Skip to content →

กระทู้ร้อน Document Format

กำลังมีกระทู้ร้อนอยู่ในพันทิปครับ (ไม่ได้อ่านเป็นประจำหรอก แต่ก็บังเอิญเห็น) ว่าด้วยเรื่อง format เอกสารสำหรับการส่งวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เนื่องจากกระทู้ยาวมาก และเห็นคนหลงประเด็นไปก็เยอะมาก ก็เลยอยากจะลองเอามาสรุปให้ย่อยง่ายดู

  1. พื้นฐานที่สุดเลย  format ที่พูดถึงในกระทู้ หมายถึง format ทางดิจิทัล พวกรูปแบบไฟล์ต่างๆ ไม่ใช่รูปแบบหน้าเอกสาร (โอเค มีเรื่องฟอนท์ที่เกี่ยว แต่ก็เป็นประเด็นรองกว่า และไม่ได้ตั้งใจโจมตีนโยบายเรื่องการจัดหน้าของวิทยานิพนธ์แต่อย่างใด)
  2. ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมา คือเรื่องการต้องส่งงานเป็นไฟล์ .doc ของ Microsoft Word 2003 โดยใช้ฟอนท์ Angsana New
  3. in contrary to popular belief, Microsoft Word ไม่ใช่ทั้ง (1) ของฟรี ไม่ว่าจะความหมายในบัญชีหรือเศรษฐศาสตร์ก็ตาม (2) โปรแกรมชนิดเดียวที่ใช้ในการจัดเอกสาร โดยเฉพาะเอกสารวิชาการ ถึงแม้ว่ามันจะครองตลาด word processor สูงมากก็จริง แต่ถ้านับ LaTex เข้ามาด้วย LaTex เป็นรูปแบบการทำงานที่มีจำนวนผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญในแวดวงวิชาการสากล
  4. in contrary to popular belief เช่นกัน ฟอนต์ Angsana New เป็นฟอนต์ลิขสิทธิ์ของไมโครซอฟท์ และไม่ได้เป็นฟอนต์เดียวที่ดู “เรียบร้อย”
  5. ประเด็นสำคัญคือ ทั้งการบังคับรูปแบบไฟล์ และการบังคับฟอนต์ นำไปสู่การบังคับให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเพียงระดับเดียวในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เพราะทั้ง Office 2003 และฟอนต์ Angsana New ใช้ได้เพียงบนวินโดวส์ อันแรกในเชิงเทคนิค อันที่สองในเชิงกฎหมาย (note: ถึงแม้ว่าวินโดวส์จะครองส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก แต่ก็ยังไม่ใช่สินค้าเดียวที่มี significant number of users)
  6. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ (ครั้งสุดท้ายที่ดู รู้สึกว่าม.เกษตรจะยังเป็นนะครับ) ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะบีบบังคับให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตเพียงรายใดรายหนึ่ง (อีกครั้งว่า ไมโีึีครซอฟท์ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียว) เพราะเป็นการผิดบทบาทของรัฐที่ควรสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันในตลาด ไม่ใช่การผูกขาด (อธิบายให้ละเอียดขึ้นคือ เอกชนจะใช้อะไรก็ใช้ไป หน่วยงานรัฐจะใช้อะไรเป็นการภายในก็ใช้ไปก็ยังรับได้ แต่ส่วนที่ติดต่อกับประัชาชน ไม่ควรมาบีบให้ประชาชนต้องใช้เพียงรายเดียว)
  7. ถ้าจะให้ขยายความปัญหา ก็จะบอกว่า หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็พยายามพัฒนาหรือส่งเสริมการใช้มาตรฐานที่ไม่อิงกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง ทั้งการสนับสนุนซอฟต์แวร์เสรี ไหนจะมีฟอนต์ที่ดูดีสวยงามเรียบร้อยและไม่ติดลิขสิทธิ์ใครให้ใช้งานได้ฟรี แต่หน่วยงานรัฐหน่วยอื่น กลับห้ามใ้ช้ ช่างเป็นการทำงานของหน่วยงานรัฐที่มีประสิทธิภาพเสียนี่กะไร
  8. การไม่ยึดติดกับไฟล์ Word ไม่เท่ากับว่า จะต้องไปยึดกับอย่างอื่นอย่าง .odt แทน ตัวเลือกที่เป็นไปได้คือ ยอมรับมากกว่าหนึ่งอย่าง นั่นคือ ใครอยากใช้ Microsoft ก็ใช้ไป แต่ก็มีทางเลือกอื่นที่เป็นมาตรฐานสำคัญด้วย อีกตัวเลือกหนึ่งคือ ใช้รูปแบบไฟล์ที่ สร้างง่าย สร้างได้จากทุกระบบ และเปิดได้จากทุกระบบโดยมีโอกาสผิดเพี้ยนต่ำมาก ซึ่งก็คือ PDF (ซึ่งไม่ควรมีใครในด้านวิชาการไม่รู้ไฟล์ประเภทนี้) ซึ่งลักษณะจำกัดของ PDF คือ แก้ไขไม่ได้ (การแก้ไขไม่ได้นี่แหละ ทำให้มันไม่เพี้ยน ! เพราะถ้าแก้ได้ก็มีโอกาสเพี้ยน) คำถามคือ แล้่วส่งวิทยานิพนธ์ไป คนอ่านต้องการความสามารถในการแก้ไขได้จริงๆ หรือ?

ความคิดเห็นส่วนตัว

ผมเองเคยคิดเรื่องแบบนี้มาพอสมควร และคิดจะเขียนบทความเรื่องการส่งเสริมการผูกขาดของภาครัฐจากเรื่องแบบนี้ด้วย (เคยพยายามลองเปิดกฎหมายเกียวกับ anti-competition ของไทย แต่หามาตราที่เกี่ยวข้องไม่เจอ)

สำหรับผม หน่วยงานรัฐอาจสามารถเลือกใช้งานจากเอกชนรายใดรายหนึ่งได้ โดยเลือกวิธีที่ efficient ที่สุดในการทำงาน แต่ในส่วนที่ติดต่อกับประชาชน ผมเห็นว่าไม่สมควรที่จะบังคับให้ประชาชนต้องเลือกตามหน่วยงานรัฐในแง่ที่ว่า ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันเป๊ะๆ นั่นคือ หน่วยงานรัฐอาจทำสื่อเป็น CD แต่ไม่ควรทำ CD ที่เปิดได้กับเฉพาะเครื่องเล่นของบริษัทเดียว เช่นเดียวกัน หน่วยงานรัฐอาจรับสื่อจากประชาชนเป็น CD แต่ไม่ควรเป็น CD ที่ผลิตได้จากเครื่องเขียนแผ่นของบริษัทเดียว หรือไม่ควรเลือกรับเฉพาะรูปแบบที่จำกัด (อย่างถ้าหน่วยงานรัฐบอกว่า จะรับภาพโดยใส่ MemoryStick ของ Sony มา แล้วคนใช้ยี่ห้ออื่นๆ ล่ะครับ?)

ในกรณีนี้ มันเหมือนกับว่า มหาวิทยาลัย ฮ. บังคับให้นิสิตนักศึกษา เขียนข้อสอบด้วยปากกายี่ห้อหนึ่ง สมมติว่าชื่อ A สมมติต่อไปอีกว่า ปากกายี่ห้อนี้ ราคาแพง แต่มหาวิทยาลัยซื้อมาให้ใช้ฟรี แล้วบอกว่า เพราะหมึกของปากกายี่ห้อ A เท่านั้น ถึงจะเข้าเครื่องอ่านข้อสอบของมหาวิทยาลัยได้ (สมมติอีกว่ามหาวิทยาลัยใช้ หรือจะสมมติแบบน่าเกลียดกว่านั้นหน่อย ก็บอกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัย ฮ. ไม่สามารถอ่านหมึกจากปากกายี่ห้ออื่นได้)

ถามว่า มัน efficient จริงๆ หรือ? และความง่ายในฝั่งมหาวิทยาลัย คุ้มหรือเปล่ากับการทำลายการแข่งขันในตลาด? (ซึ่งต้องมองอีกว่า ตลาดนี้ แข่งขันหรือผูกขาดแล้ว efficient กว่า โดยส่วนตัวผมยังมองว่า ถึงตลาดนี้จะมีลักษณะ natural monopoly อยู่บ้าง แต่การพัฒนาในตลาดเบราว์เซอร์อย่างก้าวกระโดดหลังสงครามเบราว์เซอร์รอบสอง สนับสนุนมุมมองฝั่งการแข่งขัน) และนอกจากมองด้าน efficiency แล้ว หากมองด้าน distribution หรือ fairness ถามว่าการทำอย่างนี้ ยุติธรรมหรือเปล่า์?

หมายเหตุ: มีเรื่องนึงติดใจมากเลยครับ ผมว่าการยอมรับการละเมิดลิขสิทธิ์น่ะเรื่องนึงนะครับ แต่การพยายามส่งเสริมโดยรัฐหรือการมองความพยายามแก้ปัญหาเป็นเรื่องงี่เง่า (โดยไม่ได้มีเหตุผลนอกจากว่า ก็แล้วจะทำไม — ถ้าเป็นอย่างพวก Pirate Party ผมยังมองได้ว่าเป็นด้าน ideological) เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ

หมายเหตุ 2: ผมอาจจะ bias เพราะผมเองก็ไม่ใช่ Microsoft Office ในเครื่องของตัวเอง แต่ผมไม่คิดว่าการใช้เป็นเรื่องงี่เง่า และผมก็ยังยอมรับว่ามันดีกว่าในหลายๆ ด้าน (ที่ไม่ใช่ bandwagon effect) สาเหตุที่ผมไม่ใช้ สามารถสรุปด้วยคอนเซปต์ cost-benefit analysis ได้โดยง่ายว่า ผมไม่ใช้เพราะ marginal benefit < marginal cost (โดยตัดตัวเลือก piracy ที่ผมหลีกเลี่ยงออกไป ซึ่ีงถ้าเอามาคิด จะทำให้การตัดสินใจนี้ irrational ทันที แต่ consumer ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลนี่?)

Published in Technology

19 Comments

  1. ส่งให้อ.ยืนละ

  2. อ่านหลายความเห็นแล้วเศร้ามาก ทางออกมันเห็นชัด ๆ อยู่ ตัวอย่างนอกกะลาก็เห็นชัด ๆ อยู่ แต่ก็ยังบอกให้คนที่ไม่ใช้วินโด้วสฺไปใช้คอมพิวเต้อร์สาธารณะ ไม่ยอมปรับเปลี่ยนเพราะทำกันมานานแล้ว

    ไหนจะตรรกะป่วย ๆ อย่าง “ถ้าไม่บังคับรูปแบบเอกสารที่ส่งแล้ว นักศึกษาตั้งมากมายเดี๋ยวก็ส่งกันมั่วซั่ว” มันน่าจับมานั่งผลัดกันถามตอบจริง ๆ ว่าคิดไม่ออกหรือไงว่าบังคับก็ได้ แต่มีตัวเลือกให้หน่อย

    หรือจะ “ถ้าไม่บังคับแบบอักษรแล้ว เดี๋ยวพวกนักศึกษาไม่รู้เรื่องเอาแบบอักษรการ์ตูนมาพิมพ์ อาจารย์ปวดหัวแย่” ก็น่าจับมานั่งผลัดกันถามตอบว่า เฮ้ย แล้วโลกนี้มันมีแบบอักษรที่ดูเรียบร้อยอยู่แบบเดียวหรือไง

    เฮ้อ คนเราหนอ

  3. – bandwagon effect แปลว่าอะไรครับ?

    – ทำไมพอมีเหตุผลเรื่อง piracy แล้วจะทำให้การตัดสินใจมันไม่สมเหตุสมผลละฮะ? (ยังไม่ค่อยเข้าใจในประเด็นนี้)

    – อืม สังเกตว่า chayaninly ภาษาอังกฤษเยอะจริง ๆ ด้วย (ตอนคิดในหัว ป่านคิดเป็นภาษาอังกฤษรึเปล่า?)

    – สรุปว่า ทางออกที่ง่าย ๆ ก็คือว่า ให้กำหนด format แบบอื่นสำหรับระบบปฏิบัติการอื่น รวมไปถึงฟอนท์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ใช่ไหมครับ?

    – ถ้าพี่ณัชเห็นด้วยกับบทความนี้ แล้วทำไมคิวบิกถึงกำหนด format ของเอกสารให้มีแบบเดียว ทำไมไม่มีหลาย ๆ แบบให้เลือกละครับ? (เกรียน)

  4. เพิ่งนั่งอ่านกระทู้นั้นจนจบ (แดกเวลาไปกว่าสองชั่วโมง ยะรำ!)

    กำลังอยากให้ป่านลองวิเคราะห์ เหตุผลที่มหาวิทยาลัยเลือกใช้ ระเบียบแบบนี้ โดยใช้หลักการของ cost-benefit analysis

    ทั้งนี้ อยากให้ครอบคลุมด้วยว่า วิธีที่มหาวิทยาลัยเลือกใช้ มัน “ถูก” ที่สุดจริงรึเปล่า โดยพิจารณาถึงหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งตัวมหาิิวิทยาลัยเอง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ไปจนถึงนิสิตที่ไม่มีคอมพ์เป็นของตัวเองแล้วต้องไปใช้คอมพ์ร้านเน็ต ฯลฯ

    (ยากไปป่ะเนี่ย, ไม่ต้องตอบก็ได้นะครับ)

    ปล. ที่เค้าไม่ให้ใช้ PDF แบบเดียว อ่านความเห็นช่วงกลาง ๆ มีฅนมาเฉลยว่า เพราะต้องเอา thesis แปลงเป็นไฟล์ลงฐานข้อมูล แล้ว PDF ไฟล์มันไม่ support กับการแปลงเป็น plain-text เพื่อลงฐานข้อมูลครับ

  5. Chayanin Chayanin

    @Zerothman ส่งกระทู้ หรือส่งบทความนี้????

    @tewson ครับ (เวลาคนเราเห็นตรงกันแล้ว ไม่มีอะไรจะเขียนจริงๆ ด้วยแฮะ)

    @masatha อันหลังต้องใช้เวลานั่งคิดครับ ขอติดไว้ก่อน (ที่สำคัญคือ จะเป็น hypothetical ล้วนๆ นะครับ ไม่มีข้อมูลจริง)

    bandwagon effect เป็น positive network externality อย่างนึงครับ สรุปง่ายๆ ว่า ยิ่งคนใช้เยอะ เรายิ่งอยากใช้ (ในที่นี้ เป็นเรื่องของยิ่งคนอื่นใช้เยอะ มันยิ่งมีประโยชน์กับเรามากขึ้น)

    ที่ผมบอกว่า พอเอา piracy มาเป็นตัวเลือกแล้วจะ irrational ก็เพราะว่า การใช้ของ pirated น่าจะคุ้มค่ากว่าในแง่บุคคล เนื่องจาก cost ของการถูกจับได้ต่ำมาก การที่ไม่ใช้ของ pirated ทั้งที่แทบไม่มีโอกาสถูกจับ เป็นเรื่องที่อาจนับได้ว่า irrational ครับ

    คำที่เขียนภาษาอังกฤษ ก็มักจะแปลว่าในหัวมันก็จะอยู่ของมันเป็นภาษาอังกฤษครับ

    ใช่ครับ ทางออกนึงคือ ยอมรับ format ที่กว้างขึ้น และฟอนต์ที่เสรี (ซึ่งอย่างหลังนี่มีชัวร์ อย่างแรกที่อาจจะต้องอาศัยการปรับตัวมากกว่า)

    เรื่อง PDF ผมว่าเค้าขัดแย้งกันเองน่ะครับ อันนึงก็บอกว่า ต้องการความเป๊ะๆๆๆ ทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่ง PDF สร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลนี้โดยเฉพาะ (ไฟล์ที่แก้ไขได้ ยังไงมันก็ไม่เป๊ะเท่าอยู่แล้ว) ถ้าแค่จะเอาเนื้อหาเป็น plain text ก็ไม่ต้องเอาอะไรที่มี format เอกสารแบบ Word ก็ได้นี่ครับ จะมาถ่วงผลประโยชน์สองอันแล้วให้ส่งเป็น Word ให้มันไม่ได้ดีทั้งสองอันทำไม (เหมือนเอามีดขนาดกลางมาสับหมูกับปอกผลไม้ ทั้งที่ก็มีทั้งปังตอและมีดเล็ก)

    ส่วนเรื่องคิวบิก เหตุผลหลักก็เรื่อง รัฐ vs เอกชนนั่นแหละครับ (แต่ที่จริง ตอนนี้เรายังไม่มีมาตรฐานเรื่อง file format ไม่ใช่เรอะ? ฟอนต์คิวบิกก็มีทั้งฟอนต์ไมโครซอฟท์และไม่ใช่นี่ อย่าง CmPrasanmit นี่ก็โหลดฟรี?)

  6. เรื่องคิวบิก ตกลงเราเป็นรัฐแล้วเหรอครับ (ฮา) แต่เรามี format เรื่องตัวอักษรไม่ใช่เหรอครับ (เห็นแวบ ๆ ใน site) แต่ก็ไม่มีใครทำตามเท่าไหร่

    เรื่อง PDF กระทู้นั้นเค้าบอกว่า ต้องส่งทั้งสองแบบนี่ครับ? ส่งเป็น PDF น่ะมีอยู่แล้ว สำหรับตีพิมพ์แบบ official และแก้ไขไม่ได้ ส่วน word มีไว้เพื่อเอาเข้าฐานข้อมูลสำหรับทำดัชนีค้นหา (ไม่ค่อยเข้าใจ process เหมือนกัน)

    แต่ยอมรับว่า คุณ axquest เป็นนักตั้งกระทู้ยอดเยี่ยมแห่งปีจริง ๆ ครับ (ชักอยากรู้จักตัวจริง)

  7. Chayanin Chayanin

    format เรื่องตัวอักษรก็มีทั้งแบบไมโครซอฟท์และแบบฟรีไงครับ เป็น Browalia New กับ CmPrasanmit (ถ้าจำไม่ผิด เพราะผมใช้ CmPrasanmit ทำเอกสารของคิวบิก)

    ส่วนเรื่อง .doc ถ้าจะเอาแค่ content จะเอา .doc ไปทำไม?

  8. เพราะ .doc เรื่อง cost-benefit แล้ว ถือว่าถูกที่สุดสำหรับฅนหมู่มากไงครับ ใส่ทั้งอักษร และภาพ กราฟ ฯลฯ ได้

    ถ้าเป็นไฟล์อื่น สำหรับผู้ใช้จำนวนมาก จะมี cost สูงกว่านี้

  9. Chayanin Chayanin

    แล้วจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอครับ ว่าต้อง one format only (แถมเสือกเป็น format ปิดอีกต่างหาก)

    แล้วการใช้ commercial software เป็นมาตรฐาน ลด cost สำหรับคนหมู่มากยังไง?

    (และอันที่จริง ถ้าเป็น plain text มันก็ไม่น่าจะมีรูป มีกราฟ อยู่แล้วนี่)

  10. สำหรับผม การที่มีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นได้ สะท้อนถึงมุมมองและความคาดหวังต่อหน่วยงานราชการ (ในที่นี้คือ มก.) ที่สูงกว่าที่ผมจะคาดหวังกับหน่วยงานราชการโดยทั่วไปมากกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะเป็น มก. หรือเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป

  11. (ตกเป็นเหยื่อ layout: ไหงปุ่ม “Logout” ใหญ่กว่า “ส่งความเห็น” ซะงั้น)

  12. @Paul_012 โอ้ นี่สูงแล้วหรือครับ

  13. Chayanin Chayanin

    @Paul_012 WordPress.com ของฟรีมันแก้ธีมเองไม่ได้ด้วยสิครับ ไว้นึกครึ้มเสียเงินทำบล็อกเองคงดีกว่านี้

    @Paul_012 @tewson เอาจริงๆ ผมว่ามันไม่สูงกว่าที่ควรจะเป็นครับ แต่มันสูงขึ้นมากอยู่เหมือนกัน เอาจริงๆ แล้ว แม้แต่สหรัฐก็ยังมีเว็บไซต์หรือสื่อประเภท Microsoft Only อยู่ (อย่างอันนี้ http://arstechnica.com/news.ars/post/20050906-5278.html) ดังนั้นผมมองว่า โดยรวม ประเด็น open format ก็ยังไม่ได้ established ไปในระดับสากลขนาดนั้นเหมือนกัน

  14. แล้วจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอครับ ว่าต้อง one format only (แถมเสือกเป็น format ปิดอีกต่างหาก)

    <<< ถ้ามีมากกว่า 1 format ก็ทำให้ cost เพิ่มน่ะสิครับ ^_^ (สำหรับฅนรับไฟล์น่ะนะครับ) ส่วนเพิ่มมากเพิ่มน้อย ผมไม่ทราบ รู้แต่ว่ามัน "เพิ่ม" ก็แล้วกัน (เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เลือกอะไรที่ถูกที่สุดหรือครับ?)

    แล้วการใช้ commercial software เป็นมาตรฐาน ลด cost สำหรับคนหมู่มากยังไง?
    <<< ลองถามฅนที่ไม่ค่อยได้เล่นคอมพ์สักสิบฅนก็ได้ครับ ว่าระหว่าง commercial software ดังว่า กับ open software อื่น ๆ ว่าอันไหนสะดวกใช้มากกว่ากัน (นึกถึงฅนที่ไม่มีคอมพ์ตัวเองแล้วต้องไปใช้คอมพ์ร้านเน็ตก็ได้ครับ)

    @tewson ถ้าคิดว่าสูงแล้ว ก็ต้องลองถามดูว่า มีหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ไหนบ้างรึเปล่า (ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคอมพ์โดยตรง) แล้วใช้ open software/รับไฟล์จาก open software น่ะครับ

  15. Chayanin Chayanin

    @masatha

    เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เลือกอะไรที่ถูกที่สุด แต่เลือกอะไรที่คุ้มที่สุดครับ ประเด็นนี้ หน่วยงานรัฐไม่ได้วัดผลที่กำไรอยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายของหน่วยงานรัฐจึงไม่ใช่การ maximise margin ของตัวเอง แต่เป็นการ maximise margin ของสังคม (social cost vs social benefit) ซึ่งจากเคสของประเทศที่รองรับมาตรฐานเปิดนี้แล้ว ผมเชื่อว่า cost ที่เพิ่มขึ้น มันคุ้มครับ (เอาง่ายๆ แค่ว่า การไม่รองรับมาตรฐานที่เกิดขึ้นใหม่ๆ แม้แต่ .docx เกิด cost ต่อ social innovation ขนาดไหน)

    ผมไม่เชื่อว่า เมื่ออาศัยระยะเวลาสักพักหนึ่ง นโยบายนี้จะไม่ส่งผลต่อผู้ใช้คอมทั่วไปขนาดนั้น ทันทีที่รัฐประกาศมาตรฐานนี้ เท่ากับว่าเอกชนจะหมดข้ออ้างที่จะไม่รองรับลงไป ร้านเน็ตต่อไปก็จะหาทางรองรับ ODF (ซึ่งทำได้โดยการลง plug-in ลงไปในโปรแกรม MS Office เดิม) และซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ๆ ก็จะต้องสามารถรองรับ ODF ได้ (ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้ว กับ MS Office 2007 SP2) แต่ผมก็ยังกลับไปสงสัยว่า กรณีนี้จะเป็นปัญหามากก็ต่อเมื่อ เรารองรับแต่ ODF และไม่รองรับ .doc คำถามคือ แล้วทำทั้งคู่ไม่ได้หรือ? (ย้อนกลับไปข้างบน ผมเชื่อว่า อย่างน้อยในระยะเริ่มต้น เรารับทั้งคู่ได้ เพราะการรองรับ ODF ไม่ต้องลงโปรแกรมออฟฟิศใหม่ด้วยซ้ำ)

    อ้อ พี่ก้อนต้องแยกระหว่าง format กับ software ด้วยนะครับ การให้ใช้ open format ไม่ได้เป็นการบังคับให้ใช้ open source software เลยครับ เพียงแต่เป็นการบังคับให้ใช้ format ที่ผู้ผลิตคนไหนก็ได้สามารถเข้าถึงวิธีและสร้างได้ (เท่ากับว่าเป็น format ที่มีการแข่งขัน)

    เรื่องหน่วยงานรัฐอื่นๆ ถ้าจำไม่ผิด กฟผ. (โอเคไม่ใช่หน่วยงานรัฐโดยตรง แต่รัฐเป็นเจ้าของ) เลือกใช้ open source ครับ ส่วนเรื่อง open format จำได้ก็มีที่ แมสซาชูเซตส์ อีกหลายประเทศในอียู มาเลเซีย แอฟริกาใต้ และอีกหลายๆ ที่ครับ

    (ปล. กลับไปอ่านความแตกต่างระหว่าง software กับ format ด้านบน)

  16. Chayanin Chayanin

    อันนี้รวบรวมข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐที่รองรับ (หรือแม้กระทั่งบังคับใช้) open format (ส่วนใหญ่จะเป็น ODF เพราะสำคัญสุด) มาจาก Blognone ล้วนๆ ครับ เพราะค้นง่าย

    นอร์เวย์: เราจะไม่ยอมให้หน่วยงานภาครัฐถูกล็อกอยู่ในมาตรฐานปิด http://www.blognone.com/node/6573

    แอฟริกาใต้ประกาศใช้ ODF กับหน่วยงานภาครัฐ http://www.blognone.com/node/6159

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายมาตรฐานเปิด http://www.blognone.com/node/5239

    แคลิฟอร์เนียหนุน ODF http://www.blognone.com/node/4042

    รัฐบาลฝรั่งเศสหนุน OpenDocument http://www.blognone.com/node/3106

    เบลเยียมก็ใช้ OpenDocument http://www.blognone.com/node/2536

    เดนมาร์กเตรียมผลักดันมาตรฐานเปิด http://www.blognone.com/node/2448

    ออสเตรเลียก็ใช้ OpenDocument http://www.blognone.com/node/2041

    นอรเวย์ประกาศใช้ฟอร์แมตมาตรฐาน http://www.blognone.com/node/860

    ส่วนถ้าถามว่า หน่วยงานรัฐที่ไหนประกาศใช้ opensource software คำตอบอยู่ใกล้มาก

    2 รัฐในมาเลเซียประกาศใช้โอเพนซอร์สอย่างเป็นทางการ http://www.blognone.com/node/8659

  17. แต่ผมก็ยังกลับไปสงสัยว่า กรณีนี้จะเป็นปัญหามากก็ต่อเมื่อ เรารองรับแต่ ODF และไม่รองรับ .doc คำถามคือ แล้วทำทั้งคู่ไม่ได้หรือ? (ย้อนกลับไปข้างบน ผมเชื่อว่า อย่างน้อยในระยะเริ่มต้น เรารับทั้งคู่ได้ เพราะการรองรับ ODF ไม่ต้องลงโปรแกรมออฟฟิศใหม่ด้วยซ้ำ)

    <<< ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด (แล้วไม่ว่าใครก็มองเห็นตรงกันครับ)

    นั่นก็คือว่าก่อนหน้านี้ รัฐรับ .doc เพราะ cost ต่ำสุดสำหรับผู้ใช้ ต่อมาเมื่อมี open format อื่น ๆ (ที่เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น) รัฐก็แค่รองรับมันเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

    (แต่ที่เห็นด่า ๆ รัฐกันว่าทำไมเลือก .doc ตั้งแต่ต้น ผมก็แค่จะชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลานั้น .doc น่าจะมี cost efficiency ที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ format อื่น ๆ และสมัยนั้น open format ยังไม่มีฅนใช้มากพอถึงจุด ๆ หนึ่งเหมือนสมัยนี้)

    ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าระเบียบนั้นออกมานานแค่ไหน แต่ที่อ่านผ่าน ๆ จากในกระทู้ น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 ปี(รึเปล่า?)

    ส่วนเรื่องมีหน่วยงานรัฐไหนที่รับ open format บ้าง ใจผมไม่ได้คิดไปถึงรัฐอื่นครับ ^_^ เพราะจากคอมเมนท์ของ @Paul_012 ที่บอกว่ามาตรฐานสูงว่าราชการทั่วไป น่าจะหมายถึงราชการ "ไทย" มากกว่าครับ (แต่ขอบคุณสำหรับข้อมูลฮะ)

  18. Chayanin Chayanin

    ผมไม่ติดใจอะไรกับตอน “ออกมา” ครับ แต่ผมติดใจกับการที่มัน “ยังคงอยู่” และผมคิดว่า นั่นเป็นสาเหตุสำคัญของการมีกระทู้แบบนี้นั่นคือ มันต้องมีความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว (อย่างน้อยที่สุด ก็รองรับไฟล์ของ MS Office 2007 ได้แล้ว เพราะออฟฟิศที่แจกกันในมหาลัย ก็ 2007)

    ถ้าให้เอาเรื่องแปลกใจ ผมแปลกใจมากกว่าว่า ทำไมไม่มี LaTex (คือ ผมก็ไม่เคยใช้หรอกนะ แต่ก็พอจะรู้ว่า ในวงการวิชาการมันเป็นรูปแบบที่ใช้กันแพร่หลายมากอยู่)

  19. Chayanin Chayanin

    อ้อ เรื่องความคาดหวัง การแก้ไขความล้มเหลวของตลาด (market failure) เป็นความคาดหวังพื้นฐานที่มีต่อรัฐเลยครับ หรืออันที่จริง มันคือเหตุผลหลักที่เราต้องมีรัฐเลยมากกว่า (เพราะแม้แต่การดูแลเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็คือการแก้ไข inefficiency จาก natural state)

Comments are closed.