง จะเสียเงินเท่าไหร่ และเทียบส่วนต่างกัน

ผมพบว่า การคิดในแนวทางนี้ ช่วยผมได้ไม่น้อยในการจัดกระเป๋าครั้งที่ผ่านมา แน่นอนว่า ไม่ถึงกับเป๊ะๆ เพราะเวลาที่ไปสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน เราก็จะมี imperfect information อยู่บ้าง เช่น ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วของจะมีขายหรือไม่มี และราคาจะถูกหรือแพงขนาดไหน แต่โดยคร่าวๆ ก็ช่วยในการตัดสินใจได้

เช่น ผมเองเอารองเท้าที่ใช้สำหรับใส่หน้าหนาวมาด้วย เพราะรองเท้านี้ผมมีอยู่แล้ว (ซื้อที่ฟินแลนด์ แล้วหนีบกลับไปหมกอยู่ใต้บันไดมาสามปี) ดังนั้นสิ่งที่ผมประหยัดได้ก็คือราคารองเท้าหนึ่งคู่ (ถ้ามันไม่พังไปเสียก่อนนะ) ซึ่งก็อยู่ที่ราวๆ 3-5 พันบาท

แต่ถ้าไม่ได้มีอยู่ และไม่ได้จำเป็นรีบเร่งต้องใช้ขนาดว่าออกจากสนามบินปุ๊ปก็ต้องไปลุยหิมะปั๊ป ผมคิดว่าการไปหาซื้อเอาทีหลังดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะมันแทบไม่ได้ประหยัดเลยจากการซื้อรองเท้าที่ปรกติแล้วคนไทยไม่ใช้ ไปจากเมืองไทย ในขณะที่ขนาดก็ออกจะดูใหญ่โตกินที่กระเป๋า (ข้อสังเกตของผมคือ เนื่องจากมันเป็นรองเท้าที่ปรกติเราไม่ได้ใช้กัน ดังนั้นตลาดในเมืองไทยมันก็จะแคบมาก ไม่ได้มีให้เลือกอะไรเท่าไหร่ ถ้าจะซื้อตามห้างก็หนีไม่พ้นพวกแบรนด์อย่าง TNF หรือ Ecco อะไรพวกนั้น ซึ่งราคามันสูง ในขณะที่ถ้าไปหาซื้อในที่ที่คนเขาต้องใช้กันอยู่แล้ว มันจะมีสินค้าหลากหลายราคามากกว่า)

ก่อนที่ผมจะมานี่ มีหลายคนถามถึงว่า ผมเอามาม่ามาด้วยหรือเปล่า และบางคนก็มีทีท่าประหลาดใจ เมื่อผมบอกว่า ผมไม่ได้คิดเลย

หลักจากที่เคยเห็นมาม่าสารพัดรสขายในห้างค้าปลีกในเมืองขนาดกลาง (หรือแม้แต่เมืองขนาดเล็ก ร้านของชำก็มียำยำขาย) ผมไม่ได้กังวลเลยว่า จะไปหาซื้อมาม่าไม่ได้

(หรือถ้ามันไม่มีมาม่าไปขาย ผมเองถึงจะชอบรสชาติมาม่ามากกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากประเทศอื่น แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ ก็ยังพอใช้งานในแง่ความสะดวกได้)

ดังนั้นข้อพิจารณาของผมก็เหลือแต่เรื่องราคา ที่หลายคนอาจจะคิดว่า ถึงมันมีขาย แต่ก็แพง

ถ้าลองคำนวณดู สมมติว่าราคามาม่าหนึ่งซองในประเทศปลายทาง อยู่ที่ 25 บาท แพงกว่าที่ไทยห้าเท่า (อันนี้คิดจาก 50 ยูโรเซนต์ที่อัตราแลกเปลี่ยน 50 บาทต่อยูโร จำได้ว่าตอนนั้นที่เห็นราคาจะอยู่ประมาณ 40 เซนต์ ส่วนที่นี่ หาซื้อมาม่าได้ในราคาไม่ถึง 15 บาท)

แปลว่ามาม่าหนึ่งซอง ถ้าเราไม่ซื้อมาจากไทย เราก็จะต้องซื้อแพงขึ้นในอัตราซองละ 20 บาท ถ้าคิดว่าคนปรกติจะเอามาด้วยประมาณสองโหล แปลว่าการเอามาม่ามาด้วย ประหยัดเงินไปได้ 480 บาท (ตัวเลขจริงที่ออตตาวา ส่วนต่างอยู่ที่ประมาณซองละ 10 บาท ถ้าเอามาสองโหลก็ประหยัดไป 240 บาท)

ผมมั่นใจว่า สำหรับผมเอง ด้วยปริมาตรและน้ำหนักของมาม่าสองโหล ผมน่าจะมีอย่างอื่นที่ต้องการจะเอาไป และประหยัดเงินได้มากกว่านี้แน่ๆ (หรือสำหรับคนที่มีข้อกังวลเรื่องการกินอาหารที่ไม่คุ้นเคย หยิบน้ำพริกไปด้วยสักกระปุกถ้าไม่ได้อยู่ในรายการของต้องห้ามเข้าประเทศ ดูจะน่าสนใจกว่า หรืออย่างตอนที่อยู่ Kuopio ปัญหาของผมไม่ได้อยู่ที่มาม่า แต่อยู่ที่พวกเครื่องเทศมากกว่า)

ส่วนบางท่าน (โดยเฉพาะคุณผู้หญิง) คงคิดว่า ไม่ว่าจะเอาเสื้อผ้าไปหรือไม่เอาไป ยังไงก็คงจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ในอัตราเดิมอยู่ดี เอามาม่าไปกินดูจะมีประโยชน์ว่า อันนี้ก็ตามแต่การวิเคราะห์ของแต่ละคนเถิด

Published in Big Questions

5 Comments

  1. เอเมน…

  2. รวมค่าน้ำมันรถไปซื้อมาม่ารึยังอ่ะครับ?

    • transaction cost ของการไปซื้อมาม่าเมืองไทยก็ไม่น่าจะต่างนะ

      (เอาจริงๆ marginal cost ของการไปไหนมาไหน ไม่ได้มีเป็นตัวเงินเท่าไหร่ครับ เพราะค่ารถเมล์เป็น sunk cost ไปแล้ว จะมีก็ต่อเมื่อเป็นประเภท ออกไปข้างนอกเวลาที่ควรจะต้องกินข้าว เลยต้องซื้อข้าวข้องนอกกิน อะไรแบบนั้น)

  3. หมายถึงนัยตรง/นัยประหวัด?

    แต่ถ้าคิดทั้งมวลและปริมาตรจะคิดยังไงนะ

    • อ้า ใช่เลย นึกตั้งนาน

      จริงๆ โดยหลักการ มันก็น่าจะเป็น Lagrangean ที่มี constraints มากกว่าหนึ่งสมการ มี constraints คือ wx =< W และ vx =< V (v,w,x เป็นเวกเตอร์ ส่วน V กับ W เป็นจำนวนจริง) ในขณะที่ maximise U(x; a, b) อันนี้ขำๆ นะ

Comments are closed.