Skip to content →

อารยธรรม

จริงๆ วันนี้ไม่ควรจะว่างมันนั่งเขียนบล็อกเท่าไหร่เลยครับ แต่ขอหน่อยเถอะ ยังไม่อยากเห็นหน้า OpenOffice.org Impress กับ Google Sites ตอนนี้

*นอกเรื่องนิดนึง ผมใช้ฟอนต์ CmPrasanmit ใน OpenOffice.org 3.1 แล้วสระล่างมันขาด พวกสระอุ สระอู มันจะโดนตัดแหว่งไป ทดลองแล้วเป็นทั้งสอง OS บนเครื่อง จะแก้ยังไงได้บ้าง?

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งครับ ซึ่งเขาก็พูดถึงพ่อเขาที่เป็นแฟน ASTV (เป็นพ่อที่ซวยมากครับ เพราะเพื่อนลูกแต่ละคนช่างคนละขั้วชัดๆ) ก็พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว ในภาวะที่อารยธรรมของมนุษย์เป็นแบบนี้ (เขาไม่ได้พูดแบบนี้ตรงๆ หรอกครับ ผมเอามาสรุปเอง) เราควรจะเป็นชาวนามากกว่าโปรแกรมเมอร์ เพราะยังไงก็ไม่อดตาย (ถ้าอารยธรรมการค้าโลกล่มสลาย โปรแกรมเมอร์จะไม่มีข้าวกิน)

เรื่องนี้นำเรากลับไปสู่ปัญหาพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ specialisation และ trade เลยทีเดียว

คำถามมือ มนุษยชาติพร้อมที่จะ trade off ระหว่างความก้าวหน้าทางวิทยาการที่ดำเนินมาหลายพันปี กับความมั่นใจว่า ทุกคนมีข้าวกิน (เพราะปลูกเอง) หรือเปล่า

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มรวมกันเป็นกลุ่ม ก็เริ่มมีการแบ่งงานกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และแน่นอนว่า อารยธรรมมนุษย์พัฒนามาได้จากการแบ่งงานและการแลกเปลี่ยน

ลองจินตนาการว่า มนุษย์ทุกคนจะต้องหาอาหาร สร้างที่อยู่อาศัย ตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม ทำอะไรเองทุกอย่าง ผลจะเป็นยังไง

เอาแค่ของพื้นฐานเหล่านี้ ก็ยากที่จะทำให้มีคุณภาพดี ถ้าไม่เกิดการแลกเปลี่ยนใดๆ ในชุมชนเลย ไม่ต้องพูดถึงการสร้างอะไรที่พัฒนาไปมากกว่านั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้

กลับมาที่ปัจจุบัน แน่นอนว่า แม้แต่คนเป็นหมอก็มีโอกาสอดตาย เพราะผมก็เชื่อว่า หมอปลูกข้าวไม่เป็นแน่ แต่เราไม่อยากได้หมอเหรอ?

แน่นอนว่าสังคมต้องการหมอ สังคมจึงยอมรับที่จะให้หมอไม่ต้องปลูกข้าวเอง แลกกับการที่เราเอาข้าวให้หมอกิน

จริงๆ แล้ว รูปแบบที่สิ่งต่างๆ เป็นในปัจจุบัน ก็คงเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก ถึงจะให้คนคนเดียวเป็นคนกำหนดว่าจะให้ใครไปทำอะไรบ้าง

ถามว่า ถ้าเรารู้ว่า คนสิบคนสามารถปลูกข้าวเลี้ยงคนร้อยคนได้ เรายังจะเอาคนร้อยคนไปปลูกข้าวอยู่หรือ? แน่นอนว่า เราก็คงให้คนสิบคนปลูกข้าว แล้วอีกเก้าสิบคนไปทำอย่างอื่น เราจะได้มีผัก มีปลา มีที่อยู่อาศัยดีๆ มีเสื้อผ้าอบอุ่นใส่

แล้วถ้าเรารู้ว่า เราสามารถใช้คนสามสิบคน ตอบสนองความต้องพื้นฐานตามธรรมชาติ (physiological need ทั้งหลาย) ของคนทั้งร้อยคนได้ เรายังจะให้คนร้อยคนทำหรือเปล่า? สังคมมนุษย์ที่ผ่านมาแทบทุกสังคมตอบว่าไม่ (รวมถึง good old days ของดินแดนแหลมทองด้วยนะครับ สำหรับพวกโหยหาอดีตทั้งหลาย)

ถ้ามองว่าโปรแกรมเมอร์อดตายได้ คนที่บวชก็คงเป็นคนที่โง่มาก เพราะคงอดตายยิ่งกว่า ถ้าไม่มีญาติโยมนำอาหารมาให้ แต่สังคมก็เลือกที่จะให้คนบวช ด้วยหวังว่า เขาเหล่านั้นจะทำให้สังคมดีขึ้น แลกกับการที่เราสละอาหารส่วนหนึ่งของเราไปให้

ถ้าสังคมล่มสลายถึงขนาดที่การ trade เป็นไปไม่ได้แล้ว ผมก็คงไม่ specialise ในการปลูกข้าวอยู่ดี

ไป specialise เรื่องการผลิตอาวุธดีกว่าตั้งเยอะ

ปล. อ่าน เป็นไปไม่ได้ที่คนคนเดียวจะผลิตเครื่องปิ้งขนมปัง

Published in Society

2 Comments

  1. ยังไม่อยากเห็นหน้า OpenOffice.org Impress กับ Google Sites ตอนนี้ <<< ประโยคนี้ทิ่มแทงและโดนใจมากฮะ

    – เป็นชาวนา

    ถ้าไม่มีที่ดิน ยังไงก็อดตายอยู่ีดีฮะ

    – ผมคิดว่า ถ้าจะแบ่งแยกจริง ๆ ก็มี primary needs, secondary, tertiary … ก็่ว่ากันไป

    อาหารน่าจะเป็นลำดับแรก ๆ (เค้าถึงคิดว่าชาวนาไม่อดตาย) ส่วนโปรแกรมเมอร์อาจจะเป็นลำดับท้าย ๆ

    (ส่วนพระนี่ไม่แน่ใจ)

    – แต่ก็แอบคิดว่า ถ้าเป็นโปรแกรมเมอร์ในเขตต่างจังหวัดที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือตัดขาดจากชุมชนที่ใช้คอมพ์เป็นหลัก ชีวิตคงลำบากน่าดู

    – แน่นอน เป็นชาวนาในกรุงเทพ ก็อดข้าวกินเหมือนกัน (ถ้าทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกเหนือจากปลูกข้าว)

  2. การบวชในปัจจุบันเหมือนจะเป็น buffer รองรับการล้นของตลาดแรงงานอยู่…

Comments are closed.