Skip to content →

ลิขสิทธิ์ พันธุ์พืช?

จริงๆ เพิ่งเขียนบทความล่าสุดในบล็อกไปเมื่อวาน แต่มาเขียนอีกครั้งในวันนี้ เพราะเห็นว่ามีประเด็นหนึ่งซึ่งค่อนข้างสำคัญ จำเป็นต้องมาเขียน

เมื่อเช้าก่อนไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมก็ได้เปิดหนังสือพิมพ์เล็กน้อยตามปกติ และก็ได้เจอกับบทความในเซกชันวิเคราะห์ของโพสต์ทูเดย์ พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ครับ

ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหา คือตั้งแต่ช่วงกลางบทความสั้นๆ นี้ไปถึงจนจบครับ โดยผู้เขียนบทความได้เริ่มโดยผู้เขียนบทความได้เริ่มประเด็นว่า

เรื่องของคำว่า “สิทธิ” ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงเฉพาะ “สิทธิทางปัญญา” ที่เกิดจากการคิดค้นของมนุษย์ด้วยเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่อง “สิทธิที่ผูกติดมากับธรรมชาติ”

เช่นพันธุ์ไม้พันธุ์พืชประเภทนี้ เติบโตได้ หาพบได้เฉพาะที่ประเทศไทย ก็ถือว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืชชนิดนี้ไปโดยปริยาย

กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก มีพื้นฐานอยู่บนข้อตกลงระหว่างประเทศบางฉบับ คือ Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works และ Universal Copyright Convention (ส่วนของลิขสิทธิ์ใน TRIPS ของ WTO อิงตาม Berne Convention) ข้อตกลงเหล่านี้ได้อธิบายถึง “งาน” ที่จะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ว่า

The expression “literary and artistic works” shall include every production in the literary, scientific and artistic domain, whatever may be the mode or form of its expression […] (Berne Convention, Article 2)

Each Contracting State undertakes to provide for the adequate and effective protection of the rights of authors and other copyright proprietors in literary, scientific and artistic works, including writings, musical, dramatic and cinematographic works, and paintings, engravings and sculpture. (Universal Copyright Convention, Article I)

สังเกตว่า ในข้อตกลงทั้งสองฉบับ ไม่มีฉบับใดที่กล่าวถึงการคุ้มครองสิ่งที่ไม่ถูก “ผลิต” ขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์เลย

บทความได้อ้างถึงว่า สิทธิดังกล่าว อยู่ใน Treaty on Biodiveristy ปี 1992 ที่มีประเทศมหาอำนาจไม่ได้ลงนาม เพราะจะทำให้ไม่สามารถขโมยความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอื่นได้

ผมเข้าใจว่า สนธิสัญญาที่ว่า น่าจะหมายถึง Convention on Biological Diversity ซึ่งได้ลงนามรับรองกันใน Earth Summit ที่ริโอเมื่อปี 1992 แน่นอนว่า สหรัฐอเมริกายังไม่ให้สัตยาบัน

แต่สนธิสัญญานี้ พูดถึงสิทธิอธิปไตยในการจัดการทรัพยากรในประเทศ เป็นของแต่ละรัฐ

เป็นคนละเรื่องกับลิขสิทธิ์! การนำมาโยงเข้าด้วยกัน คือการเอากฎสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกันมาโยงเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ผู้เขียนยังได้อ้างไปถึงข่าวเก่า ที่มีการ “ขโมย” ข้าวหอมมะลิไป “จดลิขสิทธิ์” ที่สหรัฐอเมริกา

ความเป็นจริงคือ

  1. ลิขสิทธิ์ ไม่ต้องจด แต่ได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ
  2. ลิขสิทธิ์คุ้มครอง “งาน” ไม่ใช่ “ความคิด/แนวคิด” หรือ “วิธีการ”

ในกรณีของพันธุ์ข้าว เป็นเรื่องของสิทธิบัตร (patent) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องลิขสิทธิ์ (copyright) และสิ่งที่เป็นปัญหาคือ เรื่องของการจดสิทธิบัตร พันธุ์ข้าวที่ “ดัดแปลง” เพื่อให้สามารถปลูกในอเมริกาเหนือได้ ซึ่งมีประเด็นการต่อต้านคือ ผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ การจดสิทธิบัตรทางชีวภาพ การที่สิทธิบัตรอาจครอบคลุมกว้างไปถึงการปลูกพันธุ์ข้าวเดิม และการใช้ชื่อ

แน่นอนว่า เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าโต้แย้ง โดยเฉพาะกับระบบหลายๆ อย่างในสหรัฐ แต่การนำเรื่องของลิขสิทธิ์มาปะปนกับสิทธิบัตร เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความสับสน และไม่ควรอย่างยิ่ง กับบทความที่ควรจะเป็นการ “ให้ความรู้”

หลายๆ คนมักใช้คำว่า “ลิขสิทธิ์” ไปสับสนกับการคุ้มครองอื่นสองสามอย่าง ซึ่งมีความใกล้เคียงกันในบางส่วน แต่เป็นคนละอย่างกัน

  • ลิขสิทธิ์ (copyright) คุ้มครองงานสร้างสรรค์ ตามนิยามที่ได้กล่าวไปด้านบน ในปัจจุบันงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองทันทีที่สร้าง โดยไม่ต้องไปจดใดๆ ทั้งสิ้น
  • สิทธิบัตร (patent) เป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์ต่างๆ โดยจาก TRIPS ระบุว่า สิทธิบัตรนั้น มีสำหรับการประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ ในทางเทคโนโลยีทุกสาขา โดยจะต้องเป็นสิ่งใหม่ มีการประดิษฐ์ขึ้น และสามารถนำไปใช้ทางอุตสาหกรรมได้
  • เครื่องหมายการค้า (trademark) เป็นการคุ้มครองเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แยกแยะสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายจากสินค้าหรือบริการของผู้อื่น

ตัวอย่างเช่น รองเท้ากีฬาของไนกี้ คำว่า “Nike” ไม่ได้มีลิขสิทธิ์ อย่างที่หลายๆ คนมักจะพูด เพราะไม่เช่นนั้นชื่อของเทพีองค์นี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท แต่ “Nike” เป็นเครื่องหมายการค้า นั่นคือบริษัทอื่นไม่สามารถใช้ชื่อนี้เป็นชื่อรองเท้าของตัวเองได้ เทคโนโลยีพื้นรองเท้าแบบใหม่อาจได้รับการคุ้มครองโดยสิทธิบัตร ในขณะที่ดีไซน์ของรองเท้าอาจได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์

ประเด็นของทรัพย์สินทางปัญญายังคงมีหลายประเด็นที่ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงหรือโต้แย้ง ทั้งเรื่องของการคุ้มครอง ระยะเวลา และอื่นๆ แต่การนำประเด็นที่เป็นคนละเรื่องกันมาผสมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นำคำว่า “ลิขสิทธิ์” มาใช้ครอบจักรวาล มีแต่จะก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในสังคม

Published in Society

11 Comments

  1. หึหึหึ อย่าให้บ่น

  2. Champagne กับ Parmesan ยังน่าพูดถึงกว่า…

    แต่ปลาดุกดูจะเกี่ยวกว่าเล็กน้อย

  3. – ยังสับสนคำว่าลิขสิทธิ์กับคำอื่นอยู่ดีครับ (ขนาดอ่านบล็อกพี่ณัชรอบนึงแล้วนะเนี่ย)

    – คอมเมนท์พออ่านแล้วไม่เข้าใจเลย ป่านแปลให้หน่อยสิฮะ

  4. Chayanin Chayanin

    @ก้อน
    เข้าใจว่า พี่พอหมายถึงเรื่องของ Protected Designation of Origin ครับ อย่างแชมเปญ สหภาพยุโรปและในบางประเทศอื่น คำว่าแชมเปญ จะใช้ได้เฉพาะกับไวน์ที่ผลิตมาจากแคว้น Champagne ของฝรั่งเศสเท่านั้น (คือห้ามเอาไวน์ที่ผลิตมาจากที่อื่น มาบอกว่าเป็นแชมเปญ เพราะมันไม่ได้มาจากแชมเปญ) กรณีของ Parmesan ก็คล้ายกันคือ ได้รับการคุ้มครองในสหภาพยุโรปให้ใช้เรียกเฉพาะชีสที่ผลิตมาจากบริเวณเมือง Parma ประเทศอิตาลี เท่านั้น (Parmesan เป็นคำคุณศัพท์ของชื่อเมือง Parma ในภาษาฝรั่งเศส) ส่วนปลาดุกผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน (พี่พอมาอธิบายก็ดีครับ)

    (ข้อมูลข้างบนได้รับความช่วยเหลือมาจากวิกิพีเดีย)

  5. แอบโรคจิตนิดนึง คอมเมนต์แบบทำให้คนต้องถามต่อ

    เรื่องปลาดุกนี่ขออ้างถึง Philadelphia, Desa. “Catfish by Any Other Name.” TIME 25 Feb. 2002 . ครับ ก็เรื่อง protected designation of origin เหมือนกัน แต่เป็นการที่สหรัฐฯ ห้ามเรียก catfish (ความจริงหมายถึงปลาในอันดับ Siluriformes ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงปลาดุกด้วย) ที่นำเข้าจากต่างประเทศว่า catfish ครับ ซึ่งก็รู้สึกไม่เข้าท่าอยู่หน่อย เพราะเหล้าหรือเนยนี่ยังถือได้ว่าเป็นสินค้าประดิษฐกรรม (manufacturing) ที่ยังพออ้างสาเหตุที่ต้องแบ่งแยกที่มาได้นิดหน่อย แต่การเอามาใช้กับสินค้าเกษตรอย่างปลาดุกนี่เหมือนเป็นข้ออ้างเพื่อกีดกันทางการเกษตรแบบน้ำขุ่น ๆ คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผู้เขียนบทความที่อ้างถึงข้างต้นต้องการสื่ออยู่บ้างครับ

  6. Chayanin Chayanin

    กำลังสงสัยว่า ปลาในตระกูลนี้ เป็นปลาดั้งเดิมจากทวีปอเมริกาหรือ?

    แต่กรณีของสินค้าเกษตร ก็อาจจะเป็นเหตุเป็นผลอยู่เหมือนกัน ถ้านึกถึงกรณีอย่าง Basmati rice

  7. แล้ว basmati rice นี่มันคืออะไรครับ?

    ปกติแล้วชื่อพวกนี้มันจะบ่งบอกถิ่นที่อยู่นี่ครับ (เช่นชื่อแคว้น เป็นต้น)

    ส่วน catfish มันเป็นชื่อเฉพาะตรงไหน(วะครับ)

  8. พี่ก้อนลองดูตัวอย่างเรื่องรองเท้านะครับ

    รองเท้าไนกี้ มีตราสัญลักษณ์ (logo) โค้ง ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน (registered trademark) ใครจะเอาไปแอบอ้างไม่ได้เพราะได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

    เครื่องหมายการค้าบางอันอาจจะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย แต่ไม่จำเป็น

    รูปร่างหน้าตาของรองเท้าไนกี้แต่ละรุ่น ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ (copyright) เพราะเป็นงานศิลปกรรมที่ผู้สร้างสรรค์ได้ออกแบบขึ้นมา ใครจะลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ (จนกว่าจะหมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์)

    ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตรองเท้าไนกี้ เช่นระบบรองรับแรงกระแทกของส้นรองเท้า ได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตร (patent) เพราะเป็นการประดิษฐ์คิดค้น ออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ผู้ออกแบบได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้

    พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ลิขสิทธิ์คุ้มครอง “ผลงาน” ที่สร้างสรรค์ขึ้น
    สิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ และ “กระบวนการ” ที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์นั้นขึ้นมา
    เครื่องหมายการค้าคุ้มครองไม่ให้ใครแอบอ้าง
    ส่วน “ความรู้” นั้น ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

    ส่วนข้าว Basmati นี่ไม่รู้จะเล่ายังไงเหมือนกัน ให้ป่านตอบครับ :p

  9. เข้าใจขึ้นเยอะเลย

    ขอบคุณครับ

    แต่สงสัยอยู่อย่างที่บอกว่า patent กับ trademark ต้องจดทะเบียน

    ส่วนลิขสิทธิ์ไม่ต้องจดทะเบียน

    แล้วถ้าไม่ต้องจดทะเบียน เวลามีใครละเมิดลิขสิทธิ์กัน จะพิสูจน์ไงละครับ (มันน่าจะพิสูจน์ยากพอดู)

    แล้วถ้าจะฟ้อง ต้องไปฟ้องใครครับ? กรมทรัพย์สินทางปัญญา?

  10. Chayanin Chayanin

    ย้อนกลับไปเรื่อง Basmati rice กับ PDO นะครับ

    ประเด็นนี้ พวกชื่ออย่าง แชมเปญ หรือ ปาร์เมจาโน มันไม่ได้เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของใคร แต่เป็นชื่อเรียกผลิตภัณฑ์บางอย่าง

    ปัญหาคือ คำเหล่านี้ บางครั้งมันกลายเป็นชื่อเรียก generic เช่น เรียกไวน์มีฟองว่าแชมเปญ โดยที่ไม่ได้ผลิตมาจากเขตแชมเปญ เป็นต้น

    PDO จึงออกมา เพื่อให้ สินค้าที่จะทำตลาดด้วยชื่อเหล่านี้ จะต้องมาจากแหล่งผลิตนั้นจริงๆ เช่น จะขายไวน์มีฟองโดยบอกว่าเป็นแชมเปญได้ก็ต่อเมื่อมันผลิตมาจากเขตแชมเปญเท่านั้น

    ส่วน Basmati rice เป็นชื่อพันธุ์ข้าวซึ่งปลูกในเอเชียใต้ (อินเดียและปากีสถาน) เกิดเป็นกรณีปัญหาคือ มีบริษัทการเกษตรในสหรัฐ ดัดแปลงพันธุ์ข้าวให้มีลักษณะแบบ Basmati แต่ปลูกในอเมริกาเหนือได้ ตอนแรกบริษัทก็ใช้ชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ (เช่น Texmati) แต่ตอนหลังดันไปจดสิทธิบัตรพันธุ์ข้าวดัดแปลงนี้ได้ และจดในชื่อ Basmati ด้วย ซึ่งกรณีปัญหาหลักๆ ก็คือ อินเดียเคลมว่า คุณสมบัติบางอย่างในสิทธิบัตรนี้ มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ปัญหาเรื่องการใช้ชื่อ Basmati (เพราะจะสามารถทำตลาดโดยใช้ชื่อ Basmati ได้) และเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรในเอเชียใต้

    ประเด็นของสิทธิบัตร ตอนหลังบางส่วนถูกถอนความคุ้มครองครับ

Comments are closed.