Skip to content →

chayanin Posts

Allspice

Cooking isn’t really my thing. I didn’t learn much cooking when I grew up. Living in Bangkok also means that you can easily get away with not cooking. (It’s even questionable whether cooking for one would actually save you money, since you don’t get any economy of scale. You don’t even get a functional kitchen in a lower-end apartment.) So food ingredients are often part of my knowledge gap. (Not to mention that I won’t be familiar with lots of vegetables and spices used in European cuisines.)

The other day I was looking for a Finnish salmon soup (lohikeitto) recipe in English, when I saw that a recipe calls for ‘allspice’. Naturally, I had no idea what it was, so I thought it was some kind of spice mix, like the five-spice powder or something. So I looked into another version of the recipe, to find one where it’s not needed. (Those spice mixes aren’t always available everywhere, right?)

Then I learnt that allspice is actually spice from a specific plant.

Allspice […] is the dried unripe fruit (berries, used as a spice) of Pimenta dioica, a midcanopy tree native to the Greater Antilles, southern Mexico, and Central America, now cultivated in many warm parts of the world. The name ‘allspice’ was coined as early as 1621 by the English, who thought it combined the flavour of cinnamon, nutmeg, and cloves.

– ‘Allspice‘, Wikipedia. (2016-05-11)

Interestingly (I guess?), the Dutch name for it (which I had to look up) is piment. I had seen it before when I was looking through the spice shelves at Albert Heijn, but I only recognised the word from French, in which it means (chilli) pepper. The French words for it, according to the French-language Wikipedia, are piment de la Jamaïque, poivre de la Jamaïque, or quatre-épices.

On a related note, I am pretty sure I had seen/heard the Finnish word for it, maustepippuri, although now I’m not sure why it came up.

Leave a Comment

เปลี่ยนแบตเตอรี่ Toshiba Portégé Z835

เนื่องจากหลังๆ มานี้ ไม่ค่อยได้ใช้แลปทอปส่วนตัวนอกบ้านเท่าไหร่ เลยไม่ได้สังเกตเรื่องแบตเตอรี่ จนกระทั่งไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนจะมาเนเธอร์แลนด์ สังเกตว่า แบตเตอรี่ไม่ค่อยเก็บไฟ เลยลองสั่งให้รันทดสอบดู ก็พบว่า มันบอกว่า เหลือประมาณ 20% ซึ่งพอลองใช้งานจริงก็พบว่า ใช้แบบไม่เสียบปลั๊กได้ประมาณ 10 นาที

เลยลองไปถามที่ศูนย์โตชิบาที่กรุงเทพฯ (ถนนวิภาวดีรังสิต) พบว่า ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่สามพันกว่าบาท รับได้ (หมดประกันไปแล้ว) แต่ปัญหาคือ ในไทยไม่มีของ ต้องรอสั่ง อาจจะต้องรอหนึ่งเดือน ด้วยความที่รู้ตัวช้า จะอยู่กรุงเทพฯ อีกแค่สองอาทิตย์ ก็เลยทำอะไรไม่ได้ ลองดูศูนย์โตชิบาที่เนเธอร์แลนด์ก็พบว่า งงๆ มาก ไม่รู้ว่าต้องติดต่อที่ไหนยังไง แถมเดาเอาเองว่า น่าจะต้องเสียค่าบริการด้วย (ไม่น่าฟรีค่าแรงแบบไทย) ก็เลยเอาวะ ลองดูดูวิธีเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเน็ตแล้ว น่าจะทำเองได้ ลองดูละกัน

เอารหัสแบตเตอรี่ไปเสิร์ชดู (PA5013U-1BRS) ก็พอจะมีขายอยู่ คำนวณแล้ว สั่งจาก amazon.co.uk น่าจะดีสุด ก็เลยจัดไป ราคารวมแล้วสี่พันกว่าบาท แพงกว่าตอนศูนย์ไทยโควตมาให้หน่อย ใช้เวลาไม่ถึงอาทิตย์ ส่งถึงบ้าน

วิธีเปลี่ยนมีคนสอนทาง Youtube ดูแล้วก็ลุย (Z830 Z835 Z930 บอดี้เหมือนกัน ทำตามได้)

จุดสำคัญคือ มันต้องใช้ไขควง Torx Security เบอร์ 7 (TR7 หรือ T7H) ซึ่งปรกติชุดไขควงตามบ้านไม่ค่อยมี แต่ก็พอมีขายอยู่ทั่วไป (จริงๆ บางคนเขาบอกว่า เอาไขควงหัวแบนมาใช้แก้ขัดได้ มีเทคนิค แต่ลองทำแล้วไม่สำเร็จ) ดูไปดูมา เพื่อความชัวร์ เลยสั่งชุดไขควงจาก iFixit มา (สั่งมาทั้งกล้อง เป้าหมายคือเอาไขควง TR7 มาไขสกรูหนึ่งชิ้นถ้วน)

Comments closed

Lae Lay Grill

เนื่องด้วยมาพักผ่อนกันที่กระบี่ แล้วได้ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ @view_zaa ประทับใจมาก เลยโดนบังคับให้มาเขียนบล็อก

ร้านนี้มีชื่อว่า Lae Lay Grill ตั้งอยู่บริเวณอ่าวนาง แต่เข้าซอยลึกขึ้นไปบนเขา ซึ่งได้ยินร้านนี้จากพนักงานที่โรงแรมครับ โดยพนักงานบอกว่า เป็นร้านที่นิยม วิวดี ล้าจะไป ก็โทรไปจองและนัดรถของร้านมารับที่หน้าโรงแรมได้เลย (รอบนี้เน้นพักผ่อนแบบ serviced ทุกอย่างถึงหน้าโรงแรม)

Lae Lay เป็นร้านอาหารระดับดูดี ไม่ถึงกับหรูมาก (ระดับเริ่มต้นที่มีเมนูเครื่องดื่มและ wine list แยกเล่ม) อาหารรสชาติดี แต่ที่ประทับใจเป็นพิเศษคือการบริการ ที่รู้สึกว่า เป็นการบริการที่ออกแบบมาแล้ว (จะเรียกว่า ออกแบบ UX ดีก็คงได้)

ตัวอย่าง

  • อย่างที่บอกคือ ร้านมีรถรับส่งให้ถึงโรงแรม (ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่ก็อยู่ซอยไม่ไกลมากนั่นแหละ แต่ก็เป็นระยะที่คงไม่เดิน ขึ้นเขาอีกต่างหาก) มันช่วยให้การเดินทางมากินสะดวกทำได้สะดวกมาก อย่างเที่ยวนี้ บอก front desk ของโรงแรมให้ช่วยจองให้ ถึงเวลาก็มีสองแถวมาเลย (ตอนสองแถวมา มีครอบครัวคนจีนอยู่แล้วหนึ่งครอบครัว)
  • ร้านค่อนข้างกว้างขวาง และมีการออกแบบผังร้านที่ทำให้รักษาบรรยากาศการกินได้ดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ระหว่างที่กินอยู่ ก็เห็นรถทัวร์มาลง เห็นเดินขึ้นบันไดมาอยู่ แต่ไม่ได้ผ่านมาบริเวณโต๊ะเลย (มารู้สึกถึงตอนหลังว่า ไปทางไหนนะ)
  •  แผนผังร้าน มีทางเข้าทางเดียว ทำให้วางพนักงานพร้อมรับลูกค้าได้สะดวก
  • เมื่อมาถึงโต๊ะ พนักงานจะเดินเข้ามาคีบผ้าเย็นให้ เมื่อเสร็จแล้ว พนักงานอีกคนก็จะเดินนำเมนูมาให้ ซึ่งระหว่างที่ดูเมนูอยู่นี้ ไม่ได้มีพนักงานมาอยู่ที่โต๊ะ แต่มีพนักงานที่คอยสังเกตอยู่ เมื่อลูกค้าพร้อมจะสั่ง ก็จะมีพนักงานเดินเข้ามารับออร์เดอร์ทันที
  • เวลามาเสิร์ฟอาหาร พนักงานจะเข้ามาทีละสองคน นั่นคือคนหนึ่งถือถาดอาหาร และอีกคนหนึ่งวางอาหาร
  • เช่นเดียวกัน เวลาเก็บจาน เมื่อพนักงานคนหนึ่งหยิบจานออกจากโต๊ะ ก็จะมีพนักงานอีกคนหนึ่งที่ถือถาดเปล่ารอรับ
  • พนักงานสังเกตโต๊ะลูกค้า เช่น ผมสั่งปูนึ่ง เมื่อกินเสร็จชิ้นสุดท้าย พนักงานก็นำชามน้ำมะนาวมาวางให้รายคน หรือเมื่อกินอาหารหมดจานสุดท้าย (ผมสั่งมาเพิ่มตอนหลัง) พนักงานก็ยกไม้จิ้มฟันมาให้ทันที ทั้งหมดนี้พนักงานสังเกตและนำมาให้โดยไม่ได้ต้องขอ

ในมุมมองผม บางอย่างก็ไม่ได้จำเป็นนัก (คือ ไม่มีก็ได้ ไม่ใช่เรื่องแย่) แต่ก็รู้สึกได้ว่า มัน enhance ประสบการณ์ของลูกค้าได้ อาจจะใช้คนเยอะหน่อย ซึ่งก็ทำได้ในประเทศที่ labour-intensive แต่ก็สัมผัสได้ว่า ไม่ใช่ต้องมีกำลังคนพอ แต่น่าจะมีการพิจารณา process flow การบริการลูกค้ามาดี ไปจนถึงมี training ดีด้วย

น่าจะเหมาะสมแก่การเป็นตัวอย่างศึกษา operations management ของธุรกิจร้านอาหาร ที่เน้นประสบการณ์จากการบริการได้

Comments closed

ลอง: Syder Bay

ได้ยินจาก @view_zaa มาซักพักนึงว่า สิงห์ ได้ทำผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นเครื่องดื่มไซเดอร์ แต่ก็ยังไม่ได้ยินได้เห็นสื่อประชาสัมพันธ์เท่าไหร่ (ปรกติสื่อประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ทำได้จำกัดด้วย) วันนี้เข้า 7-11 แล้วเจออยู่ในตู้แช่ เลยซื้อมาลองหน่อย

ไซเดอร์ เป็นเครื่องดื่มที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ มันเป็นเครืองดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำจากน้ำแอปเปิลหมัก (หรือบางทีที่ทำจากลูกแพร์ก็เรียกไซเดอร์บ้างเหมือนกัน) มีปริมาณแอลกอฮอล์โดยปริมาตรใกล้เคียงกับเบียร์ (วิกิพีเดียบอกว่า แบบอังกฤษ มี 1.2% ถึง 8.5% ส่วนแบบยุโรปภาคพื้นทวีป 3.5% ถึง 12%) ทั้งนี้ จะต้องไม่สับสนกับเครื่องดื่มอีกลักษณะหนึ่งที่บางทีก็เรียกไซเดอร์เหมือนกัน แต่แทบไม่มีแอลกอฮอล์เลย

ที่ผ่านมา ผมไม่คุ้นว่ามีการผลิตเครื่องดื่มไซเดอร์ในไทยขายกันโดยทั่วไปเท่าไหร่ ที่ขายตามท้องตลาดก็เห็นเป็นไซเดอร์นำเข้า (ทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ต และบาร์แบบที่มีขายพวกเบียร์นำเข้า) อย่างที่เห็นในบาร์ขายกันบ่อยสุดก็คงจะเป็นยี่ห้อ Magners

กลับเข้ามาหัวข้อหลัก ไซเดอร์ที่สิงห์ขายนี้ ชื่อว่า Syder Bay มีอยู่สามแบบ อย่างอันที่ผมซื้อมา บนฉลากเขียนว่า Premium crafted pop cider ส่วนอีกสองอันที่ยังไม่ได้ซื้อ เปลี่ยนจาก pop เป็น raggae และ jazz ตามลำดับ ที่ซื้อมานี้ ขวดขนาด 275 ซีซี (เล็กกว่าขวดเบียร์ปรกติ) ราคา 32 บาท

ความรู้สึกแรกกับ Syder Bay คือ สีมันออกจะประหลาดหน่อยครับ เมื่อเทียบกับไซเดอร์ที่เคยกิน คือ มันก็อยู่ในโทนสีเหลืองๆ แบบไซเดอร์นี่แหละ แต่สามแบบที่ว่า ก็มีสีต่างกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด (เท่าที่ดูในตู้) ให้อารมณ์คล้ายๆ กับพวกเครื่องดื่มคอกเทลแบบสเมียร์นอฟหรือบาร์คาดี ถึงจะไม่สดเท่านั้นก็ตาม อย่างอัน pop ที่ซื้อมา ถ้าดูแล้ว ผมว่าสีมันค่อนข้างอ่อนหน่อย เมื่อเทียบกับไซเดอร์ที่เคยดื่ม

ความรู้สึกหลังจากเปิดขวดคือ กลิ่นแอปเปิลลอยเตะจมูกเลยครับ มันเป็นกลิ่นแบบน้ำแอปเปิลเลย สิ่งแรกที่นึกถึงคือ นึกถึงเยลลี่โยโย่ครับ (แต่ทำไมค้นแล้วไม่เจอรสแอปเปิ้ลล่ะ) ซึ่งหลังจากลองดื่มแล้ว ความรู้สึกก็ยังอย่างนั้น คือรู้สึกถึงความเป็นแอปเปิลมาก คือปรกติดื่มไซเดอร์ ก็จะมีความหอมแบบแอปเปิลนะ แต่อันนี้ความเป็นน้ำแอปเปิลมันเด่นมากๆ ลองอ่านข้างหลังดู มันเขียนว่า A blend of premium crafted cider fruit wine, apple juice, sparkling water and other natural ingredients ซึ่งไม่แน่ใจว่า ต่างจากไซเดอร์ปรกติขนาดไหน (แต่เข้าใจว่าต่างนะ)

โดยสรุป ผมว่ารสชาติมันก็โอเคแหละ ออกจะหวานและให้รสแบบน้ำแอปเปิลมาก และคงไม่อยู่ในระดับที่ดีเท่าไซเดอร์ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งมันก็ไม่ใช่ตัวเปรียบเทียบกันที่ดีเท่าไหร่ เพราะราคาขายปลีกต่างกันเยอะ (อารมณ์เหมือนเลือกระหว่างสิงห์กับ Stella Artois) ก็เลยไม่มีตัวเปรียบเทียบในตลาดที่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าขยายไปในตลาดสำหรับเครื่องดื่มแบบ casual (แบบเวลาดื่มเบียร์ ไวน์คูลเลอร์ คอกเทลมิกซ์) เทียบกับพวกสปายหรือสเมียร์นอฟไอซ์ อันนี้ก็คงเป็นตัวเลือกสำหรับคนไม่ชอบเบียร์ ที่ต้องการซื้อเครื่องดื่มราคา local ได้

Comments closed

ไฟฉาย

ของทุกอย่างก็มีกลุ่ม enthusiasts ของตัวเอง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมรู้สึกว่าควรจะเพิ่มจำนวนไฟฉายที่มีในครอบครอง เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (ทุกวันนี้มีแค่อันเล็กๆ อันเดียวไว้ในที่อยู่อาศัย) ก็เลยเสิร์ชกุเกิลคำว่าไฟฉาย เผื่อจะมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงร้านที่ขาย

แล้วก็พบว่า มีเจอเว็บไซต์ขายไฟฉายโดยเฉพาะ ขึ้นมาสองเว็บแรก ตามด้วยเว็บไซต์ที่บอกว่า สำหรับ “คนชอบไฟฉาย บ้าไฟฉาย”

คือถามว่ามันแปลกไหม ก็ไม่หรอก แต่ก็แปลกใจอยู่บ้าง เพราะโลกของไฟฉายนี่เป็นโลกที่อยู่นอกความรับรู้ของเราโดยสิ้นเชิง (ถ้าไม่นับตอนเด็กๆ ที่เคยเอาไฟฉายใหญ่ๆ ที่มีไฟฉุกเฉินที่ที่บ้านมีมากดเสียงวี้ดๆ เล่น ก็เคยใช้แต่ไฟฉายใส่ถ่านกดเปิดปิดธรรมดา) ถึงจะ conceive ได้ว่า เครื่องมือเครื่องใช้ลักษณะนี้ มันมีหลายเกรดหลายระดับตามการใช้งานอยู่แล้ว (แบบคน เดินป่า ขุดเหมือง สำรวจถ้ำ ก็คงมีไฟฉายเกรดดีกว่าที่เราเคยสัมผัสใช้กัน) แต่ไม่ได้คิดเลยว่า มันจะมี community ที่สนใจเรื่องไฟฉายโดยเฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่ว่า เป็นชุมชน trekking ที่คุยกันเรื่องอุปกรณ์เดินป่า ไรงี้)

ถ้าพูดจริงๆ เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้รับรู้นะ ว่ามีกลุ่ม enthusiast ในเรื่องเครื่องบิน ตึกสูง (skyscrapers) อะไรพวกนี้ด้วย ก็คงได้เปิดโลกไปเรื่อยๆ

flashlightsearch

4 Comments

มีเว็บไซต์บริษัทดีไหม?

เมื่อวันก่อนได้คุยกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กคนหนึ่ง (aka พ่อ) เกี่ยวกับด้านการตลาด โดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็คุยไปถึงการมีเว็บไซต์ของบริษัท ว่าควรจะมีหรือไม่ ซึ่งผมก็ได้ให้ความเห็นไปในฐานะคนรุ่นนี้ ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการไปด้วย

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความคิดผมนี่ จะเป็นตัวแทนของประชากรได้ดีขนาดไหน อาจจะไม่ตรงหลักการหรือผลการศึกษาของนักการตลาดก็ได้

  • การมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของตัวเอง ทำให้บริษัทมีตัวตนอย่างเป็นทางการบนโลกออนไลน์ ส่งผลกับธุรกิจในสองด้านใหญ่ๆ คือ เสริมสร้างภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ดูดีระดับหนึ่ง (บางคนอาจจะนึกค้านว่า ลำพังการมีเว็บไซต์อาจจะไม่ได้ใช้ต้นทุนสูงหรือเป็นเรื่องยากอะไร ทำไมถึงสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่เทียบกับไม่มีแล้ว มีก็ดูดีกว่า) กับอีกด้านหนึ่งคือ ทำให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงข้อมูลจากองค์กรเองง่าย
  • การมีเว็บไซต์ อาจไม่ได้เพิ่ม visibility ให้กับสินค้าหรือธุรกิจได้ชัดเจน (ในแง่ว่าทำให้คนที่ยังไม่รู้จักให้มารู้จักสินค้าของเรา) แต่มันมีลักษณะเป็น reference point มากกว่า (ย้อนกลับไปข้อแรก) ประเด็นเรื่อง visibility อาจจะพอได้บ้างถ้าสามารถทำให้มีตำแหน่งดีๆ ใน search engine ได้ แต่ในตลาดที่มีคู่แข่งมากๆ และรายใหญ่ ก็อาจจะไม่ง่ายนัก
  • เวลาที่คนเข้าเว็บไซต์ แล้วรู้สึกว่าเว็บไซต์ร้าง สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตัวธุรกิจ เวลาพูดถึงคำว่าเว็บไซต์ร้างนี่ ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องมีความเคลื่อนไหวเปลียนแปลงบ่อยๆ แต่หมายถึงว่า เนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นต้อง up-to-date ไม่ใช่ข้อมูลที่ล้าสมัย ในข้อนี้ หากเว็บไซต์มีแค่ข้อมูลล่าสุดของสินค้าที่ขาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เกิดอยากสร้างเนื้อหาที่มีต้องมีความเคลื่อนไหว เช่น มีเว็บบอร์ด สถานะล่าสุดรายสัปดาห์ ฯลฯ แล้วไม่สามารถอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ คนเข้าเว็บไซต์จะรู้สึกได้ทันทีว่าเว็บไซต์นั้นร้าง (นึกภาพว่า มีหัวข้อ สถานะประจำเดือน แต่ข้อมูลล่าสุดเป็นหกเดือนที่แล้ว) อาจจะต้องย้ำสักหน่อยว่า ข้อนี้ กำลังพูดถึงเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ ที่ไม่ได้จำเป็นต้องรักษาฐานผู้อ่าน หรือต้องการให้มีการเข้าชมซ้ำๆ ในระยะยาว

ปิดท้ายด้วยช่วงโฆษณาคอนโด G-Haus สุขุมวิท 109 ขนาด 37-50 ตารางเมตร ราคาล้านกลางๆ เข้าไปดูกันได้นะครับ (ไม่มีคูปองส่วนลดแจก)

4 Comments