Skip to content →

ร้อยแปดสิบวัน

หลังจากที่คำสั่งศาลปกครอง คุ้มครองชั่วคราว กรณีการประมูลคลื่นความถี่ของกทช. ออกมา ก็เลยได้เวลาหยิบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อันเป็นที่รักยิ่งออกมาทบทวนอีกครั้ง

ประเด็นที่ติดใจสงสัยอยู่ตอนนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับคดีที่กำลังเกิดขึ้นโดยตรง แต่ก็พอจะเกี่ยวพันอยู่บ้าง

ก่อนอื่น มาตราแรกที่เกี่ยวข้องคือมาตรา ๔๗

คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการ แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชน สาธารณะ

การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มี การควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้ รับข้อมูลข่าวสาร ที่หลากหลายของประชาชน

แต่เดี๋ยวก่อน ลำพังมาตรา ๔๗ อย่างเดียวนั้นไม่พอ เพราะมีบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๕ กำหนดไว้ว่า (เน้นตัวหนาโดยผู้เขียนบล็อก)

ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติดังต่อไปนี้มาใช้บังคับกับกรณีต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

(๑) มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๔๗ วรรคสอง มาใช้บังคับจนกว่าจะมีการตรากฎหมาย ตามมาตรา ๔๗ จัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยอย่างน้อยกฎหมายดังกล่าวต้องมีสาระสำคัญให้มีคณะกรรมการ เฉพาะด้าน เป็นหน่วยย่อยภายในองค์กรนั้น แยกต่างหากจากกัน ทำหน้าที่กำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม และมีรายละเอียด ว่าด้วยการกำกับและคุ้มครองการดำเนินกิจการ การจัดให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารและส่งเสริม ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกระเทือน ถึงการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้กระทำขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นจะสิ้นผล

(๒) …

ที่น่าสนใจคือ ตรงที่เน้นตัวหนาเอาไว้ บทเฉพาะกาลบอกว่า ห้ามเอามาตรา ๔๗ วรรคสอง ที่พูดเรื่องมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มาใช้ จนกว่าจะมีการตรากฎหมายเสร็จ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

คำถามคือ แล้วทุกวันนี้ ที่มันเกิดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แล้วยังไงต่อ

ถ้าเป็นอย่างที่เห็น นั่นคือ รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกอะไรไว้มากกว่านี้ ความรู้ทางกฎหมายอันน้อยนิดของข้าพเจ้าก็สรุปออกมาได้ว่า ที่กำหนดไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวันน่ะ กำหนดเอาไว้เฉยๆ

ก็จะให้ศาลออกคำสั่งให้ตรากฎหมายให้เสร็จก็คงจะทำไม่ได้ และข้าพเจ้าก็เดาเอาอย่างมีเหตุผลว่า มันคงไม่ได้มีใครต้องรับผิดชอบอะไรหรือมีหนทางอื่นทางใดบอกไว้ในส่วนอื่นของรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นก็คงมีใครต่อใครทำอะไรกันไปแล้ว

ก็เลยสรุปเอาเองง่ายๆ ว่า “ห้ามเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ไม่งั้นโป้งจริง ๆ ด้วย”

(ขอบคุณ @tewson)

Published in Society

One Comment

  1. การออกกฎหมาย เขียนระยะเวลากำหนดไว้ก็จริง แต่ไม่เคยเขียนบทลงโทษถ้าทำไม่ได้ตามนั้นอยู่แล้วครับ

Comments are closed.