Skip to content →

Chocolat: มันคือความแตกต่าง

It’s not easy being different.

-Vianne Rocher พูดกับลูกสาว Anouk ในภาพยนตร์เรื่อง Chocolat

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ผมได้ยินเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Chocolat ครั้งแรกจากที่ไหน คิดว่าคงเป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์สักฉบับ (ก็คงหนีไม่พ้นกรุงเทพธุรกิจที่ที่บ้านเป็นสมาชิก หรือมติชนสุดสัปดาห์ที่ได้อ่านเป็นครั้งคราว) จำได้ว่า รู้สึกขึ้นมาว่าเรื่องนี้น่าดู แต่ก็ยังไม่ได้ดู จนซื้อแผ่นดีวีดีมาเมื่อสองสามเดือนก่อน ก็ยังค้างไว้ไม่ได้ดูจนน้องชายหยิบไปดูก่อนด้วยซ้ำ จนในที่สุด ก็ได้ดูในวันนี้

ก่อนที่จะเข้าใจผิดไปเหมือนแม่ผม Chocolat (วิกิพีเดียบอกว่าอ่านตามภาษาฝรั่งเศสประมาณว่า ชอกอลา) เป็นหนังต่างประเทศนะครับ ไม่ใช่หนังบู๊ของจีจ้าแต่อย่างใด

ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่า เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยาย และเป็นประเภท magical realism ซึ่งถามผมที่ไม่เชี่ยวชาญด้านศิลปะประเภทนี้ (หรือประเภทไหนๆ ก็ตาม) ก็คงบอกว่า มันคือ….. magical realism นั่นแหละ (แป่ว)

ในเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศสยุคกลางศตวรรษที่ 20 ทุกคนปฏิบัติตัวตามสิ่งที่คนในชุมชนคาดหวังว่าจะทำ ซึ่งในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ก็คือการเคร่งครัดในศาสนา (ในที่นี้ก็คริสต์ศาสนานี่แหละ แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านิกายไหน เดาว่าเป็นคาทอลิก)

จนกระทั่งสายลมเหนือได้พัดพาเอาแม่ลูกคู่หนึ่งเข้ามาอยู่ในชุมชน แม่ลูกคู่นี้เรียกได้ว่าเป็น infidel อาจหาญมาเปิดร้านชอกโกแลตในเมืองเล็กๆ นี้ ในช่วงเวลาที่ชาวเมืองจะต้องถือศีลในช่วง lent พอดี (คริสต์ศาสนิกชนในนี้เข้ามาอธิบายหน่อยก็ดีครับ ว่ามันคืออะไร) นอกจากนี้ยังไม่เข้าโบสถ์ ไม่เคยแต่งงาน อะไรๆ ก็ขัดกับธรรมเนียมของชาวบ้านเดิมไปเสียหมด

ในฐานะคนที่ดูหนังไม่ค่อยจะเป็น (แต่ก็ยังสะเออะหาหนังมาดูอยู่เรื่อยๆ แถมยังมีหนังเป็นหัวข้อที่เขียนถึงบ่อยที่สุดในบล็อกอีกต่างหาก) ประเด็นที่ผมสนใจและมองว่ามันน่าจะเป็นประเด็นหลักคือ การต่อสู้หรือปะทะระหว่างแนวคิดสองแนว ระหว่างอำนาจหรืออิทธิพลเดิมที่ established อยู่ กับแนวคิดใหม่ๆ ที่เข้ามา

มันไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย สำหรับคนที่ “ต่าง” จากพวก ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนา เป็น atheist หรือเป็น liberal ที่เปิดกว้างเรื่องใหม่ๆ (แต่เวลามีพวกใกล้ชิดศาสนามาอยู่ในดงของพวกนอกรีต ก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่นะ) ไม่แปลกที่ สุดท้ายแล้ว โดยธรรมชาติของคน เราจะพยายามทำตัว “กลมกลืน” ไป ซึ่งความกลมกลืนนี้ บางครั้ง ก็เป็นเรื่องดี แต่บางครั้ง มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ถ้าใครหวังว่าจะได้ฟังภาษาฝรั่งเศสเพราะๆ คงต้องเสียใจด้วย เพราะถึงเรื่องราวจะดำเนินไปในฝรั่งเศส แต่หนังเรื่องนี้เป็นหนังภาษาอังกฤษครับ (แอบผิดหวังเล็กๆ เหมือนกัน)

ค้นข้อมูลดูเพิ่งรู้ว่า สองตัวแสดงแม่ลูก เป็นคนฝรั่งเศสทั้งคู่ พูดภาษาอังกฤษค่อนข้างเนียนทั้งคู่ (เลยเข้าใจว่าทำไมออกเสียงชื่อฝรั่งเศสได้ดีจัง) คนลูก ถ้านับอายุตอนภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แค่ 9 ขวบเอง นอกจากนั้นก็มีนักแสดงอังกฤษหลายคน นักแสดงอเมริกันอย่าง Johnny Depp ด้วย และยังมีนักแสดงสวีเดนด้วย ผู้กำกับเรื่องนี้ก็เป็นชาวสวีเดน

คำเตือน ระวังน้ำหนักขึ้นหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะชอกโกแลตมันน่ากิน

A/N เกี่ยวกับภาพยนตร์อีกแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่จะมีประเด็นเขียนได้ และค่อยไม่เปลืองสมองในการถกเถียงตามมา

Published in Media

2 Comments

  1. ตอนแรกจะเล่นมุัข จีจ้าแล้วครับ (โดนดักคอซะก่อน) คุ้นๆ เหมือนเคยอ่านวิจารณ์ในมติชนสุดสัปดาห์เหมือนกันครับ แต่ผมนิสัียเสียตรงที่ ถ้าเป็นหนังที่ไม่ได้ดู หรือไม่คิดจะดู ก็จะไม่อ่านวิจารณ์ ก็เลยจำรายละเอียดไม่ได้

    เรื่อง lent ไม่ทราบเหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าหมายถึง ช่วงศีลอดรึเปล่า

    ยังไม่ได้ดู คงพูดอะไรมากไม่ได้

    จริง ๆ อยากถามเหมือนกันว่า ในสังคมไทย มีฅนชอบพูดว่า เราค่อนข้างจะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

    แล้วในความคิดของป่าน เราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ? หรือว่าเราพยายามมีวัฒนธรรมเดียว แล้วรังเกียจความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม

    (กำลังเปรียบเทียบกับยุโรป หรือ อเมริกา หรือประเทศอื่น ๆ ว่ามีความหลากหลายมาก-หรือน้อยกว่าเรา)

  2. Chayanin Chayanin

    น่าจะหมายถึงศีลอดนั่นแหละครับ

    ถ้าถามผม ผมเชื่ออย่างมากว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย (แน่นอนว่าคล้ายคลึงกันบ้าง ตามแบบภูมิประเทศ ภูมิอากาศ) แต่เราพยายามอย่างยิ่งที่จะกดความหลากหลาย แล้วทำเหมือนว่าเรามีวัฒนธรรมเดียว

    คือ จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่วัฒนธรรมย่อยๆ จะถูกวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่า (ในความหมายว่ามีอิทธิพลมากกว่า) กลืน แต่ในขณะที่เรากลัวกันอย่างยิ่งว่า วัฒนธรรมไทยจะถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืน มีคนไม่มากเลยที่กลัวว่าวัฒนธรรมไทยกรุงเทพจะไปกลืนวัฒนธรรมล้านนา อีสาน/ลาว มลายู ฯลฯ

    ถามว่าเมื่อไหร่กันที่ความเป็นล้านนา อีสาน ชาวเขา/กะเหรี่ยง ฯลฯ จะเป็น “ความเป็นไทย”

    เมื่อมันอยู่ในป้ายโฆษณาของ ททท.

    ถ้ามองในทางประวัติศาสตร์แล้ว อาจไม่แปลกใจเลย ที่จะบอกว่า สยาม (หรือไทยภาคกลางปัจจุบัน) พยายามจะกลืนวัฒนธรรมเหล่านี้อยู่แล้ว ตอนที่พยายามผนวกรวมอาณาจักรรอบๆ เข้ามาเป็นประเทศสยามใหม่

    เอาจริงๆ กับแค่วัฒนธรรมไทยภาคกลางเอง เราก็ยังไม่รับกันหมดด้วยซ้ำ ลองดูหนังดูละครย้อนยุค ก็เห็นผู้หญิงนุ่งผ้าพันอกเอาไว้ ไม่ปิดไหล่ปิดแขนกัน แต่ก็ชอบมาบอกว่าวัฒนธรรมไทยใส่เสื้อผ้าปิดมิดชิด (ตามแบบวัฒนธรรมผู้ดี ทั้งที่อากาศร้อนจะตายห่า!)

    เขียนมาทั้งหมด เหมือนจะไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่ ก็จะบอกว่า เรายอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมไม่เยอะอย่างที่เราพยายามจะบอกกันหรอก (ว่าคนไทยอยู่ได้ทุกศาสนา ฉลองได้ทุกเทศกาล ไม่รังเกียจ บลาๆๆ) เราไม่เห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเดิมสำคัญอยู่แล้ว และเราต่อต้านวัฒนธรรมใหม่ที่จะเข้ามาด้วย

    ถ้าเทียบกับที่อื่น ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยศึกษาตรงๆ ถ้าเอาตาม perception ที่มี ผมว่าประเทศยุโรปอาจจะไม่หลากหลายเท่าประเทศเอเชีย แต่ยุโรปดูจะก้าวหน้าในเรื่องการยอมรับวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยมากกว่า สังเกตได้จากว่าประเทศในยุโรปจำนวนมากมีภาษาราชการมากกว่าหนึ่งภาษา แล้วยังมี recognised minority language

    นอกประเด็น ที่แอบเกี่ยวนิดๆ ไว้ด้วย เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับสมัยที่คริสต์ศาสนิกชนยังโดนกีดกันแบ่งแยกอยู่ ซึ่งเลวร้ายไม่น้อย

    กับอีกอัน เคยอ่านข่าวที่ว่า นางสาวไทยที่เป็นตัวแทนประกวด Miss Universe ใส่ชุดของชาวม้ง แล้วโดนป้าๆ ทางวัฒนธรรมด่า (ไปค้นมาให้ http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2007/06/02/spot-the-thai-national-dress/)

Comments are closed.