Skip to content →

สิบภาพยนตร์ในใจ (1)

ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้อ่านบลอกของอั้ม ผมก็ตั้งใจว่าจะเขียนตอบคำเชื้อเชิญของอั้มแล้วครับ แต่ตอนนั้นไม่สามารถหาสิบภาพยนตร์ในใจของผมได้ มาตอนนี้ ผมได้ลองพยายามใหม่ครับ และนี่คือสิ่งที่ผมได้ออกมา

ผมว่า การหา หนังสือ หรือภาพยนตร์ในดวงใจออกมาสักเรื่องหรือสักกลุ่ม เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยครับ เพราะส่วนใหญ่ ความประทับใจหรือรู้สึก “เจ๋ง” นั้น มักจะจางไปบ้างตามกาล ดังนั้นจริงๆ แล้ว ก็อาจจะมีภาพยนตร์ที่ผมเคยชอบมากเท่าภาพยนตร์ที่ใหม่กว่า แต่เริ่มจางลงไปแล้ว หรือจริงๆ ก็อาจจะเป็นเพราะความคิดของเราที่เปลี่ยนไปด้วย ทำให้รสนิยมเปลี่ยนไป ภาพยนตร์ที่เคยชอบมากๆ ก็กลายเป็นธรรมดาไป (ตัวอย่างที่ชัดเจนของผมก็มี Back to the Future กับ Independence Day ที่เคยชอบมากๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรมากแล้ว)

เอาเป็นว่า ต่อจากนี้ คือสิบภาพยนตร์ที่ผมพยายามเลือกออกมาจากคอลเลคชันในความทรงจำของผมครับ ขอไม่เรียงตามลำดับความชอบนะครับ เพราะแค่เลือกก็ยากแล้ว ให้เรียงคงยากกว่า


The Pianist (2002)

เริ่มจากเรื่องที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของผมมานานที่สุด (นับจากเวลาที่ผมได้ดู) ผมได้ดูเรื่องนี้ในรูปแบบดีวีดีครับ เนื้อเรื่องเกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนาซีเยอรมนีบุกโปแลนด์ (1939) ตัวเอกของเรื่องนั้นเป็นนักเปียโนชาวยิวในโปแลนด์ หนังเรื่องนี้ค่อนข้างเครียดและหดหู่ครับ ผมเองไม่สามารถทนดูจบรอบสองได้ เพราะมันแสดงถึงความโหดร้ายของสงครามที่มีต่อมนุษยชาติ และการไม่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ของคนในอาชีพที่ใครหลายๆ คนให้เกียรติ ไม่ว่าเป็นฉากโยนคนแก่นั่งรถเข็น เลือกคนอ่อนแอออกมายิงทิ้ง หรือฆ่าคนๆ หนึ่งเพียงเพราะถามคำถาม เป็นหนังที่เราดูแล้วรู้ว่า สันติภาพ มันยิ่งใหญ่เพียงใด

ค้นคว้าข้อมูล: เรื่องนี้ดัดแปลงจากบันทึกความทรงจำของ Władysław Szpilman ซึ่งก็คือนักดนตรีตัวเอกของเรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ของสี่ประเทศ คือฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ และสหราชอาณาจักร The Pianist ได้รับ 3 รางวัลในอะคาเดมีอะวอร์ดส รางวัลปาล์มดอร์ (รางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์) และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของซีซาร์ (รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติของฝรั่งเศส) โดยที่ไม่มีพูดภาษาฝรั่งเศสเลย (รวมถึงนักแสดงนำที่เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมด้วย) ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยว่า สงคราม ความหวัง บัลลังก์ เกียรติยศ


Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004)

อาจจะเหลือเชื่อนิดหน่อยครับ ที่ภาพยนตร์ในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะมาอยู่ในรายการนี้ได้ แต่ตอนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รู้สึกประทับใจจริงๆ กับการดัดแปลงที่ทำให้รู้สึุกว่า คนที่เคยอ่านหนังสือแล้ว ก็ยัง “สนุก” และได้รับอะไรใหม่ๆ ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือได้ ภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคนี้ ไม่ได้มีฉากอะไรที่อลังการมากมายเป็นพิเศษ แต่มีฉากที่ทำให้หัวเราะและอมยิ้มอยู่เรื่อยๆ อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเอมมา วัตสันโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น แถมยังอยู่ในชุดทั่วไป ไม่ใช่เสื้อคลุมตัวโคร่ง ทำให้มีจุดสนใจที่น่าคอยติดตาม (เหอๆ) ไม่มีอะไรเป็ำนพิเศษ นอกจากชอบครับ

ค้นคว้าข้อมูล: ไม่มีอะไรต้องบอกมั้ง ดัดแปลงมาจากหนังสือดัง กำกับโดยอัลฟอนโซ กัวรอง นำแสดงโดย…


Crash (2004)

ผมได้ดูเรื่องนี้ในแบบดีวีดีอีกเช่นกันครับ เป็นหนังที่เมื่อดูจบแล้วรู้สึกอึ้ง ในความสัมพันธ์ที่มาขมวดกันของฉากและตัวละครที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ละส่วนเหมือนกับจิ๊กซอว์แต่ละชิ้น ที่ค่อยๆ เข้ามาต่อกัน หนังที่มีแก่นสำคัญอยู่ที่ชีวิตของคนหลายชาติพันธุ์ ที่ไปอยู่เบ้าหลอมวัฒนธรรมที่เรียกว่า (สหรัฐ)อเมริกา และไม่มีดีหรือเลวแบบสัมบูรณ์ การถ่ายทอดความขัดแย้งภายในบุคลิกภาพของคนแต่ละคน และความสัมพันธ์ของพวกเขาในสังคม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างคนแต่ละชาติพันธุ์ ทำให้เรื่องนี้เข้ามาอยู่ในกลุ่มหนังที่ผมประทับใจที่สุด (แม้แต่ถ้าให้เรียงลำดับภายในสิบเรื่องนี้ Crash ก็จะอยู่เป็นเรื่องอันดับต้นๆ แน่นอน)

ค้นคว้าข้อมูล: ได้สามรางวัลอะคาเดมีอะวอร์ดส รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม


รักแห่งสยาม (2007)

คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ มากมาย กับภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ความผิดพลาดเรื่องหนึ่งคือ ผมไม่ทันได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ จริงๆ เรื่องหนึ่งที่ผมไม่ค่อยประทับใจคือ การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เหมือนเป็นภาพยนตร์รักวัยรุ่น (ใสๆ ไม่มีอะไรมาก) ทำให้ผมไม่รู้สึกอยากดูเรื่องนี้เป็นพิเศษ (ด้วยความที่ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับสยามสแควร์ด้วย) ก็นับว่าเป็นความน่าเสียดายครับ เพราะพอได้ยินความประทับใจจากคนที่ไปดูออกมา ผมก็หาเวลาไปดูลำบากไปแล้ว (อาจจะเพราะได้ฟีดแบคดีๆ ช้าไปด้วยครับ แรกๆ ได้ยินคนด่ามากกว่า จากข้อหาหนังคนละเรื่องกับโฆษณา) ถ้านับเรื่องนี้เป็นหนังวัยรุ่น ก็คงเป็นหนังวัยรุ่นไทยที่ประทับใจผมมากที่สุดครับ

ค้นคว้าข้อมูล: คงไม่ต้องบอกอะไรแล้ว


V for Vendetta (2006)

นี่ก็อีกเรื่องครับ ที่ดูบนดีวีดี จริงๆ ตอนที่เห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ ก็รู้สึกอยากไปดูครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป (เมื่อก่อนผมเป็นคนดูหนังน้อยกว่านี้เยอะครับ) คงเดาได้ไม่ยากว่า ความประทับใจหลักของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่ political message ของเรื่องแน่นอน การต่อสู้ เพื่ออิสรภาพของปัจเจกบุคคล จากรัฐอำนาจนิยม ภาพสวยๆ กับเนื้อเรื่องสนุกสนาน ตามแบบหนังทั่วไป บวกกับแนวคิดทางการเมืองดีๆ ทำให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ประทับใจของผมได้ไม่ยากครับ

ค้นคว้าข้อมูล: เรื่องนี้ ดัดแปลงมาจากนิยายภาพในชื่อเดียวกัน

Voilà! In view, a humble vaudevillian veteran, cast vicariously as both victim and villain by the vicissitudes of Fate. This visage, no mere veneer of vanity, is a vestige of the vox populi, now vacant, vanished. However, this valorous visitation of a by-gone vexation, stands vivified and has vowed to vanquish these venal and virulent vermin van-guarding vice and vouchsafing the violently vicious and voracious violation of volition.


ผ่านไปแล้วห้าเรื่องครับ เริ่มเหนื่อยแล้ว เก็บอีกห้าเรื่องไว้เขียนคราวต่อไปละกันนะครับ จะได้ยังไม่ต้องหาเรื่องใหม่มาเขียน (ฮา)

Published in Media

3 Comments

  1. ginnie ginnie

    รออ่านต่อ 🙂

  2. อ่า

    ของผมที่นึกออกก็มีฟอเรสท์กัมพ์

    แล้วก็หนังกลุ่ม แฟนฉัน ซีซั่นเชนจ์ เพื่อนสนิท

    อ่า…

    นึกไม่ออกแล้วครับ

  3. Aum Aum

    ที่ 1 ของป่าน จะเป็นอะไรนะ

    หรือจะเป็น เพื่อน กูรักมึงว่ะ ….

    ไม่นะ เราล้อเล่น

Comments are closed.