Skip to content →

คณาจารย์-นศ. ยังสนับสนุนผัดไทย

วานนี้ คณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยนกฮูกจำนวนหนึ่ง ได้ออกมาคัดค้านการยกเลิกระบบอาหารประจำมหาวิทยาลัย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกระเบียบนี้ โดยมองว่า ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมหาวิทยาลัย

นักศึกษาจำนวนนับร้อยคนได้รวมตัวแขวนป้ายผ้าและชูป้ายอยู่หน้าโรงอาหารกลางมหาวิทยาลัย.. “พวกเราต้องการผัดไทย” และ “ผัดไทยเป็นเกียรติของมหา’ลัย” โดย เพชรน้ำเงิน นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า

“ผัดไทยเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเรามาเป็นเวลานาน ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องยกเลิก ในเมื่อมันทั้งเป็นเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของสถาบัน” นอกจากนี้เธอยังกล่าวต่อไปว่า
“การที่มีอาหารชนิดเดียวทุกวันทำให้ชีวิตเราง่ายดายขึ้น แทนที่เราจะต้องมาใช้เวลาคิดว่าเราจะรับประทานอะไรดี เราก็สามารถรับประทานได้เลย เรายังเป็นนักศึกษา น่าจะเอาเวลาไปศึกษาเล่าเรียนดีกว่า”

ด้าน โอเมน นักศึกษาชายคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยนกฮูก คิดว่าการเดินขบวนของกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการให้ยกเลิกระบบอาหารนี้ กำลังให้ความสำคัญกับเสรีภาพมากเกินไป

“ผมคิดว่ามันไร้สาระจริงๆ เอะอะอะไรก็พูดแต่เรื่องเสรีภาพ แต่ไม่เคยคิดถึงหน้าที่อะไรเลย ลองคิดดูว่า แค่ทำตามระเบียบแค่นี้ยังทำไม่ได้ ต่อไปจะไปเคารพกฎหมายบ้านเมืองได้อย่างไร”

รองศาสตราจารย์เทพประทาน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนกฮูก กล่าวว่า นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับอาหารผัดไทยนี้ ยังมองสิ่งต่างๆ ไม่รอบด้าน เพราะจริงๆ แล้ว ระบบผัดไทย สร้างประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยมากมาย

“หากไม่มีกฎระเบียบบังคับนี้แล้ว นักศึกษาก็จะรับประทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การมีอาหารชนิดเดียวยังช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิต นอกจากนี้ ระบบอาหารนี้ยังช่วยลดปัญหาความแตกต่างทางเศรษฐกิจด้วย เพราะถ้าแต่ละคนรับประทานอะไรก็ได้ นักศึกษาที่มีฐานะดีก็จะรับประทานอาหารดีๆ แพงๆ อวดร่ำอวดรวย ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมในมหาวิทยาลัย”

อาจารย์บนฟ้า จากภาควิชาภาษาไทย ยังให้ความเห็นเสริมด้วยว่า นักศึกษาควรใส่ใจกับระเบียบการรับประทานอาหารมากกว่านี้

“ทุกวันนี้ เราเห็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรับประทานอาหารตามใจตัวเองมากขึ้น ทั้งใช้เส้นผัดไทยที่สั้นเกินไปบ้าง กลมเกินไปบ้าง บางคนก็ใส่ซอสมะเขือเทศ ดูแล้วขาดความเป็นระเบียบ มหาวิทยาลัยควรจะออกมากวดขันมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในมหาวิทยาลัย”

Published in Society

16 Comments

  1. ๕๕๕๕

    อ่านแล้วเห็นภาพดีครับ

    มีสองสามสิ่งที่ทำให้รู้สึกโต้แย้งก็คือว่า

    1.การกินอาหารชนิดเดียวกันติดต่อเป็นระยะเวลานาน ๆ เป็นผลเสียต่อร่างการอย่างแน่นอน (มีการศึกษาในเชิงวิชาการ)… แต่การแต่งเครื่องแบบอย่างเดียวนาน ๆ เป็นผลเสียต่อสุขภาพตรงไหน?

    2. พอเราเรียนจบมหาลััย เข้าไปทำงาน มีที่ทำงานตั้งหลายที่ที่ต้องใส่เครื่องแบบ (เช่นทำงานแบงค์) ถึงไม่ใส่เครื่องแบบ แต่ก็ต้องใส่สูทผูกเน็คไท พูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีอิสระในการแต่งตัวใด ๆ อย่างที่อ้างกันในมหาวิทยาลัย (ถ้าจะมองไปให้ไกลกว่านั้น มีใครใส่เสื้อสีสันสดใสไปงานศพแล้วบอกว่า มันเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลบ้าง?)

    (ลองนึกภาพการใส่เครื่องแบบที่มีการ ‘โม’ สิครับ… ชีวิตจริงไม่มีหรอกฮะ ชีวิตในมหาลัยเนี่ย ระเบียบหย่อนยานที่สุดแล้ว อยากจะบอก)

    การอ้างเสรีภาพเพื่อเสรีภาพแต่เพียงอย่างเดียว ไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่นะครับ (ในความคิดของผม) แต่ควรจะให้เหตุผลด้วยว่า การไม่มีเสรีภาพมันก่อใ้ห้เกิดผลเสียอย่างไร (เช่นเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าไม่มีการวิจารณ์ ก็ไม่เกิดความก้าวหน้า อันนี้เห็นด้วย) แต่การไม่มีเสรีภาพบางอย่าง (่เช่น อยากจะแก้ผ้าเดินโทง ๆ ตามถนนหนทาง) ถ้าตอบไม่ได้ว่ามันดีกว่าการใส่เสื้อผ้าอย่างไร (นอกจากอ้างเสรีภาพเพื่อเสรีภาพ) มันก็ไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่

  2. eig eig

    เห็นด้วยกับพี่ก้อนว่าทุกอย่างเราก็ควรจะช่างน้ำหนักว่าควรให้เสรีภาพแค่ไหน
    อะไรให้แล้วมีผลดีผลเสียอย่างไร

    แต่ก็รู้สึกว่า เรื่องชุดนักศึกษามันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่น่าจะมีกฎที่แรงขนาดให้ทำโทษบำเพ็ญประโยชน์หน่ะครับ
    โทษที่ดูจะสมเหตุสมผลกับการไม่ใส่ชุดนักศึกษาก็น่าจะเป็นการ ที่โดนอาจารย์เขม่นแค่นี้ก็นา่จะ ok หรือเปล่า

  3. คนไทยชอบเครื่องแบบครับ…

    ผูกพันกับวัฒนธรรมไทยมากกว่าผัดไทยหลายเท่า เทียบกันไม่ได้หรอกครับ

  4. Chayanin Chayanin

    พี่ก้อนและพี่อิ๊ก>> ผมเห็นตรงกันข้ามครับ ฝ่ายที่ต้องหาเหตุผลมาอ้าง คือฝ่ายที่ต้องการ “จำกัด” เสรีภาพ ไม่ใช่ฝ่ายที่เรียกร้องเสรีภาพครับ

    พี่ก้อนบอกว่า เรื่องอาหารมีผลวิจัยรองรับ แปลว่าถ้าไม่มีผลวิจัยว่ารับประทานอาหารชนิดเดียวติดต่อกันไม่ดีต่อสุขภาพ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะเลือกอาหารของเราเองเหรอครับ? ถ้าเราไม่มีเหตุผลที่ดีว่าทำไมเราถึงต้องการก้าวเท้าซ้ายออกจากบ้านก่อนเท้าขวา แปลว่าเราไม่ควรมีเสรีภาพในการเลือกเท้าที่จะเดินเองเหรอครับ? ถ้าอย่างนั้นผมว่าก็เปลี่ยนประเทศนี้เป็น totalitarian ไปเลยดีกว่าครับ เพราะเราก็คงไม่มีเหตุผลดีๆ ที่จะต้องการเสรีภาพในการบริโภคสุรา ไอพอด รถสปอร์ต ทรงผมแฟชั่น ฯลฯ และถ้าใช้ตรรกะนั้น มหาวิทยาลัยก็ควรจะบังคับทรงผม บังคับกระเป๋า สีผม เครื่องประดับ ฯลฯ แบบโรงเรียนประถมไปเลยก็ได้ครับ ไม่มีผลวิจัยว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน

    ถามว่า จุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยคืออะไร คือฝึกให้คนตามระเบียบแบบไม่โต้แย้งเหรอครับ? ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็เห็นด้วยกับทุกคนที่หาว่ามหาวิทยาลัยเป็นโรงงานผลิตหุ่นยนต์ดีๆ นี่เอง (และไม่แปลกใจว่าทำไมสถาบันการศึกษาถึงต้องไปขวนขวายหา ISO มาประดับผนังกัน)

    ถามจริงๆ ว่า เราจะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่ที่มีเสรีภาพทางความคิดได้อย่างไรครับ ถ้าบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยการใช้อำนาจและการยอมตามอย่างไม่มีเหตุผล เครื่องแบบเป็นแค่สัญลักษณ์ชั้นนอกสุด ของแก่นระบบการศึกษาไทยที่ต้องการสร้าง uniformity เท่านั้นเองครับ

    มหาวิทยาลัยไม่ใช่ออฟฟิศ ไม่ใช่แมคโดนัลด์ ไม่ใช่ค่ายทหาร ไม่ใช่คุก แต่คือที่ที่คุณจะเป็น individual ไม่ใช่เหรอครับ

    (อยากให้อ่านบทความ http://athitha.multiply.com/journal/item/28/28 ครับ เห็นด้วยหรือไม่ยังไง จะได้มาเถียงกันต่อ ^ ^)

    พี่พอ>> ผมไม่ได้คิดว่าผัดไทยจะผูกติดกับคนไทยขนาดนั้นครับ (เป็นอาหารที่ค่อนข้างใหม่ด้วยซ้ำตามจริงแล้ว) ผมต้องการแค่อาศัยมันเข้ามาว่า ถ้าเราใช้ logic แบบเดียวกับที่คนสนับสนุนเครื่องแบบแล้ว มันก็คงไม่เห็นจะแปลกถ้าเราจะบังคับอาหารที่กิน หรือจะมากไปกว่านั้น

  5. noll noll

    P’Paul_012 – The system of uniform we have today [I believe]is somewhat new;~RamaV and “non-traditionalnot native to this part of the world;~from Europe. In which it was part of a cutulral reform to make “Siam” more “modern” and uniform, like Pad Thai which was promote during the Pibulsongkram period as part of the campaign to create a new national identity and modernised the country. So I don’t think that argument is valid because people can change and societies can change.

    P’Gon – I dont think Parn condone uniform in work place either[neither do I] My argument for focusing on University’s uniform or indeed School’s uniform would be that during this period of our life we should be finding who we are and what we want to do and I think by imposing extreme uniformity to our youths we are taking away their means of expressing themselves, their creativity and potential as well as saying that they are not mature or smart enough[especially in universities] even though some of them are. And I think if you look at the big picture this practice can potentially stop or slow the progress of the society as a whole.

  6. อ๊ะ

    มาเปิดประเด็นต่อ

    จริง ๆ แ้ล้วการโพสท์กันไป-มาแบบนี้ มีข้อเสียคือ เรามักจะเลือกตอบแต่ประเด็นที่เราได้เปรียบ แต่ละเลยหรือ ignore ประเด็นที่เราเสียเปรียบ (ซึ่งผมก็เป็น)

    ข้อสังเกตที่ป่านละเลยไม่พูดถึง
    – ป่านบอกว่า มหาวิทยาลัยไม่ใช่แม็คโดนัล์ ไม่ใช่ค่ายทหาร ไม่ใช่คุก แต่คือที่ที่คุณจะเป็น individual น่าแปลกที่ป่านมองว่ามหาวิทยาลัย ‘ตัดตอน’ แยกออกจากสังคมในชีวิตจริง สิ่งที่ป่านไม่พูดถึงก็คือ ถ้ามหาวิทยาลัยควรมีอิสระทางการแต่งกาย แล้วสังคมโดยทั่วไปอ้างเหตุ ‘อะไร’ ที่จะมาจำกัดการแต่งกายดังกล่าว?

    (ข้อถกเถียงในประเด็นนี้สำหรับผมก็คือ ถ้าสังคมภายนอกอ้างเหตุจำกัดการแต่งกายได้ มหาวิทยาลัยก็ควรทำได้ เพราะมหาวิทยาลัยคือสถานที่เรียนรู้การออกไปใช้ชีวิตในสังคมข้างนอกครับ ส่วนการเรียนรู้การเป็น individual ทำไมต้องเรียนรู้จากในมหาวิทยาลัยอย่างเดียวละครับ? จบไปแล้วเป็น individual ไม่ได้หรือ?

    – ส่วนเรื่องผลวิจัยด้านสุขภาพ อันนี้ขอชี้แจงว่า ไม่ใช่ทุำกเรื่องที่จะต้องอธิบายด้านสุขภาพนะครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า จะอ้างเสรีภาพ หรือจำกัดเสรีภาพ (ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม) มันควรจะมีเหตุผลรองรับอยู่ ถ้าอ้างไม่ได้ก็ไม่ควรจะอ้าง เช่นก้าวเท้าซ้ายก่อนออกจากบ้าน บังคับแล้วดีกว่าอย่างไร? ไม่บังคับแล้วดีกว่าอย่างไร? ฝ่ายไหนมีเหตุผลที่ยอมรับได้มากกว่า ฝ่ายนั้นก็ชนะไปครับ (ส่วนเรื่องแต่งเครื่องแบบดีอย่างไร ไม่แต่งแล้วดีอย่างไร อันนี้ต้องมาดีเบตกันต่อ)

    – จุดมุ่งหมายของการเรียนมหาวิทยาลัยคืออะไร? เห็นด้วยกับป่านครับ ว่า ไม่ใช่ การฝึกให้ฅนทำตามระเบียบโดยไม่โต้แย้ง ชีวิตฅนเราควรจะมีอำนาจในการตั้งคำถามในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ซึ่งผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการรณรงค์ให้ไม่ใส่เครื่องแบบ หรือการเดินขบวนต่อต้าน ฯลฯ

    แต่สองสามอย่างที่ผมสงสัยก็คือ ข้อแรก คุณมีทางเลือกอื่นในชีวิตหรือไม่? ถ้ามี การโต้แ้ย้งอะไรก็ตามที่คุณไม่เห็นด้วย น้ำหนักก็จะเบาบางลงไป เช่นถ้าไม่อยากใส่เครื่องแบบ ทำไมไม่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ (แตกต่างจากกฏหมาย ที่เราไม่สามารถเลือกได้เพราะมันบังคับใช้กับฅนทุกฅน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ชอบใจก็สมควรต่อต้าน) คุณอาจจะอ้างได้ว่า เราต้องการเรียนมหาวิทยาลัยนี้ แต่ไม่ต้องการเครื่องแบบ ปัญหาก็วนกลับมาว่า ถ้าคุณต้องการที่จะอยู่ในสังคมย่อยใด ๆ คุณก็ต้องยอมรับวัฒนธรรมของสังคมนั้นได้ โดยเฉพาะถ้ามันเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากเสียงส่วนมาก (เวลาใครมาอ้างว่า นักศึกษา-ส่วนใหญ่-ไม่ต้องการแต่งเครื่องแบบ ผมค่อนข้างแปลกใจนะครับ เพราะอย่างที่คณะวิทย์ม.เกษตรเอง เสื้อช็อปที่ใส่ ๆ กันทุกผู้ฅน ไม่ได้อยู่ในระเบียบมหาวิทยาลัยเลย แต่แต่ละรุ่นทำมาใส่กันเองทั้งนั้น เพื่อต้องการแสดงความเป็น uniformity)

    -ประเด็นท้ายที่อยากพูด (แค่นี้ก่อน เก็บประเด็นอื่นมาตอบวันหลัง) การมี uniformity เป็นความเลวร้ายของมนุษยชาติตรงไหนรึเปล่าครับ? ผมเชื่อว่ามนุษย์เราต้องการแสดงความเป็นกลุ่มเป็นก้อนครับ เพราะมนุษย์ไม่ใช่สัตว์สังคม เวลาอ้างว่า การบังคับให้ใส่เครื่องแบบเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการ ผมคิดว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เกินเลยไปหน่อย (เหมารวมว่างั้น) ฅนเราสามารถมีเสรีภาพทางความคิดได้ แม้จะแต่งตัวเหมือนกันนี่ครับ?

    สรุปในสรุปก็คือ ผมคิดว่าการแต่งเครื่องแบบเป็นการฝึกการเรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎระเบียบในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย (ชีีวิตจริงเราก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบที่เราไม่เห็นด้วยเป็นประจำ) แต่ผมไม่ต่อต้านการต่อต้านการใส่เครื่องแบบนะครับ ถ้าคุณสามารถเรียกร้องให้เสียงส่วนมากในมหาวิทยาลัย ยกเลิก การแต่งเครื่องแบบได้ ผมคิดว่าอนาคตคุณก็จะสามารถเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอะไรต่าง ๆ ที่คุณไม่เห็นด้วยได้ (แต่ต้องมีปัญญาทำให้ฅนส่วนมากเห็นด้วยก่อน)

    ส่วนการไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ เป็นเสรีภาพที่ดีครับ แต่ข้อโต้เถียงก็คือ ถ้าอยากได้เสรีภาพ คุณไปเลือกเรียนที่อื่นก็ได้ กับ การไม่มีเสรีภาพในการแต่งกาย ผมคิดว่าไม่ได้บั่นทอนเสรีภาพทางความคิดอื่นนะครับ

    (บางส่วนที่ผมเขียนผมก็ไม่ได้เชื่อ 100% แต่อย่างว่า นี่เป็นเถียงเพื่อเถียงเฉย ๆ เอาสนุกครับ ^^)

  7. Chayanin Chayanin

    โอเคครับ

    ประเด็นแรกสุด ผมไม่เชื่อว่า เสรีภาพในการแต่งกาย (ซึ่งจริงๆ ก็น่าจะเข้าข่ายเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหนึ่ง) จะไม่ส่งผลเลยต่อเสรีภาพในทางความคิด การแสดงออก หรือเสรีภาพทางวิชาการอื่นๆ อันนี้อาจจะออกเป็นความเชื่อหน่อยๆ คงไม่พยายามจะ convince อะไรตรงนี้ ก็คงจะบอกแค่ว่า ถ้าเราสามารถจะสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้ (มีแหล่งค้นคว้าที่ดี เพื่อนร่วมชั้นกระตือรือร้น ฯลฯ) เราก็น่าจะสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการคิดอย่างเป็นอิสระได้ และเครื่องแบบก็น่าจะเป็นตัวแปรที่ตรงกันข้ามกัน ผมไม่เชื่อว่า ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถมาควบคุมกระทั่งการแต่งกาย แล้วเสรีภาพในการแสดงออกอื่นๆ จะยังอยู่ได้ยังไง ศิลปินเกิดในคุกได้ก็จริง ไม่ได้แปลว่า คุกจะเอื้อให้เกิดศิลปินนี่ครับ (จะว่าไป มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งก็ไม่ได้ปกป้องเสรีภาพของบุคลากรตัวเองเอาเสียเลย แต่นั่นมันคนละประเด็น)

    ประเด็นถัดมา ไม่ใช่ทั้งสังคมที่มีระบบ uniform นี่ครับ คนไปเป็นศิลปินก็ไม่เห็นค่อยจะใส่เครื่องแบบอะไรกัน แม่ค้าแถวบ้านผมก็ไม่เคยเห็นมีใครใส่ชุดเครื่องแบบ ชาวไร่ชาวนาก็คงไม่ได้มีเครื่องแบบอะไร ข้อโต้แย้งของผมในกรณีก็คงบอกว่า สังคมภายนอก โดยเฉลี่ยแล้ว มีการบังคับเครื่องแบบน้อยกว่าในมหาวิทยาลัย และสิ่งที่พี่ก้อนเขียน imply ว่า พี่ก้อนมองว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ serve เพียงคนที่จะไปเป็นพนักงานออฟฟิศ พนักงานธนาคาร ข้าราชการ และสายอาชีพอื่นๆ ที่ต้องการเครื่องแบบ ซึ่งผมไม่คิดว่า มหาวิทยาลัย มีหน้าที่ serve คนเหล่านี้ มากกว่าคนที่ต้องการไปเป็นพ่อค้า ศิลปิน เกษตรกร ฯลฯ

    กรณีของตัวเลือก พูดจริงๆ คือ ถ้ามันมีตัวเลือกได้จริงๆ ผมคงไม่ต่อต้านอะไรมากขนาดนี้ แต่เท่าที่ผมรู้ ไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐในประเทศไทยเลยที่ปราศจากระบบเครื่องแบบ (แน่นอนว่า ผม “เลือก” ที่ที่เข้มข้นน้อยที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับ trend ของธรรมศาสตร์ ที่พยายามจะเข้าไปหาระบบเครื่องแบบอยู่ดี — นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ผม “แคร์” เรื่องนี้) แม้แต่มหาวิทยาลัยเอกชนหลักๆ ก็ใช้เครื่องแบบกันหมด ตัวเลือกที่มีจริงๆ คือ ไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มี

    ในกรณีนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับระบบเครื่องแบบ in general แต่ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า ที่นั่นที่นี่ควรจะยกเลิก (นอกจากที่ธรรมศาสตร์ ที่ผมจะบอกชัดว่า ผมคิดว่ามันไม่ควรจะมี) ผมเองเชื่อแบบเดียวกับพี่ก้อนว่า มันเป็น consensus ที่แต่ละสังคมจะตกลงกันขึ้นมาเอง แต่ผมไม่เห็นว่า ความพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นมาเห็นด้วยกับเรา เป็นสิ่งที่ผิด (และเชื่อว่าพี่ก้อนก็ไม่ได้คิด) ผมเองไม่เคยบอกว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ต้องการเครื่องแบบ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ “ไม่สน” นี่แหละ ที่ทำให้ผมพยายามจะกระตุ้นตรงนี้ขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าพี่ก้อนจะเข้าใจเหมือนผมหรือเปล่า แต่ที่ผมเขียนขึ้นมาทั้งหมด มันก็คือความพยายามที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เหรอครับ ใช่ว่าผมบ่นแล้วมหาวิทยาลัยจะมาทำตามผมเสียหน่อย (แล้วก็ไม่ได้ปิดสนามบิน ล้อมทำเนียบ ให้คนมาทำตามด้วย) ผมก็เลยข้องใจว่า สิ่งที่พี่ก้อนพูด มันก็คือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี่นา?

    การเป็น uniformity แบบสมัครใจ กับแบบบังคับ มันต่างกันครับ ผมเองก็แค่ไม่เห็นด้วยกับคน “เลือก” จะใส่เครื่องแบบมหาลัย แต่ไม่ได้มองว่าผิด แต่ผมไม่เห็นด้วยกับ uniformity ที่เกิดจากการบังคับ หากมันไม่มีเหตุผลมารองรับ

    สรุปเหตุผลหลักๆ ที่ผมเขียนบทความแบบนี้ (1) ผมไม่เชื่อว่า เครื่องแบบ belong to การศึกษามหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลย่อยๆ ที่เถียงกันไปหลายรอบ (2) คนส่วนใหญ่ หากไม่สนับสนุนเครื่องแบบ ก็ไม่ใส่ใจว่าต้องใส่หรือไม่ต้อง ผมจึงพยายามกระตุ้นให้เกิดการคิดและรณรงค์เรื่องนี้ (3) มหาวิทยาลัยไทยยังไม่มีตัวเลือกเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมจึงพยายามกระตุ้น เพื่อให้สามารถเกิดตัวเลือกนี้ขึ้นมาได้จริงๆ (4) ธรรมศาสตร์พยายามจะรณรงค์ให้นักศึกษาเข้าหาเครื่องแบบ (ไม่นับบางคณะหรือบางอาจารย์ที่จะบังคับให้ใส่) ผมจึงพยายามสร้างการรณรงค์ที่ counter การรณรงค์ของมหาวิทยาลัย

    ข้อสุดท้ายครับ “ผมคิดว่าการแต่งเครื่องแบบเป็นการฝึกการเรียนรู้ที่จะอยู่ในกฎระเบียบในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย” ผมสงสัยว่าพี่ก้อนพยายามจะสื่ออะไรครับ เพราะถ้าผมเข้าใจไม่ผิด (ถ้าผิดก็ขออภัยครับ) พี่ก้อนคิดว่า คนไม่เห็นด้วยกับเครื่องแบบ เป็น minority แล้วมันจะเป็นฝึกตามที่ว่ายังไงครับ? และผมก็เห็นว่า มันเองก็เป็นเหตุผลที่ผมค้านมันเอง เพราะผมไม่เชื่อว่า หน้าที่มหาวิทยาลัยจะต้องฝึกนักศึกษาให้ทำตามกฎ for the sake of การทำตามกฎ (มีกฎเเพียงเพื่อให้ทำตามกฎ แบบเดียวกับที่ผมไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กมัธยมตัดหัวเกรียนเป็นการฝึกตามระเบียบ) ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยควรจะฝึกให้เข้าใจว่า กฎ มันมีเหตุมีผล มีที่มา มีประโยชน์ จึงต้องปฏิบัติตามครับ

    นอกจากเรื่อง “ฝึก” การออกไปอยู่ในสังคม (ที่ผมได้ลองค้านไปแล้ว) พี่ก้อนมีเหตุผลอื่นที่คิดว่า มหาวิทยาลัยควรมีเครื่องแบบหรือเปล่าครับ เพราะถ้าผมดูไม่ผิด พี่ก้อนเน้นไปที่การบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีเสรีภาพ มากกว่าที่จะบอกว่า จำเป็นต้องมีการปิดกั้นเสรีภาพ ซึ่งผมยังยืนยันคำเดิมว่า ถ้าไม่มีเหตุผลที่จะปิดกั้น ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาเค้นหาเหตุผลที่ต้องไม่ปิดกั้น ผมไม่เชื่อว่า ผมจำเป็นต้องหาเหตุผลว่าทำไมเราควรมีสิทธิ์เลือกเท้าที่จะเดิน ถ้าเรายังไม่สามารถตกลงกันได้เลยว่า การจำกัดสิทธิ์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม

    argument ของผมในเรื่องอาหารนี้ยังเหมือนเดิมครับ ถ้าเราคิดว่าการบังคับอาหารเป็นเรื่องเกินความจำเป็นโดยไม่ต้องพึ่งหลักฐานว่ามันไม่ดี (despite เหตุผลที่สามารถอ้างได้ว่าเป็นประโยชน์) การบังคับเครื่องแบบก็อยู่ในลักษณะเดียวกันครับ (อันนี้ไม่ใช่ argument สำหรับ debate หลักนะครับ เป็นแค่แนวคิดของงานชิ้นนี้เท่านั้น)

  8. อ๊ะ

    เห็นด้วยในหลาย ๆ ประเด็นครั้ง

    ทั้งเรื่องที่ว่า การควบคุมการแต่งกาย ไม่เอื้อกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

    ทั้งเรื่องที่ว่า สังคมภายนอกก็ไม่ได้มีเครื่องแบบทั้งหมด และมหาลัยเราก็ไม่ได้ผลิตฅนไปเป็นพนักงานออฟฟิส

    มีเรื่องสงสัยอย่างครับ

    สมัยก่อนธรรมศาสตร์ไม่เน้นเครื่องแบบ

    แล้วทำไมแนวโน้มปัจจุบันถึงโน้มเข้าหาเครื่องแบบละครับ? เท่าที่ผมทราบจากข่าว ไม่ใช่แค่ผู้บริหารอย่างเดียว แต่ตัวนักศึกษาเองก็รณรงค์ให้ใส่เครื่องแบบเสียด้วยซ้ำ

    มันมีแรงจูงใจอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ?

    ส่วนเรื่องการทำตามกฎเพื่อกฎ อันนี้ผมเห็นตรงข้ามกับป่านสุดโต่งเลยครับ

    กฎมีลักษณะที่เป็น general แน่นอนว่าไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกกรณี แต่ตราบใดก็ตามที่มันยังเป็นกฎอยู่ ก็ต้องคงความศักดิ์สิทธิไว้ครับ

    มีบางกรณีที่เรารู้สึกว่่ามันงี่เง่าที่จะทำตาม แต่เพื่อระเบียบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม เราก็ต้องปฏิบัติตาม

    เช่น ไฟแดงมีไว้เพื่อให้เราหยุดรถ รถอีกฝั่งจะได้แล่นไปได้ แต่ก็มีบางทีที่ไฟแดงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ถนนอีกฝั่งก็โล่งตลอด… ถ้าเราทำตามกฎเพียงเพราะว่าเรายอมรับในเหตุผลของมันได้ งั้นกรณีนี้การฝ่าไฟแดงก็ไม่ผิดน่ะสิครับ?
    แต่แน่นอนว่า วิญญูชนที่ดีก็ควรจะหยุดรถเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎไว้ แม้ว่ามันจะดูไม่มีความจำเป็นก็ตาม

    เรื่องเครื่องแบบก็เหมือนกัน เมื่อใดก็ตามที่มันเป็นกฎ เราก็ต้องปฏิบัติตามครับ แม้ว่าเราไม่เห็นด้วยก็ตาม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม

    อย่าลืมว่า อะไรก็ตามที่เราคิดว่ามันไร้เหตุผลสิ้นดี สำหรับฅนอื่นมันอาจจะมีเหตุผลที่หนักแน่นก็ได้ครับ

    ปล. ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่ป่านพยายามรณรงค์หรอกครับ แต่เห็นเปิดประเด็นเรื่องเครื่องแบบ ก็เลยอยากจะเถียงมุมมองตรงกันข้ามบ้าง

  9. ไหน ๆ เขียนเรื่องนี้แล้ว เขียนให้จบเลยดีกว่าครับ (จะได้ไม่ต้องไปเปิดประเด็นในบล็อกตัวเอง)

    ต่อไปนี้คือจุดยืนของผม -จริง ๆ- นะครับ (ไม่ใช่เถียงเอามันเหมือนคอมเมนท์ก่อน ๆ)

    จุดยืนสำหรับเรื่องเครื้่องแบบของผมก็คือ

    การมีเครื่องแบบไม่ใช่สิ่งเลวร้ายครับ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัตลักษณ์ของฅนในสังคม (ขนาดม.เอกชนยังมีเครื่องแบบ อันนี้ทุกฅนคงยอมรับ)

    แต่สำหรับเครื่องแบบในสังคมจริง ๆ แล้ว มันทำหน้าที่ ‘แยกแยะ’ ระหว่างสมาชิกขององค์กร กับฅนที่ไม่ใช่สมาชิก เพราะฉะนั้น เราจะพบการใส่เครื่องแบบ ก็เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีการปะปนระหว่างบุคคลสองกลุ่ม และการแยกแยะระหว่างบุคคลสองกลุ่มเป็นสิ่งจำเป็น

    เช่น ในโรงพยาบาล เราต้องการแยกแยะหมอ พยาบาล กับฅนไข้ออก ในสังคมปกติ เราต้องการแยกแยะตำรวจกับฅนที่ไม่ใช่ตำรวจออก และในแม็คโดนัลด์ เราต้องการแยกแยะระหว่างพนักงานกับลูกค้าออก

    แต่ในสังคมมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสังคมปิด มันไม่จำเป็นต้องมีการแยกแยะที่เด่นชัดขนาดนั้นอยู่แล้ว (แปลว่า ถึงจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นนักศึกษา ใครไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ปัญหา ไม่เหมือนในโรงพยาบาล หรือในโรงพักที่ต้องแยกออกให้เร็ว)

    เพราะฉะนั้นเครื่องแบบมีหน้าที่แค่แสดงออกถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย สถานะความเป็นพวกเดียวกันเท่านั้นเองครับ

    ดังนั้น ถ้าจะ ‘บังคับ’ ให้ใส่เครื่องแบบ ผมคิดว่ามันก็บังคับได้แค่งานพิธีการต่าง ๆ งานไหว้ครู ฯลฯ (เหมือนกับเมืองนอกที่ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ แต่เวลารับปริญญาก็สวมชุดครุยเหมือนกันหมด) หรือกระทั่งวันสอบต้องใส่เครื่องแบบก็ยังพอรับได้

    แต่ถ้าจะอ้างให้ใส่เครื่องแบบเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย อ้างไม่ขึ้นครับ ถ้าจะสอนให้นักศึกษารู้จักแต่งกายให้สุภาพ รู้จักกาลเทศะ หรือมารยาทของสังคม ไม่จำเปฺ็นต้องบังคับให้ใส่เครื่องแบบก็ได้ แค่กำหนดให้แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย (แล้วก็ระบุไปว่า คำว่าสุภาพแปลว่าอะไร เช่่น เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาวที่ไม่ใช่ยีนส์ รองเท้าหุ้มส้น กระโปรง ฯลฯ) ส่วนใครจะอยากใส่เครื่องแบบมาเรียนก็ไม่ได้มีข้อห้ามใด ๆ

    โดยสรุป ในความคิดของผม ถ้าแค่มาเรียนล่ะก็ เครื่องแบบควรเป็นทางเลือกฮะ ไม่ใช่บังคับ (ไอเดียนี้คงเหมือนป่าน) ใครอยากใส่เครื่องแบบก็ใส่ ใครไม่อยากใส่ก็มีอิสรภาพพอที่จะใส่อย่างอื่น แต่อย่างน้อยก็ควรสุภาพมากพอในระดับที่สังคมยอมรับได้ก็แล้วกัน

    ปล. แต่ได้ข่าวว่าธรรมศาสตร์ก็มีปัญหานี่ครับ? เ พื่อนผมเ ล่าว่า พอให้แต่งอะไรก็ได้ นักศึกษาใส่แม้กระทั่งชุดนอนมาเรียน…ถ้าพอให้อิสระแล้ว นักศึกษาก็ใช้เรื่อยเปื่อยเละเทะ ไม่รู้จักความเหมาะสม ที่ถูกที่ควร การที่มหาลัยเห็นว่านักศึกษาเป็นเด็กตลอดกาล ต้องบังคับกันตลอดกาล ผมว่าก็เป็นเรื่องสมน้ำหน้ามากกว่าจะน่าเห็นใจ (ผมว่าฅนไทยก็เป็นแบบนี้ส่วนใหญ่นะครับ พอมีเสรีภาพ ก็ใช้กัน ‘เกินพอดี’)

  10. Chayanin Chayanin

    คงยังไม่ตอบกลับยาวๆ จนกว่าจะจบ Photo Camp และจัดการกับควิซตัวเองเสร็จ (อ๊ากกกกก)

    ไม่มีความเห็นแตกต่างครับ เรื่องว่า ปฏิบัติตามกฎ (ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกเลยว่า ควรจะ “แหกกฎ” หรือแม้แต่หลักของ civil disobedience เองก็บอกว่า คุณต้องยอมรับผลตามกฎด้วย) แต่ผมไม่เห็นด้วยเรื่องการ “ยอมรับ” กฎครับ

    เรื่องธรรมศาสตร์ ผมไม่ค่อยเจอเพื่อนที่เรียกร้องให้ใส่เครื่องแบบนะครับ (มีแต่พวก “ไม่รู้จะใส่อะไรก็เลยใส่” มากกว่า) แต่ผมเห็นต่างจากพี่ก้อนเรื่อง “ความสุภาพ” เล็กน้อยครับ คือผมไม่รู้สึกว่า การทำอะไรที่ไม่กระทบกับคนอื่น จะเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะต้องมาออกกฎบังคับขนาดนั้น (ในขณะที่ social sanction เป็นอีกเรื่องนึง ผมไม่คิดว่าเราควรจะออกกฎหมายห้ามคนใส่เสื้อสีแดงไปงานศพ เพียงเพราะมันไม่เหมาะสม และการใส่เสื้อสีแดงไปงานศพ ยังดู offend คนอื่น มากกว่าใส่ชุดนอนไปเรียนด้วยซ้ำ)

    เรื่องพิธี อาจจะพอเห็นด้วยในหลักการครับ เพียงแต่ผมอาจจะรู้สึกว่า บางอันมันยังไม่ formal ขนาดนั้น (เช่น presentation ในห้องเรียน หรือสอบ) ผมเลยค่อนข้างต่อต้านการที่มองว่า เครื่องแบบ คือความสุภาพ (เพราะมักจะเป็นเหตุผลหลักที่เอามาอ้าง)

    ขอเวลาให้สมองโล่งๆ ก่อนครับ เจอค่าย Photo ปวดหัวมากมาย

    ฝากเรื่องไว้อีกเรื่องให้คิดก่อนละกันครับ อยากรู้ว่าพี่ก้อนจะมีไอเดียยังไงบ้าง ว่า เราควรจะยอมรับกางเกงขาสั้นหรือไม่ ในเมื่อสภาพอากาศเมืองไทยมันเป็นแบบนี้ (พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การมองว่า เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เป็นความสุภาพ มันเป็นสิ่งที่ขัดต่อวิถีชีวิตตามธรรมชาติหรือเปล่า?)

  11. เห็นด้วยกับเรื่องว่า การทำตามกฎ กับ การยอมรับกฎ เป็นฅนละเรื่องกันครับ

    เราอาจจะไม่เห็นด้วยกับกฎ แต่ขณะที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงกฎ (และมันยังไม่เปลี่ยนแปลง) ก็ต้องทำตามกฎไปด้วย (ถ้าจะแหกกฎ ก็ต้องยอมรับบทลงโทษ ว่ากันไป)

    ส่วนเรื่องกางเกงขาสั้น เอาง่าย ๆ ว่าผมเคยคิดด้วยซ้ำว่าอากาศเมืองไทย ‘รองเท้าแตะ’น่าจะยอมรับให้เป็นเรื่องสุภาพเสียด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่าการใส่ถุงเท้าในสภาพอากาศเมืองไทยเป็นอะไรที่บ้าเอามาก ๆ (ยิ่งผมเป็นฅนเหงื่อออกเท้าง่ายด้วย) แต่ทำอย่างไรถึงจะมีรองเท้าแตะที่ดูดี อาจจะอยู่ที่วัสดุ ทรง (อย่างรองเท้ายางที่โรงเรียนเคยให้ใส่เวลาเข้าห้องเรียน อันนั้นผมก็ว่าใช้ได้)

    กางเกงขาสั้นก็เหมือนกันครับ แม้ผมมองว่าการโชว์ขนหน้าแข้งมันจะดูอุบาทว์เล็ก ๆ แต่มันก็ต้องมีรูปแบบของกางเกงขาสั้นที่ใส่แล้วดูโอเค จะนั่งจะยืนก็ไม่หวาดเสียวมากนัก

    กางเกงนักเรียนชายยังเป็นขาสั้นเลยนี่ฮะ

  12. อืม สมกับเป็นจิต แกเริ่มเข้าสู่แผนครองโลกอีกั้นแล้วเรอะ

    อ้อ wordpress แกมีปัญหาเรื่อง Font กับ safari

  13. อ่านแล้วอยากจะบ้า

  14. ผมกลับมาอ่านแล้วก็ิจิตแตกเหมือนกันครับ

  15. Chayanin Chayanin

    ผมก็ไม่กลับมาอ่านเหมือนกันครับ

Comments are closed.