Skip to content →

inefficiency ของระบบลงทะเบียนและอาหารบุฟเฟต์

Disclaimer: การอธิบายด้วยเศรษฐศาสตร์ในบทความนี้อาจไม่ถูกต้อง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ (เนื่องจากผู้เขียนอาจไม่ได้ใช้เวลาในการไตร่ตรองมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของการ mislead ผู้อ่านที่ผู้เขียนต้องแบกรับ ต่ำกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อ่าน)

เท่าที่ผมทราบ มีระบบลงทะเบียนวิชาระดับปริญญาตรีในหลายมหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบเหมาจ่ายรายเทอม นั่นคือจ่ายเงินต่อเทอม ไม่ว่าจะลงทะเบียนกี่วิชาก็ตาม (อย่างน้อยๆ ก็ที่เกษตรและจุฬา ส่วนธรรมศาสตร์ภาคปกติผมไม่แน่ใจว่าระบบเป็นอย่างไร)

จากปัญหาที่ได้ยินนิสิตของสองมหาวิทยาลัยนี้เล่าให้ฟัง ก็พอจะกล่าวได้ว่า ระบบลงทะเบียนแบบนี้ inefficient (คำว่า inefficient สามารถแปลภาษาไทยได้ว่า ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เวลาพูดถึงคำว่าประสิทธิภาพ เรามักจะนึกไปถึงในแง่การทำงานได้เยอะๆ มากกว่า)

ที่ว่า inefficient นั้น มันเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ คือ ที่นั่งในวิชา (ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดมากๆ) ไม่ตกไปอยู่กับคนที่ต้องการจริงๆ

สาเหตุของ inefficiency นี้ อธิบายได้ไม่ยากเลยว่า เป็นผลมาจากระบบแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงนั่นเอง เนื่องจาก marginal cost* ค่อนข้างต่ำมาก โดยเฉพาะส่วนตัวเงินที่เป็นศูนย์ ในระบบแบบนี้ ผู้เรียนสามารถลงวิชาได้จนเต็มโควต้าของตัวเอง และสามารถถอนหรือสับเปลี่ยนวิชาได้ในภายหลัง (ช่วง add-drop) โดยไม่มีต้นทุนตัวเงินเพิ่มเติม

*ภาษาไทยใช้คำว่า ต้นทุนส่วนเพิ่ม หรือต้นทุนหน่วยสุดท้าย อธิบายง่ายๆ คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการกระทำบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ในกรณีนี้ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากการลงวิชาเพิ่มขึ้นหนึ่งวิชา

ดังนั้น ในระบบแบบนี้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่ self-interested agent จะไม่ลงวิชาจนเต็มจำนวนที่สามารถลงได้ นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจที่จะลงวิชาที่มีอุปสงค์สูง (มีแนวโน้มจะเต็ม) เพื่อรักษาตัวเลือกไว้ (เพราะสามารถเปลี่ยนไปวิชาที่มีอุปสงค์ต่ำกว่าได้ในภายหลัง แต่หากลงวิชาที่มีอุปสงค์ต่ำแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเลือกวิชาที่มีอุปสงค์สูงได้เพราะวิชาจะเต็ม) ทำให้อุปสงค์ในวิชาที่เดิมทีมีอุปสงค์สูงอยู่แล้วนั้น สูงยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่อุปทานคงที่ ก็ยิ่งเกิดความขาดแคลนมากขึ้นไปอีก

เมื่อเปรียบเทียบกับอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่ผมเจออยู่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะแปรผันตามจำนวนวิชา (หรือให้ถูกคือจำนวนหน่วยการเรียน) ที่ลงทะเบียน (กล่าวอีกอย่างคือ ค่าใช้จ่ายเป็นฟังก์ชันเพิ่มที่มีตัวแปรเป็นจำนวนหน่วยการเรียน) นอกจากนี้ ผมยังไม่สามารถ refund ได้เต็มจำนวนหากเกิดการถอนวิชา แปลว่าหากผมลงวิชาแล้วอยากจะเปลี่ยนไปลงวิชาอื่น ผมก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก การที่มี marginal cost เกิดขึ้นในทุกการกระทำ ทำให้ผู้เรียนต้องมั่นใจมากขึ้นว่าต้องการเรียนวิชาที่ลงทะเบียนไป

ลองเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างให้เห็น สมมติว่าเรามีชั้นหนังสืออยู่ชั้นหนึ่ง มีหนังสืออยู่หลายเล่มมาก ถ้าผมบอกว่า จ่ายเงินมาให้ผม 500 บาท แล้วหยิบหนังสือเล่มไหนไปก็ได้ไม่เกินห้าเล่ม ถ้าเอาไปแล้วไม่ชอบก็มาเปลี่ยนทีหลังได้ ไม่เสียเงินเพิ่ม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะหยิบครบห้าเล่มตั้งแต่เริ่มแน่ๆ และคุณจะหยิบหนังสือที่น่าจะหมดก่อนเล่มอื่น เช่น คุณอาจจะหยิบหนังสือการ์ตูนฮิตไปก่อนเลยห้าเล่ม แล้วค่อยเอามาดูๆ ว่า อยากได้อันไหน แล้วค่อยเอาอันที่เหลือไปเปลี่ยนเป็นหนังสือ Progress and Poverty ของ เฮนรี จอร์จ ที่คุณอยากอ่านแต่มั่นใจว่าไม่มีคนอื่นหยิบไปหมดแน่ๆ

ปัญหาคือ จะมีคนบางส่วน ที่อยากได้การ์ตูนเหล่านั้นมากกว่าคุณ แต่อาจจะไม่ได้ไป และคนเหล่านั้นต้องมาคอยดูว่า คุณจะเอาการ์ตูนมาเปลี่ยนคือเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าคุณหยิบแต่หนังสือที่คุณอยากอ่านไปตั้งแต่ต้น

ถ้าเราเปลี่ยนระบบเป็นคิดราคาหนังสือเล่มละ 100 บาท (และซื้อได้ไม่เกินห้าเล่มเหมือนเดิม) และถ้าคุณเอามาคืน จะได้เงินคืนเพียง 50 บาท (และหากหลังจากนั้นซื้อเล่มใหม่ ก็ต้องเสียเงินเต็ม 100 บาทอีก)

ในกรณีนี้ หากคุณหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง คุณจะสร้างต้นทุนจมทันที 50 บาท และเพิ่มขึ้นตามจำนวนเล่มที่คุณหยิบ ในกรณีนี้ หากคุณทำแบบตอนแรก คุณจะเสียเงินมากกว่า 500 บาทแน่นอน ดังนั้นโอกาสที่คุณจะทำแบบนั้นก็น้อยลงไปด้วย คุณอาจจะหาข้อมูลระดับหนึ่งว่า ต้องการอ่านเล่มไหนกันแน่ จึงจะหยิบเล่มนั้นไป ถึงระบบนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่คุณก็ต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่า ต้องการหนังสือเล่มนั้น จึงจะหยิบหนังสือไป คนที่ต้องการหนังสือเล่มนั้นจริงๆ ก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้หนังสือเล่มนั้นไป โดยไม่ต้องมาแบกรับต้นทุนของการมาชะเง้อรอ หากคุณสร้างต้นทุนให้คนอื่นโดยการเอาหนังสือไปกั๊กไว้ คุณก็ต้องแบกรับต้นทุนด้วยการจ่ายเงินเพิ่ม

ด้วยหลักการ marginal cost เรายังสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมอาหารแบบเติมได้ไม่อั้น จึงนำไปสู่การบริโภคมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า โดยปกติแล้ว คนเราจะได้รับคุณค่าหรือความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งในช่วงเวลาติดกันลดลงเรื่อยๆ อย่างเช่น หากคุณกินข้าวไปแล้วหนึ่งจาน ข้าวจานที่สองจะให้ความพอใจกับคุณน้อยกว่าข้าวจานแรก

สมมติว่า ในการบริโภคอาหารชนิดหนึ่ง คุณได้ความพึงพอใจจากการบริโภคหน่วยแรกเทียบเป็นเงินได้ 100 บาท และหน่วยต่อๆ มา 50, 30, 20, -10, -30 บาทตามลำดับ (สมมติว่าหากไม่บริโภคอาหารนี้แล้ว ทางอื่นที่คุณจะเอาเงินไปใช้ จะได้เท่ากับจำนวนเงิน เช่นหากเหลือเงิน 10 บาท ก็จะเอาไปใช้ได้ความพอใจ 10 บาท อันนี้เพื่อความง่ายแก่การอธิบาย)

ในกรณีนี้ หากราคาต่อหน่วยเท่ากับ 40 บาทแล้ว คุณจะบริโภคแค่สองหน่วย เพราะพอถึงหน่วยที่สาม คุณจะไม่จ่ายเงินเพิ่มอีก 40 บาท เพื่อให้ได้ความพอใจแค่ 30 บาท

อธิบายอีกทางหนึ่งให้เห็นชัดๆ สมมติว่าคุณมีเงิน 200 บาท หากคุณกินอาหารนี้สองหน่วย คุณจะได้ความพอใจจากอาหาร 150 บาท และเหลือได้ความพอใจจากการบริโภคอย่างอื่นอีก 120 บาท รวมแล้ว 270 บาท ซึ่งหากคุณกินมากขึ้นเป็นสามหน่วย คุณจะได้ความพอใจทั้งหมดเพียง 260 บาท น้อยกว่าทางแรก ดังนั้นคุณจึงจะกินแค่สองหน่วย

แต่หากพ่อค้าเลือกใช้ระบบกินไม่อั้น ราคา 170 บาท  คุณจะยังคงซื้อ เพราะคุณคำนวณแล้วว่า คุณสามารถกินแล้วได้ความพอใจมากกว่า 170 บาทแน่ๆ

ซึ่งหลังจากที่คุณตัดสินใจว่าคุณจะกินแล้ว ต้นทุนที่คุณจะคิดในการเลือกกินเพิ่มแต่ละหน่วยนั้นเป็นศูนย์ ดังนั้นคุณจะกินเพิ่มตราบเท่าที่ความพอใจที่คุณได้รับยังคงไม่ต่ำกว่าศูนย์ ดังนั้นในกรณีนี้ คุณจะกินอาหารทั้งหมดสี่หน่วย ได้ความพอใจจากอาหาร 200 บาท

สมมติว่าต้นทุนของอาหารนี้เป็น 40 บาท (ซึ่งรวมกำไรปกติที่เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของคนขายไปแล้ว) จะเห็นได้ว่า แบบแรกนั้น efficient กว่า เพราะการตัดสินใจเกิดขึ้นอยู่บนต้นทุนที่แท้จริง ในขณะที่แบบที่สองนั้น ผู้ผลิตได้กำไรมากกว่า (ฮี่ๆ)

ไว้เอนทรี่ต่อๆ ไป จะมา elaborate มากขึ้นด้วยกรณีของโค้กรีฟิลล์ในร้านอาหารกัน (เย่)

Published in Society

17 Comments

  1. praew32 praew32

    (ไม่ได้เข้ามาซะนาน…)

    ดีจัง เดี๋ยวนี้มีการบรรยายศัพท์ยากๆเอาไว้ให้เข้าใจได้ด้วย 5555
    นึกถึงบทความแรกของแกที่ออกแนวนี้ เกี่ยวกับเข็มโรงเรียน (ยังจำได้มั้ย ^^’)

  2. Chayanin Chayanin

    แอบลืมไปแล้วนะเนี่ย เขียนตั้งแต่ม.ห้าแน่ะ (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

    เดี๋ยวไว้ไปค้นกลับมาอ่าน

  3. เออ ๆ เอนทรีเรื่องเข็มนี่จำได้

    ส่วนเรื่องลงทะเบียนเรียน จริง ๆ แล้วก็ชอบเหมาจ่ายมากกว่า

    เพราะถ้าจ่ายตามหน่วยกิตที่เรียน คงต้องเลือกเรียนน้อยสุดแน่ ๆ (เพราะเสียดายเงิน)

    ทั้ง ๆ ที่พบว่า บางวิชา ชื่อวิชาไม่น่าสนใจ กลับสนุกแฮะ และได้ความรู้ดีมาก

    สรุปว่าเหมาจ่าย เพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้ดีกว่า

  4. Chayanin Chayanin

    สมมติว่า เหมาจ่ายเทอมละ 20 000 เรียนได้ 6 ตัว (สมมตินะครับ)

    กับจ่ายเทอมละ 14 000 + วิชาละ 1000 แบบหลังมันให้โอกาสน้อยกว่าแบบแรกยังไงอ่ะครับ?

  5. น้อยกว่า เพราะแบบหลัง ผมคงไม่เรียนถึง 6 ตัวแน่ครับ

    (แน่นอนว่าใ้ช้เงินน้อยกว่า แต่โอกาสที่จะได้ความรู้ก็น้อยตามไปด้วย)

    เหมือนกินบุฟเฟต์ เราเลือกกินของแพงที่สุด ในขณะที่ถ้ากินแบบจ่ายเงิน ผมจะเลือกของที่ถูกที่สุด (เลยไม่เคยมีโอกาสลิ้มรสของแพง)

    ประมาณนั้นครับ

  6. Chayanin Chayanin

    ปกติมีนักศึกษาปริญญาตรีกี่เปอร์เซนต์ที่ลงทะเบียนเกิน credit ที่ required ในการจบบ้างครับ? ผมไม่คิดว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะ “ลงทะเบียน” มากกว่าที่จำเป็นต้องใช้ แม้จะลงได้ฟรีก็ตาม

    ถ้าขนาดว่ายังไม่อยากจ่ายเงินลงทะเบียนรายวิชา ผมก็สงสัยว่า ทำไมถึงจะบอกว่าอยากเรียนวิชานั้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับคนอื่นที่อาจต้องการเรียนวิชานั้นมากกว่าแต่ไม่มีที่พอ (ส่วนถ้าพูดเรื่องโอกาสของคนมีเงินน้อย จากตัวอย่างข้างต้นมันก็แสดงว่า ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเรียนมากขึ้น)

    ยกตัวอย่างตัวเองละกัน ทุกวันนี้ผมลงแต่ละเทอมก็เท่าที่จะลงได้ครับ ซึ่งคงจะเป็นอย่างนี้ไปถึงปีหน้า ส่วนปีสุดท้ายจะเหลือเทอมละประมาณ 3-4 ตัว ซึ่งผมไม่คิดว่าผม (หรือคนในคณะ) จะเปลี่ยนการตัดสินใจจากลงเพียง 3 ไปเป็นลงเต็มจำนวนเพราะมันลงได้ฟรีนะครับ (ถ้าเข้าไปนั่งเรียนด้วยล่ะอาจจะอีกเรื่องนึง)

  7. โอ

    งั้นป่านคงอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมต่างจากผมแล้วละครับ

    ของผมเป็นลงทะเบียนแบบเหมาจ่าย ทุกฅนลงเรียนแบบเต็มเหยียดไม่มีเวลาพักหายใจเลยครับ

    ตอนจบ หน่วยกิตที่ลง เกิน minimum requirement ของมหาลัยไปมากโขอยู่ (สิบกว่าหน่วยกิต)

    อีกอย่าง สาขาที่เรียน ไม่มีปัญหาฅนเยอะกว่าที่นั่งครับ แต่ตรงกันข้าม

  8. Chayanin Chayanin

    ถ้าคนๆ หนึ่งไม่ยอมจ่ายเงินให้อะไรสักอย่าง ก็แปลว่า เขายอมได้เงินเพิ่ม แลกกับไม่เอาสิ่งๆ นั้นเหมือนกันนะครับ

    ถ้าคนๆ หนึ่ง ยอมเรียนน้อยลงเพื่อจ่ายเงินน้อยลง ทำไมเราต้องไปบังคับเขาด้วยล่ะครับ?

  9. ผมก็ไม่ได้เถียงในประเด็นนี้นี่ครับ

  10. Chayanin Chayanin

    ก็ผมสงสัย เพราะพี่ก้อนบอกว่า พี่ก้อนจะไม่ลงเรียนถ้าเป็นการเสียเงินเพิ่ม ทั้งที่จริงแล้ว อาจจะจ่ายเท่ากับที่เหมาจ่ายไป

    แปลว่าถ้าพี่ก้อนมีสิทธิเลือกที่จะจ่ายหรือไม่จ่าย พี่ก้อนก็จะเลือกไม่เรียนและไม่จ่ายนี่ครับ แต่พี่ก้อนไม่มีสิทธิเลือกไม่จ่ายก็เลยลงเรียนไป

    สรุปออกมาได้ว่า ถ้าไม่โดนบังคับให้จ่าย ก็จะไม่จ่ายเรียนเอง แต่ถ้าโดนบังคับแล้ว ก็จะเรียนแม้จะไม่เรียนก็ได้ ก็เลยสงสัยว่า แล้วมันสรุปออกมาเป็นว่า ได้รับโอกาสมากขึ้นได้ยังไง

  11. ขอบคุณที่พยายามดัดปรุง “เศรษฐศาสตร์” ให้เหมาะสำหรับคนทั่วไป

    แต่ขอเสริมสถานการณ์ในบ้านเรา

    1. ไม่มีใครอยากเรียนมากเกิน แค่เรียนให้จบๆไป

    2. การถอนรายวิชาก็มี “ต้นทุน” เหมือนกัน อย่างน้อยก็เวลา ที่สำคัญ หากถอนช้าเกินไป ก็จะติดตัว W ซึ่งเสียความสวยงามในทรานสคริปต์

    3. ผมคิดว่า ระบบเหมาจ่าย มีไว้เพื่อหาเงินเพิ่ม โดยไม่น่าเกลียด เพราะในปีท้ายๆ นิสิตจะไม่ค่อยมีอะไรเรียน

    ระบบนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ รังแกพวกขี้เกียจเรียน ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสียเงินมาก

    ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนบทความครับ

  12. ผมว่ามันไม่น่างงตรงไหนนี่ครับ

    ก็เพราะโดนบังคับให้จ่ายเหมา เลยเรียนมากกว่าแบบจ่ายรายวิชา

    (โอกาสมันก็เลยมากกว่า เหมือนบังคับให้จ่ายแบบบุฟเฟ่ต์ ยังไงก็ต้องกินมากกว่าแบบจ่ายรายชามอยู่แล้ว)

    แต่ไม่ได้บอกว่า ชอบแบบไหนมากกว่ากัน เท่านั้นเองครับ

    ส่วนเรื่อง แค่เรียนให้จบ ๆ ไป นี่ ผมว่าถือเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ หรือควรจะถือเป็น ปัญหาของการศึกษาบ้านเราดีครับ?

    ปล. เห็นป่านทวีตถึงบทความใหม่ เลยเข้ามาดู… ยังไม่เห็นมีเลยหนิครับ

  13. Chayanin Chayanin

    ขอบคุณคุณเจริญชัยที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ ผมพยายามเน้นไปที่ระยะจากช่วงลงทะเบียน มาจนถึงช่วง add-drop ที่มันยังไม่มีผลเรื่อง W มากกว่า

    ของพี่ก้อน ผมยังไม่เห็นเข้าใจเลยครับ ว่าเรียนจริงมากกว่า มันเท่ากับ โอกาสทางการศึกษามากกว่าตรงไหน (หรือจริงๆ แล้วพี่ก้อนแปลคำว่า “โอกาส” ในความหมายทางความน่าจะเป็น ว่าผู้เรียน มีโอกาส/ความน่าจะเป็น ที่จะเรียนมากกว่า ถ้าอย่างนั้นล่ะโอเคครับ แต่ผมไม่เคยได้ยินใครแปลคำว่า โอกาสทางการศึกษา ในความหมายนั้น)

    ไม่ว่าจะแบบไหน ถ้าคุณอยากเรียนจริงๆ คุณก็สามารถเรียนได้โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันนี่ครับ แต่คุณได้ทางเลือกที่จะ ไม่เรียน และ ไม่เสียเงิน มาด้วยต่างหาก

    ว่าแต่ทวีตไหนครับที่บอกว่ามีบทความใหม่?

  14. โอกาส = ความน่าจะเป็น

    ก็แปลตรงไปตรงมาหนิครับ?

    ส่วนคำว่าโอกาสทางการศึกษาที่ใช้ในบริบทอื่น มันก็แปลตามบริบทอื่นสิครับ

    • Chayanin Chayanin

      ปกติเวลาเราพูดว่า โอกาสทางการศึกษา เราไม่ได้พูดถึง probability นี่ครับ ผมแปลโอกาสว่า opportunity/possibility

      พี่ก้อนลองหาตัวอย่างประโยคที่ปกติเราใช้คำว่า โอกาสทางการศึกษา แล้วหมายถึง ความน่าจะเป็นที่จะศึกษา ให้หน่อยสิครับ

      • ตัวอย่างก็ตามในเอนทรีนี้แหละครับ

        เพราะไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ แต่อธิบาย+ยกตัวอย่างก่อน แล้วค่อยพูดสรุปประโยคสุดท้ายอีกที

        ถ้าป่านอ่านแค่ประโยคสุดท้ายอย่างเดียวจะงงก็ไม่แปลก แต่ถ้าอ่านทั้งคอมเมนท์ก็น่าจะเข้าใจนะครับ

        • Chayanin Chayanin

          ไม่เข้าใจครับ จนกระทั่งถึงอันที่ผมถามนั่นแหละ

          พูดถึงโอกาสทางการศึกษา ยังไงผมก็นึกถึง possibility ไม่ใช่ probability

Comments are closed.