Skip to content →

ทำไมชื่อหนังภาษาไทยถึงต้อง…

ยังครับ บล็อกนี้ยังไม่ได้กลายเป็นบล็อกภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าตอนนี้แท็กเรื่องภาพยนตร์จะมากที่สุดในบล็อกนี้ก็ตาม

วันนี้ผมซื้อดีวีดีภาพยนตร์มาสามเรื่องครับ เป็นสามเรื่องที่ “คัด” มาในระดับหนึ่งจากหลายๆ เรื่องที่หยิบเข้าหยิบออกในตะกร้า (ด้วยความจำกัดในงบประมาณ) ผมดูไปแล้วสองเรื่องคือ “พลอย” ภาพยนตร์ไทยของเป็นเอก รัตนเรือง และ My Blueberry Nights ของหว่องกาไวที่พี่เมย์ (KUS29) แนะนำมาเมื่อหลายเดือนก่อน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้ดูคือ Evita

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ

ประเด็นในวันนี้คือ ผมรู้สึกไม่ชอบชื่อภาพยนตร์ที่แปล (?) มาเป็นภาษาไทยเลยครับ

My Blueberry Nights มีชื่อฉบับภาษาไทยว่า 300 วัน 5,000 ไมล์ ห่างไกลไม่ห่างกัน หลายคนในเน็ตบอกว่าเป็นชื่อที่โรแมนติกดี แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่โรแมนติกเลย เมื่อเทียบกับชื่อต้นฉบับว่า My Blueberry Nights (ส่วนมันหมายความว่ายังไง ไปหามาชมกันเอาเองครับ)

สำหรับผม ชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ เรื่อง ดูจะเป็นเหมือน “สร้อย” หรือ ชื่อรอง มากกว่าที่จะเป็นชื่อของผลงานอะไรได้สักชิ้นจริงๆ ที่สำคัญคือ ชื่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องฟังดูคล้ายๆ กัน จนขาด identity ของหนังแต่ละเรื่องไปเลย

ลองมาดูกันเอาเองครับ นี่คือรายชื่อภาพยนตร์จำนวนหนึ่งที่ออกฉายในปี 2551 ที่ผ่านมา

  • จอมยุทธ์พลิกล็อค ช็อคยุทธภพ
  • กั๊กใจให้เพื่อนเลิฟ
  • กู้วิกฤติมหานครใต้พิภพ
  • ขบวนการฮีโร่ป่วนโลก
  • พยัคฆ์ร้ายทวงแค้นระห่ำโลก
  • คู่นักฆ่าตะลุยมหานคร
  • คุณหมาไฮโซ โกบ้านนอก
  • ดาราประจัญบาน ท.ทหารจำเป็น

(ที่ยกมา ยังไม่ได้ดูสักเรื่องเลยครับ)

พูดจริงๆ คือ เป็นเรื่องที่ยากที่จะเกิดกับนิยาย ไม่ว่าจะเป็นนิยายไทยหรือนิยายแปล ที่จะใช้ชื่ออะไรแบบนี้ได้แน่ๆ แล้วทำไมถึงเป็นไปกับภาพยนตร์ได้ละ

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นในกลุ่มคนรอบตัวผมหรือเปล่า แต่ชื่อเหล่านี้ดูไม่มีทางเป็นชื่อที่เป็นที่จดจำหรือติดหูเลยแม้แต่น้อย

ถ้าเอาการตั้งชื่อแบบนี้ ไปตั้งชื่อหนังสือ จะได้ออกมาเป็นอย่างไรนะ

“คู่กรรม” คงกลายเป็นอะไรอย่าง “ลิขิตรักเย้ยสงคราม”

“อาร์ทิมิส ฟาวล์” คงเป็น “โคตรเด็กอาชญากรอัจฉริยะ”

มาประกวดกันดีกว่า ใครจะตั้งชื่อได้เก่งกว่ากัน…

Published in Media

7 Comments

  1. นึกถึงชื่อกิจกรรมของคิวบิก

    เข้ารหัสรัก ปักหัวใจ
    รวมกันลอยหมู่ แยกอยู่เราชม
    ทำงาน อาคารแกร่ง

    บลาๆ

  2. เราว่ามันเป็นอารมณ์หว่ะ

    ชื่อสั้นๆ มันจะเท่ เก๋ น่าจดจำ
    ชื่อยาวๆ มันก็ดูสนุก ไม่คิดมาก เทศกาลงานวัด

  3. foy foy

    [quote]
    “คู่กรรม” คงกลายเป็นอะไรอย่าง “ลิขิตรักเย้ยสงคราม”

    “อาร์ทิมิส ฟาวล์” คงเป็น “โคตรเด็กอาชญากรอัจฉริยะ”
    [/quote]

    ^ ชอบอ่ะ ถ้ามีหนังจริงก็คงต้องออกมาชื่อแบบนี้แน่ๆ เลย

    เห็นด้วยนะ เราว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมแบบไทยๆ อ่ะ พยายามทำให้ชื่อมีจุดเด่น แต่สุดท้ายก็exaggerateไปจนมันดูไร้รสนิยม ทั้งชื่อหนัง ทั้งวิธีการเล่าเรื่องการนำเสนอในละคร จริงๆ ก็ฝังรากลึกถึงวิธีการพูดคุยของคนไทยด้วย (ลองให้คนเล่าเรื่องเดียวกันต่อไปสักสิบคนสิ จากเรื่องเล็กๆ ไม่น่าสนใจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ ได้) อืม… คนไทยชอบทำอะไรให้ใหญ่ให้ดัง (อย่างพวกสถิติกินเนสบุ้ค) ทำอะไรให้เป็นจุดสนใจ สุดท้ายถ้ารู้ความจริงข้อนี้แล้วตัดไอ้พวกความเว่อร์นั่นออกก็จะเห็นความจริง แต่ถึงมันจะดูเว่อร์ๆ เนื้อในก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

    ก็นะ สังคมไทยก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?

  4. Chayanin Chayanin

    @Zerothman @eigx
    ผมว่า อย่างพี่อิ๊กบอกก็มีเหตุผลน่ะครับ ชื่อยาวๆ มันฟังดูสนุกๆ ไม่คิดมาก ในขณะที่แบบคำเดียว มันจะเป็นลักษณะที่เป็น สั้นๆ แต่ impact แรงๆ
    ดังนั้นกิจกรรมคิวบิก อาจจะเหมาะอยู่แล้วกับชื่อรูปแบบนั้น เพราะไม่ได้มีลักษณะที่ต้องสร้าง impact ของชื่อแบบงานอาร์ต หรือต้อง explore ความหมายที่แฝงอยู่ในชื่อ (อันนี้พยายาม justify ดู)

    แสดงว่าจริงๆ แล้ว อาจจะเป็น preference ของผมเองก็ได้ ที่ชอบชื่้อสั้นๆ ที่ให้ความหมายมากกว่าชื่อยาวๆ เป็นคำขวัญแบบนั้น

    อ้อ ตอนที่ลองคิดเล่นๆ ว่า ชื่อหนังที่แปลเป็นไทย อันไหน สั้นๆ ได้ใจความ คิดออกมาอันเดียวกับพี่อิ๊กเลยครับ

    Shoot ’em up เนี่ยแหละ ผมยังไม่ได้ดู แต่คงอารมณ์เดียวกับชื่อต้นฉบับจริงๆ

    @foy
    น่าจะมีใครลองทำวิจัยตลาดดูนะ ว่า ในบรรดาคนที่ดูภาพยนตร์ทั้งหลาย มีใครใช้ หรือจำ ชื่อที่ “ยาวกว่า จำยากกว่า เป็นเอกลักษณ์น้อยกว่า” พวกนี้บ้าง

  5. – กำลังจะแซวว่ากลายเป็นบล็อกหนังอยู่พอดีเลยครับ

    – เห็นด้วยว่าชื่อคิวบิคนี่ ลิเกไม่ใช่น้อยครับ (พอดีผมไม่มีปัญหากับลิเก)

    – ชื่อหนังมันก็คงต้องแปลน่ะครับ ไว้สำหรับฅนที่ไม่กระดิกหูภาษาอังกฤษ (อารมณ์คล้าย ๆ โรงหนังอมรพันธุ์) น่าแปลกที่ชื่อหนังสือแปลกลับติดหูมากกว่า (อาจจะเป็นเพราะยอมทับศัพท์มากกว่า)

    – ลองไปร้านการ์ตูนแล้วดูชื่อการ์ตูนผู้หญิงตาแป๋วสิครับ

    จะพบปัญหาเดียวกัน

  6. Chayanin Chayanin

    @ก้อน
    ต้องแปลชื่อภาษาไทย พอจะเข้าใจครับ แต่ต้องแปลออกมาให้เป็นแบบนี้นี่ ยังสงสัยอยู่

    ยิ่งบางเรื่องนี่ ตลาดชัดเจนมากครับ เป็น niche market ในไทยเห็นๆ (อารมณ์เดียวกับที่เคยสงสัยว่า โซฟี โชลล์ มันน่าดูแบบพากย์ทับจริงๆ เหรอ)

  7. อะแฮ่ม มาช้าไปหน่อย

    ผมมีหลายความคิดอยู่เหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

    อย่างแรก ผมคิดว่ามันเป็นเริ่มมาจาก ในสมัยก่อน คนไทยมีโอกาส “ชิม” ภาพยนตร์ก่อนจ่ายเงินเข้าไปดูเต็ม ๆ น้อยกว่าหนังสือ (ซึ่งพลิกอ่านดูในร้าน หรืออ่านปกหลังได้) ทำให้การแปลชื่อภาพยนตร์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ต้องพยายามอธิบายเรื่องด้วย (อย่างน้อยต้องบอกประเภทของภาพยนตร์ด้วยคำสำคัญต่าง ๆ เช่น สงคราม อำมหิต แหวว ขำกลิ้ง อะไรเทือกนั้น) ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความดึงดูดใจเข้าไปด้วย ผลเลยออกมาอย่างที่เห็น กลายเป็นธรรมเนียมการแปลชื่อภาพยนตร์ไปเสียฉิบ

    อย่างที่สอง ความขี้เล่นของคนแปลชื่อภาพยนตร์ ต้องให้มันมีความคล้องจอง เลยใส่วลีตามหลังเข้าไปเสียอย่างนั้น อย่าง As Good As It Gets “เพียงเธอรักนี้ดีที่สุดแล้ว” จริง ๆ แปลว่า “เพียงเธอ” ก็น่าจะพอ อุตส่าห์เติมสร้อยเข้าไปอีก ไอ้ห่าน

    อย่างที่สาม มันยังไม่มีเหตุผลมาคัดค้านกับการแปลชื่อภาพยนตร์แบบนี้ เพราะเดี๋ยวนี้คนก็จำชื่อภาษาอังกฤษเป็นหลักอยู่แล้ว แล้วตัวอย่างภาพยนตร์ก็มีให้ดูอย่างสะดวกมากขึ้น คือมันเกือบจะถึงขั้น มีไว้งั้น ๆ แต่มันก็ยังมีประโยชน์ คือถ้าได้ยินชื่อภาพยนตร์ หรือเห็นใบปิดแล้ว ดูชื่อไทยก็จะพอเดาได้ว่ามันเป็นอย่างไร

    นี่ยังไม่รวมการแปลชื่อภาพยนตร์ตามนักแสดงอีกนะ พวก คนเหล็ก ฟัด ใหญ่ เล็ก บานฉ่ำ

    อย่างที่สี่ ปัญหาด้านภาษา คือ ลองเอาชื่อสั้น ๆ ของนิยายหรือภาพยนตร์ไทยไปแปลเป็นภาษาอังกฤษสิ ผมว่ามันก็ยากเหมือนกันนะ ลอง หอแต๋วแตก อย่างนี้ คือเวลาเราอ่านชื่อภาพยนตร์ เราไม่ได้รับรู้แต่คำต่าง ๆ ในชื่อ แต่มันยังมีข้อมูลเฉพาะทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์อื่น ๆ ด้วย ผมเห็นภาพยนตร์เรื่อง Milk ยังงงเลยว่ามันไปเกี่ยวกับการเมืองอเมริกันได้ไง เรื่องทุจริตนมโรงเรียนหรือเปล่า (ฮา) ในขณะที่คนอเมริกันเห็นก็เข้าใจทันที

    นึกไม่ออกแล้วว่ะ แต่ผมชอบการแปลชื่อภาพยนตร์แบบนี้นะ ฮาดี

Comments are closed.