Skip to content →

อภิปราย

หลายๆ คนรอบๆ ตัวผม น่าจะได้เคยผ่านการอภิปรายกับผมมาบ้างแล้ว (เวลาผมใช้คำว่าอภิปราย หลายคนจะหันมามองหน้า ราวกับไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ส่วนเวลาผมพูดว่า discuss ก็มักจะมีคนอีกส่วนหนึ่งพูดเรื่องไทยคำอังกฤษคำ บางทีคนเราก็เอาใจยากนะครับ) การอภิปราย มีตั้งแต่เรื่องค่อนข้างใกล้ตัว จนไปถึงเรื่องโคตรไกลตัว แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยอภิปรายอะไรกันใกล้ตัวมากๆ เท่าไหร่ เพราะนักอภิปรายมักจะถือว่าการพูดคุยถกเถียงเป็นความบันเทิงของชีวิต ดังนั้นหลายๆ ครั้ง มันถึงเป็นเรื่องที่ใครหลายๆ คนจะถามว่า เถียงกันไปทำไม (วะ)?

คำตอบมันก็เหมือนกับ เล่นเกมกันไปทำไม นั่นแหละ ในเมื่อเวลาที่ใช้เล่นเกมมันก็สูญไปอย่าง unconstructive เหมือนกัน

วันก่อนผมไปนั่งกินอาหารกับเพื่อนสองสามคนครับ แล้วเลยได้คุยๆ กัน จริงๆ เรื่องตอนเริ่ม มันก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับประเด็นตอนหลังสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ คุยแบบไม่มีญัตติตั้งต้นนี่ มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ

เรื่องแรกที่เริ่มเข้าสู่การอภิปรายวันนั้น (ซึ่งหลุดออกมาจากการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป) คือเรื่องวัฒนธรรมเครื่องแบบในสถาบันอุดมศึกษา หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ อีกคนหนึ่งมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟน้อยที่สุดในประเทศ (จะบอกว่าลิเบอรัลที่สุดในประเทศก็พูดได้ยาก เพราะผมไม่เห็นมหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นลิเบอรัลจริงๆ เท่าไหร่เลยตอนนี้) อันนี้เดาไม่ยากว่าเป็นใคร (คู่นี้เคยอภิปรายกันมาแล้วรอบนึง) ส่วนอีกคนนึง ตอนนี้ยังไม่ได้เรียนที่ไหน

เป็นการอภิปรายที่สนุกสนานมากครับ แม้ว่าจะมั่วซั่วเล็กน้อยและหลงประเด็นกันง่ายหลายครั้งก็ตาม (ไปกันจนถึงเรื่องอุดมการณ์รัฐ ศาสนา ฯลฯ) และผมก็รู้ว่า หลายๆ ครั้ง สิ่งที่ถูกค้านกลับมา คนค้านก็ไม่ได้เชื่อจริงจังอย่างที่ค้านจริงๆ แต่ค้าน for the sake of การค้าน

คนที่ไม่ค่อยจะได้มีการอภิปรายอะไรแบบนี้ อาจจะมองเรื่องนี้เป็นการกวนตีน หาเรื่อง หรืออะไรก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการค้าน คือการบีบให้ต้องสร้างเหตุผลและตรรกะขึ้นมาตอบปัญหาในการค้านนั้นๆ ดังนั้น การอภิปรายกับคนที่เห็นต่างกันบ้าง จะเป็นการขยายความคิด

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คนสองคน มีรูปแบบพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกันมากๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางทีการอภิปรายหรือโต้แย้งกัน จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ

ลองคิดดูว่า คนที่มีความคิดแบบระบบตรรกะ กับคนที่ไม่เชื่อในหลักเหตุและผล มาโต้เถียงกัน โอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะการโน้มน้าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งสามารถให้ข้อสนับสนุนที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เปลี่ยนระบบวิธีคิดของอีกฝ่ายได้ การโต้เถียงแบบนี้ ไม่เป็นการโต้เถียงที่บันเทิงเลยแม้แต่น้อย หรือถ้าทำ สุดท้ายการเถียงนั้นจะต้องลงไปถึงการเถียงว่า วิธีคิดแบบไหนเหมาะสมกว่ากัน ก่อนที่จะเถียงอย่างอื่นต่อไปได้

วันนั้นการอภิปรายของเราไม่ได้ข้อสรุปแบบสมบูรณ์ครับ แต่ก็เป็นการอภิปรายที่สนุกมาก (ไม่รู้ว่าผมสนุกของผมคนเดียวหรือเปล่า) ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเป็นเพื่อนสนิทกันหมด ทำให้คุยกันอย่างไม่ต้องกลัวเหยียบเท้าใคร โดยส่วนตัวไม่ได้มีโอกาสคุยสนุกๆ อย่างนั้นมาสักพักแล้วเหมือนกัน (มีคนคุยด้วยสักสามคน จะสนุกกว่าคุยกันสองคนเหมือนกันครับ)

กะว่า สักวัน จะต้องไปหาหนังสือปรัชญามาอ่านเพิ่มเติมแล้วครับ

a/n: วันนั้นมีคนบอกว่า ผมน่าจะไปเรียน sociology แทน, ถ้าไม่ลืมจะเอาหนังสือที่พูดถึงวันนั้นไปให้อ่านนะ

Published in My Life

4 Comments

  1. หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ

    ไอ้ที่ไทยคำอังกฤษคำเราก็เข้าใจ แต่ไปๆมาๆทำไมมันกลายเป็นคำอังกฤษที่เขียนด้วยภาษาไทยไปแล้วหล่ะ 555

    เถียงกันสามคนสนุกกว่าจริงๆ
    ไว้สอบเสร็จจะไปหาหนังสือปรัชญาดีๆมาอ่านซักเล่ม(ที่ไม่น่าเบื่อ)
    ไม่งั้น คงต้องใช้หนังสือแกเนี่ยแหละ ประหยัดดี
    แบบว่า…การันตีคุณภาพ เปิดอ่านก่อนได้ และที่สำคัญ “ไม่เสียตังซักบาท”

    ปล.อยากเรียนรัฐศาสตร์หว่ะ

  2. ทั้งเรื่องที่อภิปรายกัน
    ทั้งชื่อมหาลัย
    ทั้งชื่อหนังสือ

    ช่วยบอกหลังไมค์ได้ไหมว่ากันอะไรกันอยู่ – -“

  3. หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ หนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายมาจากหนึ่งในมหาวิทยาลัยรัฐที่คอนเซอร์เวทีฟที่สุดในประเทศ

    555555

  4. ชื่อมหาลัยก็ไม่เห็นจะยากเลยครับพี่อิ๊ก

    นึกถึงมหาลัยรัฐที่ไม่ใช่เกษตร

    นึกอะไรสองชื่อแรกออกก็อันนั้นแหละครับ “- –

Comments are closed.