Skip to content →

รัฏฐ

วันนี้ผมได้ไปฟังปาฐกถาครบรอบ 60 ปีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำเดือนนี้ (ปีนี้คณะเศรษฐศาสตร์จัดปาฐกถาครบรอบอันนี้เดือนละครั้ง) ซึ่งองค์ปาฐกในวันนี้คือ (รศ.ดร.) วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมในสังคม”

ถึงจะเกริ่นมาอย่างนี้ แต่ผมเองคงไม่มาสรุปเนื้อหาเพราะไม่ได้จดมามากพอ (เข้าใจว่าเดี๋ยวคงหาอ่านได้ที่ประชาไท) หรือคงไม่มาเขียนอะไรเกี่ยวกับข้อนี้อย่างจริงจัง เพราะผมก็ไม่เคยศึกษาวิชานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์อย่างเป็นกิจลักษณะอะไร

สิ่งหนึ่งที่วันนี้ อ.วรเจตน์พูดถึง (ขอหยิบประเด็นที่อาจจไม่ใช่ประเด็นหลักมาพูด) ก็ คือ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องอายุสั้นแล้ว รัฐธรรมนูญไทยยังมีลักษณะหนึ่งที่ผมเข้าใจว่า แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ คือรัฐธรรมนูญของไทยนั้นเนื้อหายาวมาก และยาวเกินไป ผมเองก็ไม่เคยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศไหนจริงจัง (หรือ แม้แต่ของไทยเองก็ตาม ผมก็แทบไม่เคยมานั่งอ่านจริงๆ ทั้งหมด วันนี้ก็เพิ่งทราบว่ามีมาตราในหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บอกโต้งๆ เลยว่าให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้บอกว่าคืออะไร) แต่ก็เคยได้ยินเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เลยได้มาลองเปิดรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นดูจากที่อ.วรเจตน์พูดถึง

ญี่ปุ่นมีลักษณะที่พอจะเทียบเคียงได้บางประการ ทั้งระบบที่เป็น constitutional monarchy และเป็นวัฒนธรรมตะวันออกด้วยกัน เท่าที่ผมลอง skim รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษดู ก็พบว่า มันสั้น และมีลักษณะเป็นโครงมากกว่าที่จะเป็นรายละเอียดแบบรัฐธรรมนูญของไทยจริง

จากอ.วรเจตน์ รวมถึงอ.สม ศักดิ์ซึ่งไปฟังในวันนี้ด้วย รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงคุณค่าหรือสปิริตที่จะเป็นหลักพื้นฐานของสังคม เอาง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็คือสิทธิเสรีภาพอะไรบ้างที่ยังไงก็ต้องได้รับการคุ้มครองจาก กฎหมายทุกฉบับ และก็การจัดสรรอำนาจหลักๆ ด้านบน อย่างเรื่องสภา รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นบอกว่า จำนวนและคุณสมบัติของสมาชิกสภา จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย (ซึ่งก็คงโยงไปที่กฎหมายอื่น)

ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้น ไม่มีปัญญาแสดงความเห็นจริงจังยาวๆ ได้ แต่ก็คิดว่า ไม่น่ายินดีเท่าไรนักที่กฎหมายที่รับประกันสิทธิเสรีภาพของเรา (แม้จะเพียงตามตัวอักษรก็ตาม) จะ ถูกฉีกไปพร้อมข้ออ้างอันสวยหรู ซึ่งการแยกธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพออกมาไม่ให้มีข้ออ้างในการล้มเลิก ง่ายดายเกินไป ก็อาจเป็นตัวเลือกอันหนึ่งจริงๆ

ว่าแล้วก็เลยขอเขียนถึงอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในปาฐกถาวันนี้เสียทีเดียว แต่ที่ผมเคยคิดไว้สักพักแล้วโดยยังไม่ได้เขียนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

เรื่องของเรื่องคือ มีฝ่ายที่พยายามจะ mock ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย โดยยกเรื่องที่ไม่ใช่ระดับรัฐมาเป็นประเด็น

ในความคิดของผม ประชาธิปไตย เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นรัฐ ซึ่งลักษณะสำคัญคือ มันเป็นเรื่องส่วนรวม (common) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแน่นอน ที่เราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย ก็เพราะเราคิดว่าพลเมืองทุกคนมีส่วนความเป็นเจ้าของเท่ากัน

ดังนั้น เราจึงไม่ได้ apply หลักการของมันเข้ากับสิ่งที่เรา assign ความเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน แปลว่า ถ้าเราถือว่าคนเรามีสิทธิเป็นเจ้าของบ้าน เราจะทาสีห้องเราเป็นสีอะไรก็คงไม่มีแขกมาบอกว่า ไม่ชอบ ทาสีอื่นซะ (ถ้าไม่ยอมรับสิทธิการถือครองทรัพย์สิน นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องไปเถียงกันยาว ในที่นี้ขอ assume ว่ามันมี) คนที่นิยมประชาธิปไตยจึงไม่ได้แปลว่า บ้านกูทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือจะต้องคิดว่า การตัดสินใจในบริษัทจะต้องโหวตกันตั้งแต่ประธานยันภารโรง (ถ้าจะเถียงจริงๆ คงไปเถียงเรื่องว่าเจ้าของบริษัทที่แท้จริงมีเพียงผู้ถือหุ้นหรือเปล่ามากกว่า ซึ่งฝ่ายซ้ายอาจจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ในที่นี้ก็ขอ assume อย่างที่บอก) หรือแม้กระทั่งในระดับรัฐเอง เราก็พอจะยอมรับกันได้ว่า เจ้าของประเทศคือพลเมืองสัญชาตินั้นๆ มีสิทธิจะบอกว่า ถ้าคุณ (พลเมืองชาติอื่น) ไม่พอใจกับเรา ก็สามารถเลือกไปอยู่รัฐอื่นได้ (ซึ่งไม่สามารถพูดแบบนี้กับพลเมืองในประเทศได้)

เคยมีคนถามผมเมื่อนานมาแล้วครับ ว่าผมเห็นด้วยหรือไม่กับการที่องค์กรหรือบริษัทอาจมีการปิดกั้นข้อมูลอะไรกับคนภายในองค์กรบ้าง (จากการที่เห็นผมต่อต้านเรื่อง censorship) สิ่งที่ผมตอบไป ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ ก็คือ ผมเห็นว่ามันมี legitimacy พอที่จะทำได้ เพราะมันมีเจ้าของแน่นอน (ที่ไม่ใช่ผม) และคนที่เข้าก็สมัครใจเลือกเข้าไป ไม่พอใจก็เลือกออกไปทำอย่างอื่นหรือสร้างอะไรใหม่ๆ ได้ ต่างจากในเรื่องของรัฐที่ผมถือว่า ผมในฐานะพลเมืองก็มีส่วนเป็นเจ้าของเหมือนกับคนอื่นๆ (ข้อนี้เป็นฐานที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้เชื่อในหลายๆ อย่าง เช่น free speech) และผมไม่ได้เลือกหรือสามารถไปเกิดใหม่เป็นพลเมืองรัฐอื่น หรือว่าสามารถแบ่งแยกดินแดนเองได้ (จริงๆ เรื่องหลังนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เราคิดว่า พลเมืองมีส่วนเป็นเจ้าของรัฐ ด้วย)

Published in Society

8 Comments

  1. ติดตามงานของอ.วรเจตน์มานานเหมือนกันฮะ

    ตั้งแต่อ.ตั้งต้นเป็นปฏิปักษ์กับรัฐประหารสุดลิ่มทิ่มประตู ก็เริ่มเห็นด้วยกับอาจารย์น้อยลง (แต่ก็ยังตามอ่านอยู่นะ-ฮา)

    ิคิดว่าอ.มีหลักการ และจุดยืนดีมาก ๆ ต่อให้ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของอาจารย์ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นจุดยืนที่มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปดี

    เรื่องที่เขียนทุกอย่างในรัฐธรรมนูญ ฅนร่างก็เห็นด้วยนะฮะ ว่ามันแ่ม่งเขียนทุกอย่างลงไปจริง ๆ แต่เคยอ่านสัมภาษณ์ เจ้าตัวก็บอกอย่างปลง ๆ ว่า การรอกฎหมายลูกในประเทศนี้มันค่อนข้างสิ้นหวัง ในขณะที่ถ้าเขียนลงในรธน.เลย มันเห็นผลทันตา

    ดูอย่างเรื่องมาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสุด เขียนโป้งเดียวได้เรื่องเลย ถ้ารอกำหนดในกฎหมายลูก อีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะมีกฎหมายออกมารึเปล่า

    มันก็เลยเยิ่นเย้ออย่างที่เห็น

    ส่วนเรื่องที่กังวลว่า หลักประกันสิทธิเสรีภาพของปวงชนจะถูกฉีกไปด้วย จนน่าจะต้องแยกกฎหมายออกมา คิดว่าไม่น่าห่วง

    ฅนอาจจะไม่ได้พูดถึง แต่รธน. 50 ประกันสิทธิเสรีภาพของปวงชนมากกว่าปี 40 จริง ๆ (และมีแต่จะประกันมากขึ้น ๆ)

    สิทธิเสรีภาพของปวงชน ไม่ค่อยน่าห่วง ถ้ารธน. ถูกฉีกจริง ๆ สิทธิที่โดนกระทบคือนักการเมืองมากกว่า (ซึ่งโดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าไหร่-ฮา)

    ***

    อ่านส่วนหลังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจว่าป่านพยายามจะสื่ออะไร

    แต่สงสัยว่า ถ้าเราไม่ apply หลักการประชาธิปไตย โดยอิงกับหลักการเป็นเจ้าของร่วมกัน แล้วเราจะใช้หลักอะไรในการกำหนดหว่า?

    (หรืออ่านแล้วแปลผิด?)

  2. Wow! Your blog has a mobile version!

  3. noll noll

    Still haven’t really read the whole thing too lazy atm. But read a bit on “a certain web-board”.

    About the constitution. There are parts of the constitution, especially concerning freedom and rights that I think are specific enough to limit our rights and freedom but vague enough they can be use to further limit our freedom and rights by enacting further legislations for example;

    “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้”,

    “การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วย
    วิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้”,

    “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทาง
    เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ>>>ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อ
    บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ<<<[seriously wth =.=]"

    and the repeated usage of phrases like "ศีลธรรมอันดีของประชาชน" and "การรักษาความมั่นคง" to justify limiting freedom.

    [http://library2.parliament.go.th/giventake/content_cons50/cons2550.pdf]

    So I would say the specificness of this constitution does not help guarantee but rather helps strip us of freedom and rights.

    Moving on "ผมเห็นว่ามันมี legitimacy พอที่จะทำได้ เพราะมันมีเจ้าของแน่นอน (ที่ไม่ใช่ผม) และคนที่เข้าก็สมัครใจเลือกเข้าไป ไม่พอใจก็เลือกออกไปทำอย่างอื่นหรือสร้างอะไรใหม่ๆ ได้" I think you're being a bit idealist here. Obviously there are cost and risk involving in "go do something else" plus the less you know it's less likely that you will be able to make the appropriate decision, right?

    PS. Been reading and writing about Marxist theory for uni. so might be a bit negative here.

  4. Chayanin Chayanin

    @masatha
    เอากรณีมาบตาพุดก่อนเลยนะครับ เท่าที่เข้าใจ ถึงไม่อ้างมาตรา 83 มาเนี่ย ส่วนที่เหลือก็เพียงพอที่จะสั่งคุ้มครองชั่วคราวอยู่แล้ว ดังนั้นการมีมาตรา 83 ไม่น่าจะช่วยกรณีมาบตาพุดตรงไหน (โอเค ช่วยเบรก เพราะเรื่องนี้เขาห้ามเถียง หึหึ)

    ดังนั้น ถามว่าสังคมจะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบไหน จำเป็นขนาดว่าต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญเลยหรือ? ถ้ารัฐธรรมนูญบังคับว่าเราต้องใช้เศรษฐกิจเสรีกลไกตลาด (มาตรา 84) แปลว่าอะไร? หรืออย่างบอกว่า “ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทาง เศรษฐกิจ” (มาตราเดียวกัน) เราสามารถจะตีความได้จริงหรือไม่ว่า กฎหมายลูกหรือการกระทำของรัฐบาล ขัดกับรัฐธรรมนูญข้อนี้ แล้วอย่างนี้เราคาดหวังให้แต่ละพรรคการเมืองสร้างความแตกต่างอะไรในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนด policy ไว้แล้ว? (เอาความคาดหวังนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญย่อมเป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็น อย่าเพิ่งบอกว่าก็มันไม่ต่างอยู่แล้วนี่)

    ผมเห็นว่า การฉีกรธน. ส่งผลมากครับ เพราะสิ่งแรกที่คปค. ทำหลังจากฉีกรัฐธรรมนูญ คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างถูกกฎหมาย (เพราะตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์เองไปแล้ว ซึ่งการกระทำเหล่านั้นย่อมขัดกับรัฐธรรมนูญหากไม่ยกเลิก) และรธน. ชั่วคราว ก็มีบทบัญญัติเพียงว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยไดรับการคุมครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและตามพันธกรณีระหวางประเทศที่ประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตามรัฐธรรมนูญนี้” (มาตรา 3) ซึ่งสำหรับผม มันคลุมเครือกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า (พี่ก้อนจะเรียกว่ามันดีกว่าได้หรือเปล่าล่ะครับ?)

    @Zerothman เหรอครับ (ไม่เคยลองแฮะ)

    @Noll
    Yes, I do hate those “public peace and moral” and “national securities”. But I do admit that there might be situations that we might need exceptions. Can you give me some examples of how other civilised states deal with it? I’m too lazy.

    On those “go do something else”, my main concern is that the owner is the decision maker, and is responsible for the results, assuming no negative externalities. Also, I did assume that we “agree” on ownership. If you believe that should have the rights to the organisation, for me it means we disagree on who “owns” it. (I kinda get it that leftists don’t really agree on the concepts of shareholders being the only owners.)

    For me, shareholders are decision makers because they are, technically, the ones who are responsible. If a company goes doomed, the creditors still have the rights to the money they are owed, the employees still have the rights to the wages incurred, but the shareholders’ investment is not protected.

  5. noll noll

    =.= I’m lazier, I’m not sure what situations you’re talking about, maybe war time? if that’s the case I skimmed through Swedish constitution which I have to say really elaborate a lot on freedom of expression…but also in the case of war.

    “Art. 5. If the Realm is at war, and if, in consequence thereof, neither the Riksdag nor the War Delegation is in a position to carry out its duties, the Government shall assume its powers to the extent it considers necessary to protect the Realm and bring hostilities to a close.

    >>>The Government may not by virtue of paragraph one enact, amend, or abrogate a fundamental law, the Riksdag Act, or a law on elections for the Riksdag.<<>>Such authority shall not empower the Government to enact, amend, or abrogate a fundamental law, the Riksdag Act or a law on elections for the Riksdag.<<<"

    [http://www.riksdagen.se/templates/R_PageExtended____6330.aspx]

    So if I got it right, basically the Gov. just have to stick with the laws.

    And there are the Geneva Conventions that they should stick to and UDHR.

    I a bit unsure but I kinda think that there should be no exceptions.[and this is the liberal part ofme talking not the socialist part]

    Ummm, I kinda get what you mean but still think that's a very idealistic way of looking at things kinda like what I'm talking with the argument above[Swedish Const.] I don't really question your notion of ownership just saying other factors should be accounted for as well.

  6. noll noll

    Oops between the <> is the article 6. And by sticking with the laws, I meant The Freedom of the Press Act and The Fundamental Law on Freedom of Expression. Do correct me if I’m wrong.

  7. – เห็นด้วยว่ามาตรา 83 อาจจะไม่จำเป็นครับ เพราะเป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่่ใช่การประกันสิทธิพื้นฐาน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ลงไปในรธน.

    – ความแตกต่างของพรรคการเมืองมันมีได้อยู่แล้วครับ เอาง่าย ๆ ว่า ประกันสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ก็มีโมเดลไม่ต่ำกว่า 5 แบบ ที่จะประกันสิทธินี้ (คุ้น ๆ เหมือนเคยฟังอาจารย์็สอน แต่จำไม่ได้ว่ามีโมเดลอะไรบ้าง) นโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติก็ต้องต่างกันอยู่แล้ว (แต่เห็นด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียงมันตีความกว้างไปหน่อย)

    – เรื่องเปรียบเทียบระหว่างสองรธน. ผมเปรียบเทียบฉบับเต็มครับ เพราะฉบับชั่วคราว ไม่ว่าจะอย่างไรภาษามันก็คลุมเครืออยู่แล้ว (ก็ชั่วคราวนี่นา)

  8. Chayanin Chayanin

    @masatha
    ก็เห็นพี่ก้อนยกรธน. 50 มาเทียบแล้วบอกว่าโดนฉีกไม่น่ากลัวนี่ครับ รธน.ฉบับนั้นน่ะ ออกมาหลังจากรธน.ฉบับเดิมโดนฉีกตั้งปีกว่านะครับ ผมไม่ได้กลัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ ผมกังวลไอ้ช่วงปีกว่าที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเต็มๆ เนี่ยแหละ

    ผมยังยืนยันคำถามเดิมครับว่า มันจำเป็นจริงหรือที่ นโยบายอย่างการ “ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทาง เศรษฐกิจ” ต้องเป็นการบังคับตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่จะมี social debate กันในแต่ละสมัย? (หรือว่าถ้าสังคมต้องการเปลี่ยน policy ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญไปเลย? เลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ?)

    @Noll Hmm, interesting. I’ll try to read through some.

Comments are closed.