Skip to content →

โทรศัพท์มือถือ: ชีวิต Always On

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญและไม่ค่อยชอบการรับโทรศัพท์มาสักพักแล้ว แต่บทความที่อธิบายความรู้สึกดังกล่าวได้ดีมากอันหนึ่งคือบทความใน Wired เมื่อสองสามเดือนก่อน Clive Thompson on the Death of the Phone Call (ชี้ทางโดย The Future of Internet)

ทอมป์สันบอกว่า การใช้โทรศัพท์ (ในความหมายที่ว่า โทรศัพท์จริงๆ ไม่ใช่ใช้งานทำอย่างอื่น) กำลังลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่คนที่อายุไม่มาก ซึ่งสาเหตุสำคัญคือ การที่มันมีวิธีสื่อสารอย่างอื่นที่ดีกว่า

“[B]ecause everyone is in constant, lightweight contact in so many other ways: texting, chatting, and social-network messaging. And we don’t just have more options than we used to. We have better ones[.]”

แล้วการโทรศัพท์มันแย่ยังไง

Consider: If I suddenly decide I want to dial you up, I have no way of knowing whether you’re busy, and you have no idea why I’m calling. We have to open Schrödinger’s box every time, having a conversation to figure out whether it’s OK to have a conversation. Plus, voice calls are emotionally high-bandwidth, which is why it’s so weirdly exhausting to be interrupted by one.

(อย่าถามว่า กล่องของเชรอดิงเงอคืออะไร ไม่รู้)

โดยส่วนตัวผมเองเป็นคนไม่ค่อยจะชอบดูโทรทัศน์ รวมไปถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่มาในรูปแบบคลิปเสียงหรือวิดีโอ ด้วยสาเหตุที่สำคัญคือ ผมไม่สามารถกำหนด pace (ความเร็ว/จังหวะ) ของการรับสารได้ ซึ่งแตกต่างจากการอ่านอย่างมาก (อันนี้พูดถึงในแง่การรับข้อมูล เช่น รับข่าวสาร ถ้าผมขับรถแล้วอาจจะพัฒนาเรื่องการฟังข่าวผ่านวิทยุขึ้นมาบ้าง) ซึ่งการคุยโทรศัพท์ก็เป็นสิ่งที่บริโภคเวลาเหมือนกัน เมื่อเทียบกับการรับข้อความสั้นผ่านมือถือ ที่สามารถมองแวบเดียว (glance) แล้วรับรู้ได้ว่า มันเป็นเรื่องอะไร และจะต้องตอบกลับหรือไม่อย่างไร (อีเมลก็ลักษณะเดียวกัน อาจจะใช้เวลามากกว่าหน่อยตามความยาวของอีเมล)

แน่นอนว่าโทรศัพท์ยังคงเป็นวิธีการสื่อสารแบบเร่งด่วนที่ดีที่สุด แต่ที่มันดีก็เป็นเหตุเดียวกับข้อเสียนั่นแหละ เพราะมันเป็นการรับประกันว่า ผู้รับจะให้เวลามารับสารและตอบกลับทันที ซึ่งมันจะกลายเป็นข้อเสีย ถ้าเรื่องที่โทรมานั้นไม่สำคัญเพียงพอ หลายๆ คนก็คงเจอประสบการณ์เรื่องนี้หลากหลายรูปแบบ เช่น โทรมายามเช้าวันหยุด เพื่อถามในสิ่งที่ผมไม่มีคำตอบจะให้ หรือโทรมาในเรื่องที่สามารถอ่านข้อความโดยใช้เวลาไม่เกินสามวินาที และพิมพ์ตอบกลับด้วยเวลาไม่เกินสิบวินาที โดยไม่รู้สึกว่าโดนขัดจังหวะในสิ่งที่กำลังทำอยู่มากเท่ากับการคุยด้วยเสียง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนจะโทรมามากกว่าที่จะส่งข้อความมา (รวมถึงตัวผมเอง) เพราะคนส่งสารจะรับรู้ว่า คนรับได้รับสารหรือยัง (ซึ่งอย่างที่บอก มันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย) นอกจากนี้ บางครั้งคนรับอาจจะต้องการรับ ถ้าทราบเรื่อง แต่กลับไม่ทราบเพราะไม่ได้ยินเสียงข้อความเข้า (ผมเองก็เป็นในบางครั้ง) โทรศัพท์นั้นง่ายต่อการส่งสาร เพราะส่วนใหญ่เพียงแค่กดไม่กี่ปุ่ม และใช้แค่มือเดียวได้สบายๆ ในขณะที่การพิมพ์ข้อความให้สะดวกอาจจะต้องใช้สองมือ อย่างน้อยมือถือที่เป็นคีย์บอร์ด QWERTY ก็พิมพ์มือเดียวได้ลำบาก ถ้ามือหนึ่งต้องถือของหรือโหนรถเมล์ การพิมพ์ข้อความส่งก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายเท่าไหร่ และที่สำคัญ ค่าส่งข้อความสั้นที่เมืองไทยแพงเมื่อเทียบกับค่าโทร ซึ่งเป็นเรื่องที่ออกจะต่างจากหลายที่อยู่บ้าง (เคยถามเพื่อนจากอินโดนีเซียว่า ที่นั่นใช้ข้อความเยอะเหรอ เขาบอกใช่ ถามถึงเหตุผล เขาบอกว่า ก็มันถูกกว่าตั้งเยอะ)

อย่างสุดท้าย การโทรอาจเป็นการให้เกียรติผู้รับสารมากกว่าการส่งข้อความสั้น หากมองในแง่ที่ว่า ผู้รับสารไม่ต้องเสียเงินเพื่อตอบกลับ แต่ถ้าไม่จำเป็นที่สารจะต้อง “ไปถึง” ผู้รับในเวลารวมเร็ว อีเมลอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามากๆ (แต่เหตุผลนี้ก็ใช้ไม่ได้กับที่อเมริกาเหนือ ที่คนรับก็มีสิทธิเสียเงินถ้าบริการที่ใช้อยู่ไม่รวม unlimited incoming calls ซึ่งกำลังเป็นเหตุผลอันดีเยี่ยมในการไม่รับโทรศัพท์ของผม)

Published in Technology

5 Comments

  1. eig eig

    อื้อ พูดถึง เริ่มมีคนเล็งเห็นข้อเสียของการที่ส่ง email หรือ text ไม่สามารถมั่นใจว่าคนอ่านได้อ่านหรือยังด้วยแล้วเหมือนกันนะ

    อย่างใน whatsapp http://www.whatsapp.com/
    text แต่ละกันจะมี nofification เป็นเครื่องหมายถูกเล็กๆ 2 อัน อันแรกคือเมื่อส่งถึง อันที่สองคือ”เมื่อคนรับเปิด”

    หรือ email ก็มี http://emailoracle.com
    ที่จะtrack ให้เหมือนกันว่าเค้าเปิดอ่านหรือยัง

  2. ในบทความต้นฉบับมีลิงก์อยู่นี่

    ข้อความก่อนที่คัดลอกข้างต้นมีกล่าวถึง “this generation” อืมม…

    • กดลิงก์เข้าไปเห็นย่อหน้าแรกก็ไม่อ่านต่อแล้วครับ

  3. Schrödinger’s box เค้าอ้างถึงการทดลองของชโรดิงเจอร์ ที่เอาแมวใส่เข้าไปในกล่องที่มีโอกาสที่จะถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ เราจึงไม่สามารถรู้ว่าแมวจะอยู่หรือตายได้จนกว่าจะเปิดกล่องครับ

    • โอ้ว ขอบคุณครับ

Comments are closed.