Skip to content →

เงิน เงิน ทอง ทอง

คนหลายๆ คน มองเงินเป็นเรื่องน่ารังเกียจครับ (และขณะเดียวกัน ก็มีคนที่รักเงินอย่างขาดไม่ได้)

เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยครับ

สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่เอาเงินไปซื้อมามากกว่า อันนี้เป็นตรรกะง่ายๆ ที่ทุกคนก็คงคิดเหมือนกัน (เขียนสิ้นคิดนี่หว่านาย)

ในฐานะคนนึง ที่พยายามสังเกต (ถึงจะทำได้ห่วยแตกมากก็ตามที) และตั้งคำถาม (ซึ่งก็มักจะห่วยแตกเหมือนกัน) เมื่อผมเด็กกว่านี้ ผมเคยคิดว่า การมีเงินในรูปแบบปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากเลยครับ

คนส่วนใหญ่คงรู้ดีว่า ระบบเงินตราในปัจจุบัน เป็นระบบที่อาศัย “ความเชื่อมั่น” ล้วนๆ จะมีใครยอมเอาข้าวของตัวเองไปให้คนอื่น เพื่อแลกกับกระดาษสีเขียวสีแดงแผ่นหนึ่ง ที่เผาไฟต้มน้ำยังไม่เดือดด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่า จะมีคนอื่นยอมรับกระดาษพวกนี้ต่อไป

อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องที่ทุกคนก็คงรู้ดี แต่จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงคิดว่ามันน่าสนใจ ที่มันพัฒนาออกมาถึงตอนนี้ได้

ลองคิดดูว่า อยู่ๆ จะทำให้ทุกคนในสังคมยอมรับกระดาษแผ่นๆ นี่ จากการไม่มีอะไร คงเป็นเรื่องยากมากๆ ดังนั้นสังคมคงต้องผ่านอะไรมาหลายๆ อย่าง กว่าจะมีถึงตอนนี้ได้ ที่เพียงเอาแผ่นพลาสติกแข็งๆ ไปรูดๆ ก็ยอมเอาของมาให้ได้ (ไม่มีอะไรจับต้องได้ไปแลกด้วยซ้ำ)

สิ่งที่ผมสงสัยพอๆ กันกับระบบเงินตรา หรืออาจจะมากกว่า คือทอง

ผมเคยตั้งคำถาม และยังคงตั้งคำถาม กับใครหลายๆ คนว่า ทำไมทองถึงเป็นสิ่งที่คงราคาของมันได้

เพราะจริงๆ แล้ว ผมมองว่าทองไม่ได้มีประโยชน์ในตัวมันเองมากขนาดนั้น คุณสมบัติของมันที่สำคัญ เท่าที่ผมทราบ ก็มีจุดหลอมเหลวสูง และ ไม่ลอก แต่ลำพังแค่นั้น ก็คงไม่ได้ทำให้มันมีราคาขนาดนั้น (ผมไม่รู้ว่า การที่ไม่มีการใช้ทองในระบบอุตสากรรมต่างๆ เพราะทองไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ หรือเพราะทองราคาแพงเกินไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง)

แล้วทำไม คนถึงเชื่อว่าทองมีมูลค่าสูง และยอมใช้มันเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมานานหลายศตวรรษ ทั้งที่จริงๆ แล้ว หลักการของมันก็ดูจะไม่ได้ต่างจากเงินมาก คือ คุณยอมรับทอง ส่วนหนึ่งก็คิดว่าเพราะจะนำไปใช้ต่อได้ คือการมีคนอื่นรับต่อ (แน่นอนว่าอีกส่วนหนึ่งคือการเป็นเครื่องประดับ แต่แม้แต่ในปัจจุบัน คนก็ยังคงยึดทองเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนและรักษามูลค่าอยู่ดี)

เวลาพูดกัน หลายๆ คนมักจะโทษ “เงิน” เป็นต้นเหตุของปัญหาหลายๆ อย่าง

ก็เข้าใจกันได้ว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่ต้องการโทษ มันไม่ใช่เงิน เงินไม่ผิดอะไร ปัญหาของมันออกจะมาจากสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเงินมากกว่า เงินก็แค่ สัญลักษณ์เท่านั้น เมื่อยอมเป็นสิ่งที่ใช้แทน ก็ต้องยอมเป็นสิ่งโดนด่าแทนเหมือนกัน

ลองตัดคำว่า เงิน ออก แล้วแทนด้วย ข้าว หรือ ทรัพยากร ดูสิครับ

ระบบเศรษฐกิจของโลก ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนมาก็นานแล้ว (บางคนอาจจะนึกถึงทุนนิยมปัจจุบัน แต่ก่อนทุนนิยมแบบจุบัน มนุษย์ก็ใช้การแลกเปลี่ยนมานาน) ถ้าต้องการกินข้าว ไม่เอาเวลาตัวเองไปปลูกข้าว ก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้คนที่ปลูกข้าวเพื่อแลกเอาข้าวมา

ทีนี้ แล้วถ้าเราก็ทำ แต่สิ่งที่เราทำคนอื่นเค้าไม่เอากันล่ะ?

มันก็ลำบากนะครับ เราอยากได้สิ่งที่เค้าทำ (เช่นข้าว) แต่เค้าไม่อยากได้สิ่งที่เราทำ (เช่น รูปวาด) มันก็คงจะแลกกันไม่ได้

มันก็เลยไปลงท้ายอยู่ที่สองสิ่ง คือ ถ้าไม่ทำ สิ่งที่คนอื่นต้องการ ก็ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกต้องการของเรา

สิ่งๆ แรก นำมาสู่คำบ่นที่ว่า ทำไมถึงไม่มีงานดีๆ ออกมาในตลาด ส่วนอันหลัง ก็นำมาสู่การโฆษณา และการบริโภคบ้าคลั่ง

หลายๆ ครั้ง ที่มีคำบ่นว่า “ทำไมสำนักพิมพ์ถึงไม่พิมพ์เรื่องนี้ออกมาขายต่อ นิยายดีมีคุณภาพ ทำไมถึงเห็นแก่เงิน ฯลฯ”

คิดๆ ดูแล้ว พิมพ์หนังสือ ต้องใช้กระดาษ ต้องใช้โรงพิมพ์ เอาไปขาย ก็ต้องใช้รถ ใช้น้ำมันไปส่ง เอาเข้าไปร้านหนังสือ ก็ต้องเปิดแอร์ คนเขียนก็ต้องกินข้าว คนตรวจแก้ก็ต้องกิน คนคุมโรงพิมพ์ก็ต้องกิน คนขับรถส่งหนังสือก็ต้องกิน คนขายหนังสือก็ต้องกิน คนทำความสะอาดร้านหนังสือก็ต้องกิน

(พยายามไม่ใช้ค่าอะไรที่เป็นเงิน เดี๋ยวจะ “เห็นแก่เงิน” อีก และอันนี้ พยายาม simplify กระบวนการให้ดูง่ายๆ)

แล้วถ้าคนอยากได้หนังสือนี้มีไม่เยอะ แล้วใครจะเป็นคนเอากระดาษไปให้พิมพ์ ใครจะเป็นคนสร้างแท่นพิมพ์ ใครจะเอาข้าวให้คนทั้งหลายกิน

(พยายามตัดเงินออกไป…)

ถ้าไม่มีคนอ่านมาหาให้ ก็ต้องมีซักคนที่มาหาให้

แล้วใครวะ จะเอามาให้ ถ้าไม่ใช่คนอยากได้ ถ้าคนอยากได้มันไม่พอจะหาข้าวหากระดาษหาเครื่องพิมพ์มาพิมพ์ จะทำยังไง

การบอกว่า ไปเป็นสำนักพิมพ์เองสิ เป็นคำพูดที่ไม่เกิดประโยชน์อันใด เรียกได้ว่าไม่สร้างสรรค์ แต่บางที มันก็อธิบายอะไรได้ว่ะ… (ไม่ได้คิดอย่างนี้จริงๆ นะครับ แต่มันก็ ลองคิดในมุมคนอื่นดูบ้าง มันก็เข้าใจอะไรได้มากเหมือนกัน)

Published in Society

9 Comments

  1. วงเล็บเยอะเกินไป สับสน – -“

  2. Oat Oat

    ทองมีค่าเพราะว่านำไฟฟ้าได้ดีมากๆ แล้วก็มีสีสันสวยงามเปล่ยประกาย ใครใส่ประดับก็ดูมีรัศมีเปล่งออกมาจากร่าง อุตสาหกรรมที่นำทองไปใช้มากๆจึงเป็นพวกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิก โดยเฉพาะในบวกบอร์ดic หรือเทือกๆนั้น

  3. Chayanin Chayanin

    @Zerothman
    ผมเป็นคิดติดวงเล็บจริงๆ ด้วยแฮะ (ไม่เคยสังเกต)

    @Oat ขอบคุณครับ แต่ถ้าอย่างนั้น ก่อนการใช้ไฟฟ้า มูลค่าของทองก็ base on การเป็นเครื่องประดับที่สวยงามเปล่งประกายเท่านั้น?

  4. *เรื่องวงเล็บนี่ผมก็เป็นครับ ประมาณว่า มีข้อความต่อท้ายประโยค เป็นการขยายความเพิ่ม แต่ไม่ใช่เนื้อหาที่เกี่ยวโดยตรงกับย่อหน้านั้น ก็เลยใส่ในวงเล็บ (อารมณ์ความคิดชั่วแวบ…หรือแปลว่าเป็นฅนฟุ้งซ่าน คิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัก็ไดครับ -ฮา)

    ** สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่เอาเงินไปซื้อมามากกว่า >>> เห็นด้วยครับ เงินมันก็แค่ตัวกลาง สำคัญกว่านั้นคือมันเอาไปใช้ทำอะไร

    *** การบอกว่า ไปเป็นสำนักพิมพ์เองสิ เป็นคำพูดที่ไม่เกิดประโยชน์อันใด >>> เห็นด้วยครับ จริง ๆ ถ้าฅนมันคิดในมุมมองของฅนอื่นได้จริง ๆ คงไม่มาทะเลาะกันแบบนี้หรอกฮะ
    (บางทีก็อยากจะบอกว่า ก็กูไม่มีปัญญาไปเป็นสำนักพิมพ์/นักร้อง/พรรคการเมือง/นายทุนหนัง/ฯลฯ เองแหละ เลยต้องมาบ่นแบบนี้)

    **** เพราะงั้น อะไรที่ไม่ทำกำไร แต่มีคุณค่า…รัฐถึงควรต้องเข้ามาสนับสนุนไงครับ (หวังพึ่งการกุศล หรือมูลนิธิอาจจะยากหน่อย)

    *****ก่อนการใช้ไฟฟ้า มูลค่าของทองก็ base on การเป็นเครื่องประดับที่สวยงามเปล่งประกายเท่านั้น? >>> แน่นอนครับ เรื่องแบบนี้ถามคุณผู้หญิงจะได้คำตอบที่ดีที่สุด (ผมก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าเครื่องประดับทำไมมันแพงนัก แต่เพื่อน ๆ ที่ชอบก็ชอบเป็นบ้าเป็นหลังเลย…)

    ****** ทำไมถึงไม่มีงานดีๆ ออกมาในตลาด >>> จริง ๆ ก็สงสัยเหมือนกันครับว่า คำว่างาน ‘ดี ๆ’ ใช้อะไรเป็นตัววัด… ถ้างานมันดีจริง ก็น่าจะเป็นที่ต้องการรึเปล่า? หรือถ้าไม่ต้องการ แสดงว่ามันยังดีไม่พอ? หรือว่ามันมีปัจจัยอื่นที่อยู่เหนือการควบคุม

    แต่เคยอ่านบทสัมภาษณ์นักแต่งเพลงเหมือนกันครับ เค้าบอกว่า เพลงแต่งชุ่ย ๆ 3 นาทีเสร็จ กับเพลงที่แต่ง 3 เดือน พออัดโปรโมทหนัก ๆ มันก็ดังพอ ๆ กัน

    ก็เลยไม่รู้จะตั้งใจแต่งเพลงให้มันซับซ้อน หรือมีคุณค่ามาก ๆ ไปทำไม

    ******* เคยอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ ผู้เขียนเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ เขียนว่า ตัวเองรู้สึกอัศจรรย์ใจมาก ว่ายังมีฅนสมัยนี้เชื่อว่ารัฐบาลเวลาจะปั๊มธนบัตรยังต้องใช้ทองคำหนุนหลังอยู่ เค้าเลิกระบบนี้กันมาหลายสิบปีแล้ว…

    … จริงเหรอครับป่าน? (เพิ่งรู้นะเนี่ย)

  5. Chayanin Chayanin

    @พี่ก้อน

    เท่าที่เข้าใจ คือเดี๋ยวนี้ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เฉพาะทองคำหนุนหลังครับ จะสามารถเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ได้ด้วย รวมถึงเงินตราต่างประเทศ (และไม่แน่ใจว่ายังต้องหนุนหลังเต็มจำนวนหรือเปล่า สำหรับประเทศไทย) แต่ว่า เรื่องที่จะสามารถไปแลกเป็นทองคำได้นั้น ไม่น่ามีแล้วแน่นอน เรื่องนี้แล้วแต่กฎหมายแต่ละประเทศจะกำหนดเอง ว่าให้เงินตราประเทศนั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน

    เอาเข้าจริงๆ ถึงมีสินทรัพย์หนุนหลังครบ แต่ไม่มีสินค้าให้ซื้อ เงินก็ไร้ค่าอยู่ดีครับ

    ในเรื่องการเข้ามาสนับสนุนของรัฐ จริงๆ แล้ว มันก็อาจจะตอบได้ด้วยสิ่งที่พี่ก้อนบอกมาแหละครับ ว่าถ้ามันดี ทำไมถึงขายไม่ได้ (ไม่นับกรณีที่ตลาดไม่สามารถทำงานได้ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น ด้วยลักษณะของสินค้า) จริงๆ แล้วถ้าเกิดตลาดทำงานได้ แล้วสินค้าบางอย่างมันไม่ทำกำไรเนี่ย ถ้าเป็นมุมมองเศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็คงอธิบายว่า สังคมให้ค่า (value) มันน้อยกว่าต้นทุนของมัน มันถึงไม่คุ้มที่จะผลิต (ถ้ามันมีค่าพอ ก็จะมีคนจ่ายให้มันเอง)

    เรื่องว่า “งานดีๆ” อะไรมาวัดว่ามันดี เอาง่ายๆ คือ ไม่มีครับ เพียงแต่คำบ่นนี้ มันเป็นคำบ่นที่ได้ยินบ่อย (จากตัวผมเองในบางครั้ง) ปัญหาคือ คำว่าดี ถ้ามันดีกับแค่บางคน มันก็ให้ค่าน้อยกว่า ดีกับหลายๆ คน

    อย่าง “หนังไม่ทำเงิน” มันจะเกิดมาจากอะไรได้ นอกจากไม่มีคนยอมเสียเงินไปดูมันมากพอ

  6. ผมคิดว่าสังคมให้ค่ากับคำว่า กำไร และ ความบันเทิง มากไปอ่ะครับ

    จริง ๆ แล้วสังคมเราต้องการความหลากหลายมากกว่านั้น

    เคยคุยกับเพื่อนที่อยู่นิวซีแลนด์เหมือนกัน มันบอกวา เราจะอนุรักษ์นกกีวีไปทำไม ในเมื่อมันช่างงุ่มง่าม และไม่มีประโยชน์อะไรเสียเลย

    แต่อีกฅนก็บอกว่า มันดีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะเมื่อมีความหลากหลาย มันก็จะมีทางเลือก และเป็นประโยชน์กับการวิวัฒนาการมากกว่า (เอ่อ ไม่แน่ใจว่าฅนนอกสายชีวะจะ -อิน- กับ concept แนว ๆ นี้รึเปล่านะครับ)

    แต่ด้วยระบบทุนนิยม บริโภคนิยม และอะไรอย่างอื่นนิยมแบบบ้านเรา มันทำให้อะไรที่ -ขายไม่ได้- สูญพันธุ์ได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

    เพราะงั้น การที่สังคมไม่ให้ค่ามันมากพอที่จะผลิต ผมคิดว่า เราก็ยังจำต้องผลิต เพื่อดำรงความหลากหลายเอาไว้นั่นแหละครับ (แต่ใครควรจะทำหน้าที่นี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน)

  7. Chayanin Chayanin

    “ผมคิดว่าสังคมให้ค่ากับคำว่า กำไร และ ความบันเทิง มากไปอ่ะครับ” อาจจะจริงครับ แต่ก็เป็นอย่างที่พี่ก้อนบอกเองว่า มันคือสิ่งที่พวกเราทั้งหมด “ให้ค่า” แล้ว

    ขอแยกเป็นสองกรณี คือ สิ่งที่ขายไม่ได้โดยตัวมันเอง (เช่น สิ่งที่เป็นสินค้าสาธารณะ) กับสิ่งที่โดยตัวมันเองแล้วขายได้ ถ้ามีคนต้องการซื้อ (อาจจะขายไม่ได้ด้วยเหตุผลอื่นๆ)

    กรณีแรก ยกตัวอย่างเช่น อากาศบริสุทธิ์หรือสิ่งแวดล้อม (แบบโลกร้อนที่กำลังอินเทรนด์นี่แหละ) ระบบตลาดไม่สามารถฟังก์ชันได้สมบูรณ์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีใครสามารถ “จ่าย” เพื่อรักษาอากาศบริสุทธิ์สำหรับตัวเองได้ (ถึงเรายอม “จ่าย” แต่ถ้าคนอื่นไม่จ่ายตาม อากาศก็จะแย่อยู่ดี จนแทบไม่ต่างไม่ว่าเราจะจ่ายหรือไม่จ่าย) กรณีแบบนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการแทรกแซงในรูปแบบต่างๆ

    กรณีที่สอง สินค้าทั่วๆ ไป อย่างพวกงานนอกกระแสหลักต่างๆ (หนังสือ ภาพยนตร์ เพลง) ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับมันหรือไม่) การที่สินค้าเหล่านี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ก็เพราะว่าสังคมไม่ให้คุณค่ามันมากพอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีคนให้คุณค่ามัน

    สมมติว่าหนังดีๆ เรื่องหนึ่ง ใช้ทุนการผลิตหนึ่งล้านบาท (สมมตินะครับ) ถ้ามีคนยอมจ่ายเงินดูเป็นเงินทั้งหมดสามแสนบาท มีสปอนเซอร์ที่ได้ประโยชน์จากการโฆษณาให้อีกห้าแสนบาท เหลืออีกสองแสนบาท ถ้าไม่มีคนยอมจ่าย มันก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าจะให้หนังเรื่องนี้อยู่ ก็ต้องมีคนจ่ายเงินสองแสนบาทนี้ อาจจะเป็น โปรดิวเซอร์เอง ที่เห็นคุณค่าของหนังเรื่องนี้พอที่จะจ่ายให้สองแสนบาท หรือจะเป็นมูลนิธีสนับสนุนหนัง ที่เห็นว่าหนังเรื่องนี้มีคุณค่าพอที่จะจ่ายให้ (ซึ่งตัวมูลนิธิเองก็ต้อง “มีคุณค่าพอ” ที่จะมีทรัพยากรมาให้ตัวมันเองดำรงอยู่ได้) หรือจะเป็นกองทุนรัฐบาล

    หากเป็นกรณีหลัง ก็ต้องตั้งคำถามว่า การใช้เงินของรัฐบาลนั้น คือการ “บังคับ” ให้ประชาชนต้องจ่ายเพื่อสิ่งๆ นั้น ไม่ว่าประชาชนจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็ต้องถามว่า แล้วทำไม มันถึงอยู่ไม่ได้เองตั้งแต่แรก

    ผมเชื่อว่า หากเราเห็นว่าความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ ก็จะต้องมีคนยอม “จ่าย” เพื่อความหลากหลายครับ และถ้าไม่มีคนยอมจ่ายมากพอ ก็คงต้องบอกว่า “ความสำคัญ” นั้นเป็นอัตว¸³à¸«à¸£à¸±à¸šà¸„นอื่น ถึงไม่มีใครยอมจ่ายเพื่อให้มันอยู่รอดได้

    คนที่เห็นค่าของความหลากหลายนี้ และยอมจ่ายเพื่อรักษามัน ก็เห็นได้อยู่่ทั่วไป เช่น คนที่เลือกซื้อของที่ร้านค้าà็นได้อยู่่ทั่วไป เช่น คนที่เลือกซื้อของที่ร้านค้าโชห่วยในชุมชน คนที่ซื้อแผ่นเพลงที่ตัวเองชอบ คนที่ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ฯลฯ

    คำถามว่า “ใครจะเป็นคนทำ” จริงๆ แล้ว ขยายต่อคือ “ใครจะเป็นคนรับต้นทุนของมัน” ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่เห็นค่ามันมากพอครับ

  8. เรื่องยอมจ่ายนี่ก็น่าสนใจครับ

    กำลังคิดถึงเสื้อสูท ที่ปี ๆ นึงใส่ไม่กี่หน

    ไม่ค่อยมีประโยชน์ครับ แต่อย่างไรก็ต้องมีติดบ้านไว้

    ในทางสาธารณะแล้ว อาจจะมีบางอย่างเหมือนกันที่ดูแล้วไม่ค่อยมีค่า (แปลว่าไม่มีใครเห็นความสำคัญพอที่จะจ่ายเพื่อมัน) แต่พอถึงเวลาที่ต้องใช้ ถ้าไม่มีก็เดือดร้อนกันพอสมควร

    ที่นึกตัวอย่างออกก็เช่น ระบบเตือนภัยสึนามิ

    ถ้าย้อนกลับมาเรื่องศิลปวัฒนธรรมบ้าง

    อย่างเช่นโขน ที่ทำท่าจะสูญพันธุ์ไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครยอมจ่ายเพื่อไปดู

    แต่ถ้าให้มันหายไปจากประเทศไทยเลย คงมีหลายฅนที่ไม่ยอม

    พูดไปพูดมาก็วนเอง เอาเป็นว่าอะไรที่ฅนคิดว่าควรมี (แต่กรูไม่จ่าย)

    ก็ยกยอดให้ีรัฐดูแลก็แล้วกันครับ

  9. Chayanin Chayanin

    จากเรื่องศิลปวัฒนธรรม

    พอพี่ก้อนพูดมาถึงตรงนี้ ทำให้ผมสามารถแยกประโยชน์และมูลค่าของโขนออกมาได้เป็นสองประเด็นครับ

    อันแรกคือ ความพอใจที่ได้จากการรับชม (หรือการแสดง อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์มาตรงๆ) อันนี้ น่าจะทำให้โขนอยู่ได้โดยเป็นสินค้าเศรษฐกิจทั่วไป

    อีกอันคือ ประโยชน์เพียงจากการ “ดำรงอยู่” ของโขน คือ เป็นประโยชน์ที่ได้จากการ “มี” วัฒนธรรมนี้อยู่ในสังคม มองในมุมนี้ มันก็อาจจะเป็นสินค้าสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า มันขายไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องมารับภาระนี้

    ถ้าเอาสองกรณีนี้มารวมกัน อาจจะได้ว่า โขน มีผลกระทบภายนอกทางบวก ที่ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาอุดหนุน ก็น่าจะได้

    ไปๆ มาๆ เลยเหมือนกับว่า ไม่มีใครยอมจ่ายเพื่อได้ผลประโยชน์ทางตรงจากโขนอีกแล้ว (ยอมจ่ายเงินไปดู) แต่สาธารณะได้ประโยชน์จากการ “ดำรงอยู่” (ที่ทำให้สังคมดูดีขึ้น) จึงต้องมีการแทรกแซง

    อย่างเสื้อสูท ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่ว่า ไม่ค่อยมีประโยชน์ครับ เพราะว่า ถึงจะใส่ไม่กี่ครั้ง แต่ประโยชน์แต่ละครั้ง ก็ต้องมากพอที่จะทำให้เราซื้อเก็บไว้ (ไม่งั้นเราก็ไม่ซื้ออยู่ดี?)

Comments are closed.