Skip to content →

เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องถูกผิด

เพิ่งได้อ่านบทความนี้ ซึ่งโยงไปจากข่าว foosci ที่เข้ามาใน Google Reader เป็นบทความที่น่าสนใจดีครับ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า ถ้าคนฉลาดมารวมกันโหวต ผลโดยรวมจะดีขึ้น ส่วนถ้าคนโง่มารวมกันโหวต ผลโดยรวมจะแย่ลง โดยใช้หลักของ binomial distribution (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ในการอธิบาย

เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจดีครับ ผมเองเป็นคนที่เชื่อถือในคณิตศาสตร์อยู่แล้ว และจริงๆ แล้ว หลายๆ คนก็อาจจะบอกว่า เป็นเรื่องของสามัญสำนึกก็ได้ ประชาธิปไตยคืออำนาจในการตัดสินใจอยู่กับประชาชน คนตัดสินใจฉลาด ผลก็มีแนวโน้มออกมาดี คนตัดสินใจโง่ ผลก็มีแนวโน้มออกมาไม่ดี (ผู้มีอำนาจบางจำพวกจึงปิดกั้นโอกาสในการศึกษาจากประชาชนทั่วไป แล้วก็บอกว่า ประชาชนไม่ฉลาดพอ มีประชาธิปไตยไม่ได้ แล้วก็อยู่ในอำนาจต่อไป)

ปัญหาคือ หลายๆ ครั้ง เรื่องที่ต้องตัดสินใจ มันอาจจะเกินเรื่องของ การตัดสินใจที่ดีกับไม่ดี เพราะคำอธิบายนี้เอง ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “ในที่นี้ ‘ฉลาด’ = ตัดสินใจถูกต้อง ตามที่ถูกที่ควร มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และ ‘โง่’ = ตัดสินใจไม่เป็นไปตามที่ถูกที่ควร”

ปัญหาอยู่ตรงไหน?

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่า เราไม่สามารถวัดได้ว่าใครฉลาดหรือโง่ จึงไม่สามารถใช้เรื่องนี้มากีดกันได้ว่าใครจะมีสิทธิออกเสียงแน่ๆ (ถึงกระนั้นเราก็มี “ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย” ที่บอกว่าผลการเลือกตั้งไม่ดีเพราะคนเลือกตั้งโง่มาแล้วเหมือนกัน) แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ บางครั้งตัวเลือกมันไม่ได้จำเป็นต้องมีตัวเลือกที่ “ถูกต้อง” แต่เป็นตัวเลือกที่ “ถูกใจ”

จะใช้เหตุผลหรือความเชื่อ? สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิของมนุษย์ตามธรรมชาติหรือเปล่า? จะมีศาสนาประจำรัฐหรือไม่มี? ความยุติธรรมหมายถึงอะไร? หมายถึงทุกคนมีเท่ากัน? หรือทุกคนได้ที่ตัวเองทำ? ทุกคนมีโอกาสขั้นพื้นฐานเท่ากัน? คำถามเหล่านี้ ไม่ได้ชัดเจนเลยว่า สิ่งไหนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสิ่งไหน

หลายๆ ครั้ง สิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ทั้งความเชื่อพื้นฐานในด้าน positive ที่ต่างกัน เช่น บางคนมองว่า ความยืดหยุ่นของการลงทุนต่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง (เท่ากับว่าความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อการลงทุนมาก) ในขณะที่อีกคนอาจจะมองว่ามันน้อย และตวามเชื่อว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เช่น บางคนอาจจะมองว่า สังคมที่ทุกคนทำอะไรเหมือนๆ กัน คิดอะไรเหมือนๆ กัน คือสังคมที่สงบสุข ในขณะที่บางคนมองว่า ความแตกต่างอาจจะเพิ่มปัญหามากขึ้น แต่ก็ดีกว่าการที่ทุกคนไม่มีสิทธิจะคิดแบบของตัวเองก็ได้ เรื่องการคิดแบบ positive อย่างแรก คนฉลาดอาจจะมีโอกาสมากกว่าคนโง่ในการคิดว่าเราจะเลือกวิธีอะไร แต่ในส่วนหลัง ความฉลาดคงไม่ได้มีผลอะไร

ในการตัดสินใจ มันมีความแตกต่างทั้งสองส่วนนี้ที่ทำให้เราตัดสินใจต่างกัน ถามว่า อดัม สมิท, อัลเฟรด มาร์แชล, จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์, เฮนรี จอร์จ, คาร์ล มาร์กซ มีคนไหนเป็นคนไม่ฉลาดหรือเปล่า? แต่ทำไมแนวคิดระบบเศรษฐกิจถึงแตกต่างกันได้ขนาดนั้น

เพราะคนเหล่านี้ นอกจากความเชื่อจะแตกต่างกันแล้วว่า วิธีไหนได้ผลหรือไม่ได้ผล เป้าหมายปลายสุดของแต่ละคนก็แตกต่างกันอีกด้วย

สังเกตว่า ประเทศประชาธิปไตยเองก็ไม่ได้ใช่การโหวตแบบทั้งประเทศมาตัดสินความถูกผิดที่ตัดสินได้ค่อนข้างชัด เราไม่ตัดสินคดีโดยให้ทุกคนมาลงคะแนน เราไม่ได้เลือกทฤษฎีวิทยาศาสตร์โดยการลงคะแนน แต่ใช้หลักฐาน เพราะการลงคะแนนไม่ได้ทำให้มันถูกต้องแต่อย่างใด กับหลายๆ อย่างที่ความถูกผิดหรือความเหมาะสมไม่ชัดเจน เช่น จะใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไหน (ไม่รู้ว่าอันไหนได้ผลจนกว่าจะได้ลอง) เราใช้ประชาธิปไตยเพราะเราวัดผลไม่ได้ชัดเจน หลักความน่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดในการตัดสินใจจึงมีผลในกรณีนี้ ตามที่บทความนั้นอธิบาย แต่กับเรื่องอย่างศีลธรรม ความยุติธรรม ความงาม ฯลฯ เล่า?

เป้าหมายสองอัน (หรือหลานอัน) ไม่มีอันไหนผิด การเลือกทางเดินที่ต่างกันเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ต่างกันจึงไม่มีอันไหนผิด (ถ้าทางเดินนั้นไปสู่เป้าหมายจริง) ผลการเลือกจึงไม่ได้มีผลที่ถูกหรือผิด เพียงแต่เป็นทางที่เราอยากจะไปเท่านั้น ตัวเลือกเหล่านี้เอง ที่ทำให้ประชาธิปไตยมีความหมายอย่างมาก

Published in Society

2 Comments

  1. อ๊ะ เมนท์ฅนแรก

    หมู่นี้บล็อกมีแต่เรื่องหนัก ๆ นะ แต่ยังไงก็ไม่หนักเท่าตอนช่วงการเมืองเข้าด้ายเข้าเข็ม (ฮา)

    ว่าแต่ว่า สรุปแล้ว เอนทรี่นี้ป่านต้องการจะสื่ออะไรหว่า (ฮา)

    เคยมีฅนนึงพูดประโยคที่ชอบมาก (ไม่อยากอ้างอิึงว่าใคร เพราะไม่แน่ใจว่าใครเป็นฅนแรก)

    คือว่า

    อะไรก็ตาม ที่ไม่มีถูกผิดชี้ชัดเจน ใช้เสียงข้างมากในการตัดสินใจ (เช่นเรื่องนโยบายรัฐ)

    อะไรก็ตาม ที่มีผิด กับ ถูก ใช้กระบวนการในขนบนั้น ๆ อย่าเอาเสียงข้างมากมาปน (เช่นเรื่องศาล เรื่องหลักฐานทางวิทยาศาสตร์)

    โดยส่วนตัวแล้ว ประโยคที่ว่า ‘ฅน ๆ นี้เราเลือกเค้ามา แล้วมาเอาเค้าลงได้ไง?’ เป็นประโยคที่ปะปน สับสนระหว่างหลักสองหลักนี้ชัดเจน

    ถ้าจะตีเหตุผลให้แตก แทนที่จะไปมัวเถียงว่า ‘เราเลือกเค้ามา เพราะงั้นห้ามแตะต้อง’ (ซึ่งไม่โน้มน้าวพอ) ควรจะตีประเด็นที่ว่า กระบวนการที่เอา -เค้า- ลง มันผิดขั้นตอน หรือ มีความไม่น่าเชื่อถือตรงไหน?

    ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนตัวผมแล้ว ผมให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง ‘แรงจูงใจ’ ด้วย (ซึ่งน่าประหลาดใจพอใช้ ที่เท่าที่อ่าน ๆ ดู ไม่มีใครคิดแบบผมเท่าไหร่)

    ยกตัวอย่างเช่น ฅนมักบอกว่า ทหารทำตัวไม่ถูก-ที่เลือกข้าง ส่วนตัวแล้ว ผมก็คิดถามต่อว่า

    ‘ก็แล้วทำไมถึงเลือกข้างล่ะ?’ เลือกข้างเพราะว่า เห็นว่าการทำแบบนี้มันทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ หรือว่าเลือกข้างเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว?

    โอเค ถ้ามีความคิดฝังหัวว่า ในโลกนี้ไม่มีใครคิดถึงส่วนรวมจริง ๆ ทุกฅนยึดผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลักทั้งนั้น ก็ต้องถามต่อว่า แล้วฝ่ายที่ทหารเลือก มีอะไรที่อีกฝ่ายหนึ่งให้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

    ซึ่งผมตอบคำถามนั้นไม่ได้ครับ

    (ฅนอาจจะเถียงว่า คุณควรอยู่เฉย ๆ อย่าเข้ามายุ่ง จะถูกต้องกว่า อันนี้แล้วแต่ส่วนตัวจะมองครับ ผมคิดว่า ถ้าในภาวะที่แม้แต่การอยู่เฉย ๆ คือการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง– ก็คงอยู่เฉย ๆ ต่อไปไม่ได้)

    คอมเมนท์มาตั้งเยอะ ไม่เกี่ยวอะไรกับเอนทรีของป่านเลย (ฮา)

  2. Chayanin Chayanin

    จริงๆ นานมาแล้ว แต่ตอบหน่อยก็ได้

    สำหรับผม การยอมรับว่าทหารเลือกข้างเพื่อประเทศชาติได้ ไม่ต่างอะไรกับยอมรับว่า เราสามารถเอาปืนไปยิงคนชั่วได้ ผิดจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ คิดเอาเองอยู่คนเดียว คิดว่าตัวเองทำดี แต่ไม่เปิดให้ใครตรวจสอบได้ (assume ว่า “เลือกข้าง” ในที่นี้หมายถึง ส่วนที่เกินจากสิทธิพลเมืองปกติ)

    ทหาร เป็นหน่วยงานของรัฐ รัฐบาลคือผู้ได้รับเลือกมาคุมนโยบายของรัฐ ทหารจึงต้องสนองนโยบายรัฐบาลครับ ถ้าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ที่ทำได้คือ เลือกตั้ง/ถอดถอน/ฯลฯ ตามสิทธิที่พึงมีปกติ (กลไกในการตรวจสอบรัฐบาลอาจจะพิกลพิการก็จริง แต่กลไกในการตรวจสอบทหารนี่ nonexistent)

    ถ้าทหารยังทำตัว unaccountable ผมก็ไม่เห็นว่าทหารควรจะมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องอะไรนอกเหนือหน้าที่โดยตรงทั้งนั้น

Comments are closed.